(๙) พระวิทูรบัณฑิตชาดก.

     ในเมืองอินทปัตต์ แคว้นกุรุ พระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชัย ทรงมีนักปราชญ์ประจำราชสำนักชื่อว่า วิธุร. วิธุรเป็นผู้มีวาจาฉลาดหลักแหลม เมื่อจะกล่าวถ้อยคำสิ่งใด ก็สามารถทำให้ผู้ฟังเกิดความเลื่อมใสครัทธา และ ชื่นชมยินดีในถ้อยคำนั้น. ในครั้งนั้น มีพราหมณ์อยู่ ๔ คน เคยเป็นเพื่อน สนิทกันมาแต่เก่าก่อน. ต่อมาพราหมณ์ทั้งสี่ ได้ออกบวชเป็นฤษีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์ และบางครั้งก็เข้ามาสั่งสอนธรรมแก่ผู้คนในเมืองบ้าง. ครั้งหนึ่งมี เศรษฐี ๔ คน ได้อัญเชิญฤาษีทั้งสี่ไปที่บ้านของตน. เมื่อฤาษีบริโภคอาหารแล้ว ได้เล่าให้เศรษฐีฟังถึง สมบัติในเมืองต่างๆที๋ตนได้เคยไปเยือนมา. ฤาษีองค์หนึ่ง เล่าถึงสมบัติของพระอินทร์. องค์ที่สอง เล่าถึง สมบัติของพญานาค. องค์ที่สาม เล่าถึงสมบัติพญาครุฑ. และองค์สุดท้าย เล่าถึงสมบัติของพระราชาธนัญชัย แห่งเมืองอินทปัตต์. เศรษฐีทั้งสี่ได้ฟังคำพรรณนา ก็เกิดความเลื่อมใสอยากจะได้สมบัติเช่นนั้นบ้าง ต่างก็ พยายามบำเพ็ญบุญ ให้ทาน รักษาศีลและอธิษฐาน ขอให้ได้ไปเกิดเป็นเจ้าของสมบัติดังที่ต้องการ ด้วยอำนาจแห่งบุญ ทาน และศีล. เมื่อสิ้นอายุแล้ว เศรษฐีทั้งสี่ก็ได้ไปเกิดในที่ที่ตั้งความปรารถนาไว้ คือ คนหนึ่งไปเกิดเป็นท้าวสักกะเทวราช. คนที่สองไปเกิดเป็นพญานาคชื่อว่า ท้าววรุณ. คนที่สามไปเกิดเป็นพญาครุฑ. และคนที่สี่ไปเกิดเป็นโอรสพระเจ้าธนัญชัย.

     ครั้นเมื่อ พระราชาธนัญชัยสวรรคตแล้ว ก็ได้ครองราชสมบัติในเมืองอินทปัตต์ต่อมา. ทั้งท้าวสักกะ พญานาควรุณ พญาครุฑ และพระราชา ล้วนมีจิตใจปรารถนาจะรักษาศีลบำเพ็ญธรรม ต่างก็ได้แสวงหาโอกาสที่จะรักษาศีลอุโบสถ และบำเพ็ญบุญให้ทานอยู่เป็นนิตย์. วันหนึ่ง บุคคลทั้งสี่เผอิญได้มาพบกันที่สระโบกขรณี ด้วยอำนาจแห่งความผูกพันที่มีมาตั้งแต่ครั้งยังเกิดเป็นเศรษฐีสี่สหาย. ทั้งสี่คน จึงได้ทักทายปราศรัยกันด้วยไมตรี. ขณะกำลังสนทนาก็ได้เกิดถกเถียงกันขึ้นว่า "ศีลของใครประเสริฐที่สุด." ท้าวสักกะกล่าวว่า "พระองค์ทรงละทิ้งสมบัติทิพย์ในดาวดึงส์ มาบำเพ็ญพรตอยู่ในมนุษย์โลก ศีลของพระองค์ จึงบริสุทธิกว่าผู้อื่น." ฝ่ายพญานาควรุณกล่าวว่า "ธรรมดาครุฑนั้น เป็นศัตรูตัวร้ายของนาค เมื่อตนได้พบกับพญาครุฑ กลับสามารถอดกลั้นความโกรธเคืองได้ จึงนับว่าศีลของตนบริสุทธิ์กว่าผู้อื่น." พญาครุฑกล่าวแย้งว่า "ธรรมดานาคเป็นอาหารของครุฑ ตนได้พบนาค แต่สามารถอดกลั้นความอยากในอาหารได้ นับว่าศีลของตนประเสริฐที่สุด." ส่วนพระราชาทรงกล่าวว่า "พระองค์ได้ทรงละพระราชวังอันเป็นสถานที่สำราญ พรั่งพร้อมด้วยเหล่านารีที่เฝ้าปรนนิบัติ มาบำเพ็ญธรรมแต่ลำพังเพื่อประสงค์ความสงบ ดังนั้นจึงควรนับว่า ศีลของพระองค์บริสุทธิ์ที่สุด." ทั้งสี่ถกเถียงกันเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงชวนกันไปหาวิธุรบัณฑิต เพื่อให้ช่วยตัดสิน. วิธุรบัณฑิตจึงถามว่า "เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกัน ข้าพเจ้าไม่อาจตัดสินได้ หากไม่ ทราบเหตุอันเป็นต้นเรื่องของปัญหาอย่างละเอียดชัดเจนเสียก่อน." แล้วทั้งสี่ก็เล่าถึงเรื่องราวทั้งหมด. วิธุรบัณฑิต ฟังแล้วก็ตัดสินว่า "คุณธรรมทั้งสี่ประการนั้น ล้วนเป็นคุณธรรมอันเลิศทั้งสิ้น ต่างอุดหนุน เชิดชู ซึ่งกันและกัน ไม่มีธรรมข้อไหน ต่ำต้อยกว่ากัน หรือเลิศกว่ากัน. บุคคลใดตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมทั้งสี่นี้ ถือได้ว่าเป็นสันติชนในโลก." ทั้งสี่เมื่อได้สดับคำตัดสินนั้น ก็มีความชื่นชมยินดีในปัญญาของวิธุรบัณฑิต ที่สามารถแก้ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุมีผล. ต่างคนต่างก็ได้บูชาความสามารถของวิธุรบัณฑิต ด้วยของมีค่าที่เป็นสมบัติของตน.

     เมื่อพญานาควรุณ กลับมาถึงเมืองนาคพิภพ พระนางวิมลามเหสี ได้ทูลถามขึ้นว่า "แก้วมณีที่พระศอของ พระองค์หายไปไหนเพคะ." พญานาควรุณตอบว่า "เราได้ถอดแก้วมณีออกให้กับวิธุรบัณฑิต ผู้มีสติปัญญาเฉียบ แหลมมีวาจาอันประกอบด้วยธรรมไพเราะจับใจเราเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่แต่เราเท่านั้น ที่ได้ให้ของอันมีค่ายิ่งแก่วิธุรบัณฑิต ทั้งท้าวสักกะเทวราช พญาครุฑ และพระราชา ต่างก็ได้มอบของมีค่าสูง เพื่อบูชาธรรมที่วิธุรบัณฑิตแสดงแก่เราทั้งหลาย." พระนางวิมลาทูลถามว่า "ธรรมของวิธุร บัณฑิตนั้นไพเราะจับใจอย่างไร." พญานาคทรงตอบว่า "วิธุรบัณฑิตเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม รู้หลักคุณธรรมอันลึกซึ้ง และสามารถแสดงธรรมเหล่านั้นได้อย่างไพเราะจับใจ ทำให้ผู้ฟังเกิดความชื่นชม ยินดีในสัจจะแห่งธรรมนั้น." พระนางวิมลาได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความปราถนาจะได้ฟังวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมบ้าง จึงทรงทำอุบายว่าเป็นไข้. เมื่อพญานาควรุณทรงทราบ ก็เสด็จไปเยี่ยมตรัสถามว่า "พระนางป่วยเป็นโรคใด ทำอย่างไรจึงจะหายจากโรคได้." พระนางวิมลา ทูลตอบว่า "หม่อมฉันไม่สบายอย่างยิ่ง ถ้าจะให้หายจากอาการ ก็ขอได้โปรดประทานหัวใจวิธุรบัณฑิตให้หม่อมฉันด้วยเถิด." พญานาคได้ฟังก็ตกพระทัย ตรัสว่า "วิธุรบัณฑิต เป็นที่รักใคร่ของผู้คนทั้งหลายยิ่งนัก คงจะไม่มีผู้ใดสามารถล่วงล้ำเข้าไปเอาหัวใจวิธุรบัณฑิตมาได้." พระนางวิมลา ก็แสร้งทำเป็นอาการป่วยกำเริบหนักขึ้นอีก. พญานาควรุณก็ทรงกลัดกลุ้มพระทัยอย่างยิ่ง.

     ฝ่ายนางอริทันตี ธิดาพญานาคเห็นพระบิดาวิตกกังวล จึงถามถึงเหตุที่เกิดขึ้น. พญานาควรุณ ก็เล่าให้นางฟัง. นางอริทันตีจึงทูลว่า "นางประสงค์จะช่วยให้พระมารดาได้สิ่งที่ต้องการให้จงได้." นางอริทันตีจึงป่าวประกาศให้บรรดา คนธรรพ์ นาค ครุฑ มนุษย์ กินนร ทั้งปวงได้ทราบว่า "หากผู้ใด สามารถนำหัวใจวิธุรบัณฑิตมาให้นางได้ นางจะยอมแต่งงานด้วย." ขณะนั้น ปุณณกยักษ์ผู้เป็นหลานของ ท้าวเวสุวัณมหาราชผ่านมาได้เห็นนาง ก็นึกรักอยากจะได้นางเป็นชายา จึงเข้าไปหานางและบอกกับนางว่า "เราชื่อปุณณกยักษ์ ประสงค์จะได้นางมาเป็นชายา จงบอกแก่เราเถิดว่าวิธุรบัณฑิตเป็นใครอยู่ที่ไหน เราจะ นำหัวใจของเขามาให้นาง." เมื่อปุณณกยักษ์ได้ทราบว่าวิธุรบัณฑิตเป็นมหาราชครู ในราชสำนักพระเจ้าธนัญชัย จึงดำริว่า "หากเราต้องการตัววิธุรบัณฑิตจะไปพามาง่ายๆ นั้นคงไม่ได้ ทางที่ดีเราจะ ต้องท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัย โดยเอาวิธุรบัณฑิตเป็นสิ่งเดิมพัน ด้วยวิธีนี้เราคงจะเอาตัววิธุรบัณฑิตมาได้" คิดดังนั้นแล้ว ปุณณกยักษ์ก็ไปสู่ราชสำนักของพระราชาธนัญชัย และทูลพระราชาว่า "ข้าพระองค์มาท้าพนันสกา หากพระองค์ชนะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถวายแก้วมณีวิเศษอันเป็นสมบัติสำหรับพระจักรพรรดิ กับจะถวายม้าวิเศษ คู่บุญจักรพรรดิ." พระราชาธนัญชัยทรงปรารถนาจะได้แก้วมณี และม้าแก้วอันเป็นของคู่บุญจักรพรรดิ จึงตอบ ปุณณกยักษ์ว่า พระองค์ยินดีจะเล่นพนันสกาด้วย. ปุณณกยักษ์ก็ทูลถามว่า "หากพระราชาแพ้พนัน จะให้อะไรเป็น เดิมพัน." พระราชาก็ทรงตอบว่า "ยกเว้นตัวเรา เศวตฉัตร และมเหสีแล้ว เจ้าจะเอาอะไรเป็นเดิมพัน เราก็ ยินยอมทั้งสิ้น." ปุณณกยักษ์พอใจคำตอบจึงตกลงเริ่มทอดสกาพนัน ปรากฏว่าพระราชาทรงทอดสกาแพ้ .ปุณณก ยักษ์จึงทวงทรัพย์เดิมพัน โดยทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทรัพย์สมบัติใดๆ ทั้งสิ้น ขอแต่วิธุรบัณฑิตแต่ผู้เดียวเป็นรางวัลเดิมพันสกา." พระราชาตกพระทัย ตรัสกับปุณณกยักษ์ว่า "อันวิธุรบัณฑิตนั้นก็เปรียบได้กับตัวเราเอง เราบอกแล้วว่า "ยกเว้นตัวเรา เศวตฉัตร และมเหสีแล้ว เจ้าจะขออะไรก็จะให้ทั้งนั้น." ปุณณกยักษ์ทูลว่า "เราอย่ามาโต้เถียงกันเลย ขอให้วิธุรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินดีกว่า." เมื่อ พระราชาให้ไปตามวิธุรบัณฑิตมา ปุณณกยักษ์ก็ถามว่า "ท่านเป็นทาสของพระราชา หรือว่าท่านเสมอกับพระราชา หรือสูงกว่าพระราชา." วิธุรบัณฑิตตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระราชา พระราชาตรัสสิ่งใด ข้าพเจ้าก็จะทำตาม ถึงแม้ว่าพระองค์จะพระราชทานข้าพเจ้าเป็นค่าพนัน ข้าพเจ้าก็จะยินยอมโดยดี."

     พระราชา ได้ทรงฟังวิธุรบัณฑิตตอบดังนั้นก็เสียพระทัยว่า "วิธุรบัณฑิตไม่เห็นแก่พระองค์ กลับไปเห็นแก่ ปุณณกยักษ์ ซึ่งไม่เคยได้พบกันมาก่อนเลย. วิธุรบัณฑิตจึงทูลว่า "ข้าพระองค์จักพูดในสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่ เป็นธรรมเสมอ ข้าพระองค์จักไม่หลีกเลี่ยงความเป็นจริงเป็นอันขาด. วาจาอันไพเราะนั้นจะมีค่าก็ต่อเมื่อประกอบ ด้วยหลักธรรม." พระราชาได้ฟังก็ทรงเข้าพระทัย แต่ก็มีความโทมนัสที่จะสูญเสียวิธุรบัณฑิตไป จึงขออนุญาตปุณณกยักษ์ ให้วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมแก่พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย. ปุณณกยักษ์ก็ยินยอม. วิธุรบัณฑิตจึงได้แสดงธรรมของผู้ครองเรือนถวายแด่พระราชา. ครั้นเมื่อแสดงธรรมเสร็จแล้ว ปุณณกยักษ์ก็ สั่งให้วิธุรบัณฑิตไปกับตน เพราะพระราชาได้ยกให้เป็นสินพนันแก่ตนแล้ว. วิธุรบัณฑิต จึงกล่าวแก่ปุณณกยักษ์ว่า "ขอให้ข้าพเจ้ามีเวลาสั่งสอนบุตรและภรรยาสักสามวันก่อน ท่านก็ได้เห็นแล้วว่าข้าพเจ้าพูดแต่ความเป็นจริง พูดโดยธรรม มิได้เห็นแก่ผู้ใดหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดยิ่งไปกว่าธรรม ท่านได้เห็นแล้วว่าข้าพเจ้ามีคุณแก่ท่าน ในการที่ทูลความเป็นจริงแก่พระราชา ฉะนั้น ขอให้ท่านยินยอมตามความประสงค์ของข้าพเจ้าเถิด." ปุณณกยักษ์ได้ฟังดังนั้น ก็เห็นจริงในถ้อยคำที่วิธุรบัณฑิตกล่าว จึงยินยอมที่จะพักอยู่เป็นเวลาสามวัน เพื่อให้วิธุรบัณฑิตมีเวลาสั่งสอนบุตรภรรยา.

     วิธูรบัณฑิต จึงเรียกบุตรภรรยามา เล่าให้ทราบความที่เกิดขึ้นแล้วจึงสอนบุตรธิดาว่า "เมื่อพ่อไปจากราชสำนักพระราชาธนัญชัยแล้ว พระองค์อาจจะทรงไต่ถามเจ้าทั้งหลายว่า พ่อได้เคยสั่งสอนธรรมอันใดไว้บ้าง เมื่อพวกเจ้ากราบทูลพระองค์ไป หากเป็นที่พอพระทัยก็ อาจจะตรัสอนุญาตให้เจ้านั่งเสมอพระราชอาสน์ เจ้าจงจดจำไว้ว่า ราชสกุลนั้นจะมีผู้ใดเสมอมิได้เป็นอันขาด จงทูลปฏิเสธพระองค์ และนั่งอยู่ในที่อันควรแก่ฐานะของตน." จากนั้นวิธุรบัณฑิตก็แสดงธรรมชื่อว่า ราชวสดีธรรมอันเป็นธรรมสำหรับข้าราชการจะพึงปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงานและเพื่อเป็นหลักสำหรับยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ และการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น วิธุรบัณฑิตกล่าวในที่สุดว่า "เป็นข้าราชการต้องเป็นผู้สุขุมรอบคอบ ฉลาดในราชกิจ สามารถจัดการต่างๆ ให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย รู้จักกาล รู้จักสมัย ว่าควรปฏิบัติอย่างไร." เมื่อได้แสดงราชวสดีธรรมแล้ว วิธุรบัณฑิต จึงได้ออกเดินทางไปกับปุณณกยักษ์ ในระหว่างทางปุณณยักษ์คิดว่า "เราเอาแต่หัวใจของวิธุร บัณฑิตไปคงจะสะดวกกว่าพาไปทั้งตัว คิดแล้วก็พยายามจะฆ่าวิธุรบัณฑิตด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุด วิธุรบัณฑิตจึงถามว่า "ความจริงท่านเป็นใคร ท่านต้องการจะฆ่าข้าพเจ้าทำไม." ปุณณกยักษ์จึงเล่าความเป็นมาทั้งหมด. วิธุรบัณฑิตหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาว่า "ที่แท้นั้น พระนางวิมลา ปราถนาจะได้ฟังธรรมอันเป็นที่เลื่องลือของตนเท่านั้น จึงคิดว่าควรจะแสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ เพื่อมิให้หลงผิด กระทำการอันมิควรกระทำ.

     ครั้นแล้ว วิธุรบัณฑิตจึงได้แสดงธรรมชื่อว่าสาธุนรธรรม ธรรมของคนดี แก่ปุณณกยักษ์ มีใจความว่า บุคคลที่มีอุปการคุณ ชื่อว่าเป็นการเผาฝ่ามืออันชุ่มเสีย แล้วยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายต่อมิตรด้วย. อนึ่ง ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของสตรีที่ประพฤติการอันไม่สมควร." ปุณณกยักษ์ได้ฟังธรรม ก็รู้สึกในความผิดว่า "วิธุรบัณฑิตมีอุปการคุณแก่ตน ไม่ควรจะกระทำร้าย หรือแม้แต่คิดร้ายต่อวิธุรบัณฑิต." ปุณณกยักษ์จึงตัดสินใจว่า จะพาวิธุรบัณฑิตกลับไปยังอินทปัตต์ ตนเองจะไม่ตั้งความปรารถนาในนางอริทันตีอีกต่อไปแล้ว. เมื่อวิธุรบัณฑิต ทราบถึงการตัดสินใจของปุณณกยักษ์จึงกล่าวว่า "นำข้าพเจ้าไปนาคพิภพเถิด ข้าพเจ้า ไม่เกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น. ข้าพเจ้าไม่เคยทำความชั่วไว้ในที่ใด จึงไม่เคยรู้สึกกลัวว่า ความตายจะมาถึงเมื่อไร." ปุณณกยักษ์จึงนำวิธุรบัณฑิตไปเฝ้าพญานาควรุณในนาคพิภพ. เมื่ออยู่ต่อหน้า พญานาควรุณ วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า "สมบัติในนาคพิภพนี้ พญานาควรุณได้มาอย่างไร." พญานาควรุณตรัสตอบว่า "ได้มาด้วยผลบุญ เมื่อครั้งที่ได้บำเพ็ญธรรมรักษาศีลและให้ทานในชาติก่อนที่เกิดเป็นเศรษฐี." วิธุรบัณฑิตจึงทูลว่า "ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าพญานาควรุณทรงตระหนักถึงกรรม และผลแห่งกรรมดี ขอให้ทรงประกอบกรรมดีต่อไป แม้ว่าในเมืองนาคนี้จะไม่มีสมณะ ชี พราหมณ์ ที่พญานาคจะบำเพ็ญทานได้ ก็ขอให้ทรงมีเมตตาแก่บุคคล ทั้งหลายในเมืองนาคนี้ อย่าได้ประทุษร้ายแก่ผู้ใดเลย หากกระทำได้ดังนั้นก็จะได้เสด็จไปสู่เทวโลก ที่ดียิ่งกว่านาคพิภพนี้.

     พญานาควรุณ ได้ฟังธรรมอันประกอบด้วยวาจาไพเราะของวิธุรบัณฑิต ก็มีความพอพระทัยเป็นอันมาก และตรัสให้พาพระนางวิมลามาพบวิธุรบัณฑิต. เมื่อพระนางทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิต ก็ได้ถามว่า "ท่านตกอยู่ในอันตรายถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่มีอาการเศร้าโศกหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด." วิธุรบัณฑิตทูลตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่เคยทำความชั่ว จึงไม่กลัวความตาย. ข้าพเจ้ามีหลักธรรมและมีปัญญาเป็นเครื่องประกอบตัว จึงไม่หวั่นเกรงภัยใดๆ ทั้งสิ้น." พญานาควรุณและพระนางวิมลา พอพระทัย ในปัญญาและความมั่นคงในธรรมของวิธุรบัณฑิต. พญานาควรุณจึงตรัสว่า "ปัญญานั้นแหละคือหัวใจของบัณฑิต หาใช่หัวใจที่เป็นเลือดเนื้อไม่." จากนั้นพญานาควรุณ ก็ได้ยกนางอริทันตีให้แก่ปุณณกยักษ์ ผู้ซึ่งมีดวงตาสว่างไสว ขึ้นด้วยธรรมของวิธุรบัณฑิต พ้นจากความหลงในสตรีคือนางอริทันตี แล้วสั่งให้ปุณณกยักษ์พา วิธุรบัณฑิตไปส่งยังสำนักของพระราชาธนัญชัย. พระราชาทรงโสมนัสยินดีอย่างยิ่ง ตรัสถาม วิธุรบัณฑิตถึงความเป็นไปทั้งหลาย. วิธุรบัณฑิตจึงทูลเล่าเรื่องราวทั้งสิ้น และกราบทูลในที่สุดท้ายว่า " ธรรมเป็นสิ่งสูงสุด บุคคลผู้มีธรรมและปัญญา ย่อมไม่หวั่นเกรงภยันตราย ย่อมสามารถเอาชนะภยันตรายทั้งปวงด้วย คุณธรรมและด้วยปัญญาของตน การแสดงธรรมแก่บุคคลทั้งหลายนั้น คือการแสดงความจริงให้ประจักษ์ด้วยปัญญา ."

คติธรรม : บำเพ็ญสัจจบารมี
เหตุแห่งความพิบัติคือการพนัน และการมีเมตตาจิตย่อมส่งผลให้ได้รับเมตตาจิตตอบด้วยในที่สุด

คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.