(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
(๘) พระนารทดาบสชาดก.
 
     พระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า อังคติราช ครองเมืองมิถิลา เป็นผู้ที่ตั้งมั่น ในทศพิธราชธรรม. พระธิดาของพระเจ้าอังคติราช มีพระนามว่า รุจาราชกุมารี มีรูปโฉมงดงาม. พระราชา ทรงรักใคร่พระธิดาอย่างยิ่ง. คืนวันหนึ่ง เป็นเทศกาลมหรสพ ประชาชน พากันตกแต่งเคหสถาน อย่างงดงาม. พระเจ้าอังคติราช ประทับอยู่ท่ามกลางเหล่าอำมาตย์ ในปราสาทใหญ่ ประดับประดา อย่างวิจิตรตระการ. พระจันทร์ กำลังทรงกลด เด่นอยู่กลางท้องฟ้า. พระราชา ทรงปรารภกับหมู่อำมาตย์ว่า "ราตรีเช่นนี้ น่ารื่นรมย์นัก เราจะทำอะไรให้ เพลิดเพลินดีหนอ." อลาตอำมาตย์ทูลว่า "ขอเดชะ ควรจะเตรียมกองทัพใหญ่ ยกออกไปกวาดต้อน ดินแดนน้อยใหญ่ ให้เข้ามาอยู่ ในพระราชอำนาจ พระเจ้าข้า." สุนามอำมาตย์ทูลว่า "ทุกประเทศใหญ่น้อย ก็มาสวามิภักดิ์ อยู่ในพระราชอำนาจหมดแล้ว ควรที่จะจัดการเลี้ยงดู ดื่มอวยชัยให้สำราญ และหาความเพลิดเพลิน จากระบำรำฟ้อนเถิด พระเจ้าข้า." วิชัยอำมาตย์ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ เรื่องการระบำดนตรีฟ้อนร้องนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ ได้ทรงทอดพระเนตรอยู่แล้ว เป็นนิตย์. ในราตรีอันผุดผ่องเช่นนี้ ควรไปหาสมณพราหมณ์ ผู้รู้ธรรม แล้วนิมนต์ท่านแสดงธรรมะ จะเป็นการควรกว่า พระเจ้าค่ะ." พระราชาพอพระทัยคำทูล ของวิชัยอำมาตย์ จึงตรัสถามว่า "เออ แล้วเราจะไปหาใครเล่า ที่เป็นผู้รู้ธรรม."
 
     อลาตอำมาตย์ แนะขึ้นว่า "มีชีเปลือยรูปหนึ่ง อยู่ในมิคทายวัน เป็นพหูสูตร พูดจาน่าฟัง. ท่านคงจะช่วยขจัดข้อสงสัย ของเราทั้งหลายได้ ท่านมีชื่อว่า คุณาชีวก." พระเจ้าอังคติราช ได้ทรงฟังก็ยินดี สั่งให้เตรียมกระบวน เสด็จไปหาชีเปลือย ชื่อคุณาชีวกนั้น. เมื่อไปถึงที่ ก็ทรงเข้าไปหาคุณาชีวก ตรัสถาม ปัญหาธรรม ที่พระองค์สงสัยอยู่ว่า "บุคคลพึงประพฤติธรรมกับบิดา มารดา อาจารย์ บุตร ภรรยา อย่างไร? เหตุใดชนบางพวก จึงไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฯลฯ." คำถามเหล่านี้ เป็นปัญหาธรรมขั้นสูง อันยากจะตอบได้ ยิ่งคุณาชีวก เป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้โง่เขลา เบาปัญญาด้วยแล้ว ไม่มีทางจะเข้าใจได้. คุณาชีวก จึงแกล้งทูลไปเสียทางอื่นว่า "พระองค์จะสนพระทัย เรื่องเหล่านี้ไปทำไม ไม่มีประโยชน์อันใดเลย พระเจ้าข้า โปรดฟังข้าพเจ้าเถิด. ในโลกนี้ บุญไม่มี บาปไม่มี ปรโลกไม่มี ไม่มีบิดามารดา ปู่ย่าตายาย. สัตว์ทั้งหลาย เกิดมาเสมอกันหมด จะได้ดีได้ชั่ว ก็ได้เอง ทานไม่มี ผลแห่งทานก็ไม่มี ร่างกายที่ประกอบกันขึ้นมานี้ เมื่อตายไปแล้ว ก็สูญสลายแยกออกจากกันไป สุขทุกข์ก็สิ้นไป ใครจะฆ่า จะทำร้าย ทำอันตรายก็ไม่เป็นบาป เพราะบาปไม่มี. สัตว์ทุกจำพวก เมื่อเกิดมาครบ ๘๔ กัปป์ ก็จะบริสุทธิ์พ้นทุกข์ไปเอง ถ้ายังไม่ครบ ถึงจะทำบุญทำกุศลเท่าไร ก็ไม่อาจบริสุทธิ์ไปได้ แต่ถ้าถึงกำหนด ๘๔ กัปป์ แม้จะทำบาปมากมาย ก็จะบริสุทธิ์ไปเอง."
 
     พระราชา ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า "ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้านี้ โง่เขลาจริง ๆ ข้าพเจ้ามัวหลงเชื่อว่า "ทำความดี แล้วจะไปสู่สุคติ" อุตส่าห์พากเพียร บำเพ็ญกุศลกรรม บัดนี้ ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า "บุญไม่มี บาปไม่มี ผลกรรมใด ๆ ไม่มีทั้งสิ้น บุคคลจะบริสุทธิ์เอง เมื่อถึงกำหนดเวลา แม้แต่การฟังธรรม จากท่านอาจารย์ ก็หามีประโยชน์อันใดไม่ ข้าพเจ้าขอลาไปก่อนละ." เมื่อเสด็จกลับมา ถึงพระราชวัง พระเจ้าอังคติราช ก็มีพระราชโองการว่า "ต่อไปนี้พระองค์ จะไม่ปฏิบัติราชกิจใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะการทั้งปวง ไม่มีประโยชน์ ไม่มีผลอันใด. พระองค์จะแสวงหา ความเพลิดเพลินในชีวิต แต่เพียงอย่างเดียว ไม่อาทรร้อนใจ กับผลบุญผลกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น. จากนั้น ก็เกิดเสียงเล่าลือ ไปทั้งพระนครว่า "พระราชา กลายเป็นมิจฉาทิฐิ คือ หลงผิด เชื่อคำของชีเปลือยคุณาชีวก บ้านเมือง ย่อมจะถึงความเสื่อม หากพระราชา ทรงมีพระดำริดังนั้น. ความนี้ ทราบไปถึงเจ้าหญิงรุจาราชกุมารี ทรงร้อนพระทัย เมื่อทราบว่า "พระบิดาให้รื้อโรงทาน ทั้งสี่มุมเมือง จะไม่บริจาคทานอีกต่อไป ทั้งยังได้ กระทำการข่มเหงน้ำใจชาวเมือง มากมายหลายประการ ด้วยความที่ทรงเชื่อว่า บุญไม่มี บาปไม่มี บุคคลไปสู่สุคติเอง เมื่อถึงเวลา." เจ้าหญิงรุจาราชกุมารี จึงเข้าเฝ้าพระบิดา ทูลขอพระราชทานทรัพย์หนึ่งพัน เพื่อจะเอาไปทรงทำทาน พระบิดาเตือนว่า "ลูกรัก ทานไม่มีประโยชน์ดอก ปรโลกไม่มี เจ้าจะไม่ได้ผลอะไรตอบแทน หากเจ้ายังถือศีล อดอาหารวันอุโบสถอยู่ ก็จงเลิกเสียเถิด ไม่มีผลดอกลูกรัก." รุจาราชกุมารี พยายามกราบทูล เตือนสติพระบิดาว่า "ข้าแต่พระชนก บุคคลกระทำบาปสั่งสมไว้ ถึงวันหนึ่ง เมื่อผลบาปเพียบเข้า บุคคลนั้น ก็จะต้องรับผลแห่งบาปที่ก่อ เหมือนเรือ ที่บรรทุกแม้ทีละน้อย เมื่อเต็มเพียบเข้า ก็จะจมในที่สุดเหมือนกัน. ธรรมดาใบไม้นั้น หากเอาไปหุ้มห่อของเน่าเหม็น ใบไม้นั้นก็จะเหม็นไปด้วย หากห่อของหอม ใบไม้นั้นก็จะหอม. ปราชญ์จึงเลือกคบแต่คนดี หากคบคนชั่ว ก็จะพลอยแปดเปื้อน เหมือนลูกศรอาบยาพิษ ย่อมทำให้แล่งศรแปดเปื้อนไปด้วย." ราชกุมารีกราบทูลต่อว่า "หม่อมฉันรำลึกได้ว่า ในชาติก่อน ได้เคยเกิดเป็นบุตรช่างทอง ได้คบหามิตรกับคนชั่ว ก็พลอยกระทำแต่สิ่งที่ชั่วร้าย ครั้นชาติต่อมา เกิดในตระกูลเศรษฐี มีมิตรดีจึงได้พลอยบำเพ็ญบุญบ้าง. เมื่อตายไป ผลกรรมก็ตามมาทัน หม่อมฉัน ต้องไปทนทุกข์ทรมาน ในนรกอยู่เป็นเวลา หลายชาติหลายภพ. ครั้นได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องทน ทุกข์ลำเค็ญมากมาย กว่าจะใช้หนี้กรรมนั้นหมด และผลบุญเริ่มส่งผล จึงได้มาเกิดในที่ดีขึ้น เป็นลำดับ อันผลบุญผลบาป ย่อมติดตามเราไปทุก ๆ ชาติไม่มีหยุด ย่อมได้รับผลตามกรรม ที่ก่อไว้ทุกประการ ขอพระบิดา จงฟังคำหม่อมฉันเถิด." พระราชา มิได้เชื่อคำรุจาราชกุมารี ยังคงยึดมั่น ตามที่ได้ฟังมาจากคุณาชีวก. เจ้าหญิงทรงเป็นทุกข์ ถึงผลที่พระบิดาจะได้รับ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า "หากเทพยดาฟ้าดิน มีอยู่ ขอได้โปรดมาช่วยเปลื้องความเห็นผิด ของพระบิดาด้วยเถิด จะได้บังเกิดสุขแก่ปวงชน."
 
     ขณะนั้น มีพรหมเทพองค์หนึ่งชื่อ นารท เป็นผู้มีความกรุณา ในสรรพสัตว์ มักอุปการะเกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอ. นารทพรหม เล็งเห็นความทุกข์ ของรุจาราชกุมารี และเล็งเห็นความเดือดร้อน อันจะเกิดแก่ประชาชน หากพระราชา ทรงเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงเสด็จจากเทวโลก แปลงเป็นบรรพชิต เอาภาชนะทอง ใส่สาแหรกข้างหนึ่ง คนโทแก้ว ใส่สาแหรกอีกข้างหนึ่ง ใส่คานหามวางบนบ่า เหาะมาสู่ปราสาท ของพระเจ้าอิงคติราช มาลอยอยู่ ตรงหน้าพระพักตร์. พระราชา ทรงตกตะลึงตรัสถามว่า "ข้าแต่ท่านผู้มีวรรณะงาม ราวจันทร์เพ็ญ ท่านมาจากไหน." นารทพรหมตอบว่า "อาตมาภาพ มาจากเทวโลก มีนามว่า นารท." พระราชาตรัสถามว่า "เหตุใดท่าน จึงมีฤทธิ์ ลอยอยู่ในอากาศได้เช่นนั้น น่าอัศจรรย์." อาตมาภาพ บำเพ็ญคุณธรรม ๔ ประการ ในชาติก่อน คือ สัจจะ ธรรมะ ทมะ และจาคะ จึงมีฤทธิ์เดช ไปไหนได้ตามใจปรารถนา." พระราชาตรัสถามว่า "ผลบุญมีด้วยหรือ ถ้าผลบุญมีจริง อย่างที่ท่านว่า ได้โปรดอธิบาย ให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด."พระนารทพรหม จึงอธิบายว่า "ผลบุญมีจริง ผลบาปก็มีจริง มีเทวดา มีบิดามารดา มีปรโลก มีทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนั้น แต่เหล่าผู้งมงาย หาได้รู้ไม่." พระราชาตรัสว่า "ถ้าปรโลกมีจริง ข้าพเจ้าขอยืมเงินท่านสักห้าร้อยเถิด ข้าพเจ้าจะใช้ให้ท่านในโลกหน้า." พระนารทตอบว่า "ถ้าท่านเป็นผู้ประพฤติธรรม มากกว่าห้าร้อย เราก็ให้ท่านยืมได้ เพราะเรารู้ว่า ผู้อยู่ในศีลธรรม ผู้ประพฤติกรรมดี เมื่อเสร็จจากธุระแล้ว ก็ย่อมนำเงินมาใช้คืนให้เอง แต่อย่างท่านนี้ ตายไปแล้ว ก็จะต้องไปเกิดในนรก ใครเล่าจะตามไปทวงทรัพย์ คืนจากท่านได้." พระราชาไม่อาจตอบได้ จึงนิ่งอั้นอยู่. นารทพรหมทูลว่า "หากพระองค์ ยังทรงมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อสิ้นพระชนม์ ก็ต้องไปสู่นรก ทนทุกขเวทนาสาหัส ในโลกหน้า พระองค์ก็จะต้องชดใช้ผลบาป ที่ได้ก่อไว้ในชาตินี้." พระนารท ได้โอกาส พรรณนาความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ในนรก ให้พระราชา เกิดความสะพรึงกลัว เกิดความสยดสยองต่อบาป.
 
     พระราชา ได้ฟังคำพรรณนา ก็สลดพระทัยยิ่งนัก รู้พระองค์ว่า ได้ดำเนินทางผิดจึงตรัสว่า "ได้โปรดเป็นที่พึ่ง ของข้าพเจ้าด้วยเถิด บัดนี้ ข้าพเจ้าเกิดความกลัวภัยในนรก ขอท่านจงเป็นแสงสว่าง ส่องทางให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดสอนธรรมะให้แก่ข้าพเจ้า ผู้ได้หลงไปในทางผิด ขอจงบอกหนทางที่ถูกต้อง แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด." พระนารทพรหมฤษี จึงได้โอกาสตรัสสอนธรรมะ แก่พระราชาอังคติราช ทรงสอนให้พระราชา ตั้งมั่นในทาน ในศีล อันเป็นหนทาง ไปสู่สวรรค์ และเทวโลก แล้วจึงแสดงธรรม เปรียบร่างกายกับรถ เพื่อให้พระราชาทรงเห็นว่า รถที่ประกอบ ด้วยชิ้นส่วนอันดี อันถูกต้อง แล่นไปในทาง ที่เรียบรื่น มีสติเป็นประดุจปฏัก มีความเพียรเป็นบังเหียน และมีปัญญาเป็นห้ามล้อ รถอันประกอบด้วยชิ้นส่วนอันดีนั้น ก็จะแล่นไปในทางที่ถูกต้อง โดยปราศจากภัยอันตราย. พระราชาอังคติราช ทรงละมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ละหนทางบาป. นารถพรหมฤษี จึงถวายโอวาทว่า "ขอพระองค์จะละบาปมิตร คบแต่กัลยาณมิตร อย่าได้ทรงประมาทเลย." ในระหว่างนั้น พระนารทพรหมฤษี ได้อันตรธานหายไป. พระราชา ก็ทรงตั้งมั่นในศีล ในธรรม ทรงเริ่มทำบุญ ทำทาน ทรงเลือกคบแต่ ผู้ที่จะนำไปในทางที่ถูกที่ควร. เมื่อพระราชา ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ประชาชน ก็มีความสุข บ้านเมือง สงบร่มเย็น สมดังที่พระนารทพรหมฤษี ทรงกล่าวว่า "จงละบาปมิตร จงคบกัลยาณมิตร จงทำบุญ ละจากบาป ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเถิด."
 
คติธรรม : บำเพ็ญอุเบกขาบารมี
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำบาปย่อมได้ชั่วช้าสามานย์ เป็นผลตอบ และการคบมิตรสหายนั้นก็จะส่งผลดีเลวแก่ตัวบุคคลนั้นด้วย
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.