(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
 
(๗) พระจันทกุมารชาดก.
 
     ในครั้งโบราณ เมืองพารานสี มีชื่อว่า บุปผวดี มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าเอกราชา. พระราชบุตรองค์ใหญ่ พระนามว่า จันทกุมาร ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช และ พราหมณ์ชื่อกัณฑหาล เป็นปุโรหิตในราชสำนัก. กัณฑหาล มีหน้าที่ตัดสินคดีความ อีกตำแหน่ง. แต่กัณฑหาล เป็นคนไม่ยุติธรรม ไม่ซื่อสัตย์ มักจะรับสินบน จากคู่ความอยู่เสมอ ข้างไหนให้สินบนมาก ก็จะตัดสินความเข้าข้างนั้น. จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้ที่ได้รับความอยุติธรรม ร้องโพนทนาโทษ ของกัณฑหาล ได้ยินไปถึงพระจันทกุมาร จึงตรัสถามว่า "เกิดเรื่องอะไร." บุคคลนั้นจึงทูลว่า "กัณฑหาลปุโรหิต มิได้เป็นผู้ทรงความยุติธรรม หากแต่รับสินบน ก่อความอยุติธรรม ให้เกิดขึ้นเนืองๆ." พระจันทกุมารตรัสว่า "อย่ากลัวไปเลย เราจะเป็นผู้ ให้ความยุติธรรมแก่เจ้า" แล้วพระจันทกุมาร ก็ทรงพิจารณาความอีกครั้ง ตัดสินไปโดย ยุติธรรม เป็นที่พึงพอใจ แก่ประชาชนทั้งหลาย. ฝูงชนจึงแซ่ซ้องสดุดี ความยุติธรรม ของพระจันทกุมาร. พระเจ้าเอกราชา ทรงได้ยินเสียงแซ่ซ้อง จึงตรัสถาม ครั้นทรงทราบ จึงมีโองการว่า "ต่อไปนี้ ให้จันทกุมารแต่ผู้เดียว ทำหน้าที่ตัดสินคดีความทั้งปวง ให้ยุติธรรม." กัณฑหาล เมื่อถูกถอดออก จากตำแหน่งหน้าที่ ก็เกิด ความเคียดแค้น พระจันทกุมารว่า "ทำให้ตนขาดผลประโยชน์ และได้รับความอับอาย ขายหน้าประชาชน" จึงผูกใจพยาบาท แต่นั้นมา.
 
     อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าเอกราช ทรงฝันเห็นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ เห็นความผาสุก สวยงาม ความรื่นรมย์ ต่าง ๆ นานา ในสรวงสวรรค์ เมื่อตื่นจากฝัน พระองค์ยังทรงอาลัยอาวรณ์อยู่ และปรารถนาจะได้ไปสู่ ดินแดนอันเป็นสุขนั้น จึงตรัสถามบรรดา ผู้ที่พระองค์คิดว่า จะสามารถบอกทางไปสู่เทวโลก ให้แก่พระองค์ได้. กัณฑหาล ได้โอกาส จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่พระราชา ผู้ที่ประสงค์จะไปสู่สวรรค์ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น คือ ทำบุญให้ทาน และฆ่าบุคคลที่ไม่ควรฆ่า." พระราชาตรัสถามว่า "ฆ่าบุคคลที่ไม่ควรฆ่า หมายความว่าอย่างไร." กัณฑหาล ทูลตอบว่า "พระองค์จะต้องการ กระทำการบูชายัญ ด้วยพระราชบุตร พระมเหสี ประชาชนหญิงชาย เศรษฐี และช้างแก้ว ม้าแก้ว จำนวนอย่างละสี่ จึงจะไปสู่สวรรค์ได้." ด้วยความอยาก ที่จะไปเสวยสุขในสวรรค์ พระเจ้าเอกราช ก็ทรงเห็นดี ที่จะทำบูชายัญ ตามที่กัณฑหาล ผู้มีจิตริษยาพยาบาททูลแนะ. พระองค์ ทรงระบุชื่อ พระราชบุตร พระมเหสี เศรษฐี ประชาชน และช้างแก้ว ม้าแก้ว ที่จะบูชายัญ ด้วยพระองค์เอง. อันที่จริงกัณฑหาล ประสงค์ร้าย กับพระจันทกุมาร องค์เดียวเท่านั้น แต่ครั้นจะให้บูชายัญ พระจันทกุมารแต่ลำพัง ก็เกรงว่า ผู้คนจะสงสัย จึงต้องให้บูชายัญ เป็นจำนวนสี่. พระจันทกุมาร ผู้เป็นโอรสองค์ใหญ่ ก็ทรงอยู่ในจำนวนชื่อ ที่พระเจ้าเอกราช โปรดให้นำมาทำพิธีด้วย จึงสมเจตนาของกัณฑหาล. เมื่อช้าง ม้า และบุคคล ที่ถูกระบุชื่อ ถูกนำมาเตรียมเข้าพิธี ก็เกิดความโกลาหล วุ่นวาย มีแต่เสียงผู้คนร้องไห้ คร่ำครวญไปทั่ว. พระจันทกุมารนั้น เมื่อราชบุรุษไปกราบทูล ก็ทรงถามว่า ใครเป็นผู้ทูลให้พระราชา ประกอบพิธีบูชายัญ. ในเวลาที่ราชบุรุษ ไปจับเศรษฐีทั้งสี่ มาเข้าพิธีนั้น บรรดาญาติพี่น้อง ต่างพยายามทูลวิงวอน ขอชีวิตต่อพระราชา. แต่พระราชา ก็ไม่ทรงยินยอม เพราะมีพระทัยลุ่มหลง ในภาพเทวโลก และเชื่องมงาย ในสิ่งที่กัณฑหาลทูล. ต่อมา เมื่อพระบิดาพระมารดา ของพระราชาเองทรงทราบ ก็รีบเสด็จมา ทรงห้ามปรามว่า "ลูกเอ๋ยทางไปสวรรค์ ที่ต้องฆ่าบุตรภรรยา ต้องเบียดเบียนผู้อื่นนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร การให้ทาน การงดเว้นการเบียดเบียนต่างหาก เป็นทางสู่สวรรค์." พระราชาก็มิได้ทรงฟัง คำห้ามปรามของพระบิดา พระมารดา.
 
     พระจันทกุมาร ทรงเห็นว่า เป็นเพราะพระองค์เอง ที่ไปขัดขวางหนทางของคนพาล คือ กัณฑหาล ทำให้เกิดเหตุใหญ่ จึงทรงอ้อนวอนพระบิดาว่า "ขอพระองค์ โปรดประทานชีวิตข้าพเจ้าทั้งปวงเถิด แม้จะจองจำเอาไว้ ก็ยังได้ใช้ประโยชน์ จะให้เป็นทาส เลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า หรือขับไล่ไปเสีย จากเมืองก็ย่อมได้ ขอประทานชีวิตไว้เถิด." พระราชา ได้ฟังพระราชบุตร ก็ทรงสังเวชพระทัย จนน้ำพระเนตรไหล ตรัสให้ปล่อย พระราชบุตร พระมเหสี และทุกสิ่งทุกคน ที่จับมาทำพิธี. ครั้นกัณฑหาลทราบเข้า ขณะเตรียมพิธี ก็รีบมาทูลคัดค้าน และล่อลวง ให้พระราชาคล้อยตาม ด้วยความหลงใหล ในสวรรค์อีก. พระราชาก็ทรงเห็นดีไปตาม ที่กัณฑหาลชักจูง. พระจันทกุมาร จึงทูลพระบิดาว่า "เมื่อข้าพเจ้ายังเล็ก ๆ อยู่ พระองค์โปรดให้พี่เลี้ยง นางนม ทะนุบำรุงรักษา ครั้นโตขึ้น จะกลับมาฆ่าเสียทำไม ข้าพเจ้าย่อมกระทำประโยชน์ แก่พระองค์ได้ พระองค์จะให้ฆ่าลูกเสีย แล้วจะอยู่กับคนอื่น ที่มิใช่ลูกจะเป็นไปได้อย่างไร. ในที่สุด เขาก็คงจะฆ่าพระองค์เสียด้วย พราหมณ์ที่สังหาร ราชตระกูล จะถือว่าเป็นผู้มีคุณประโยชน์ได้อย่างไร พราหมณ์นั้นคือผู้เนรคุณ." พระราชาได้ฟัง ก็สลดพระทัย สั่งให้ปล่อยทุกชีวิตไปอีกครั้ง. แต่ครั้นพราหมณ์กัณฑหาล เข้ามากราบทูล ก็ทรงเชื่ออีก. พระจันทกุมาร ก็กราบทูลพระบิดาว่า "ข้าแต่พระบิดา หากคนเราจะไปสวรรค์ ได้เพราะการกระทำบูชายัญ เหตุใดพราหมณ์ จึงมิทำการบูชายัญ บุตรภรรยาของตนเองเล่า เหตุใดจึงได้ชักชวน ให้คนอื่นกระทำ ในเมื่อพราหมณ์ ก็ได้ทูลว่า "คนผู้ใดทำบูชายัญเองก็ดี คนผู้นั้นย่อมไปสู่สวรรค์" เช่นนั้นควรให้ พราหมณ์ กระทำบูชายัญ ด้วยบุตรภรรยาตนเองเถิด." ไม่ว่าพระจันทกุมาร จะกราบทูลอย่างไร พระราชาก็ไม่ทรงฟัง. บุคคลอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากรวม ทั้งพระวสุลกุมารผู้เป็นราชบุตร ของพระจันทกุมาร มาทูลอ้อนวอน พระเจ้าเอกราช ก็ไม่ทรงยินยอมฟัง.
 
     ฝ่ายกัณฑหาล เกรงว่า จะมีคนมาทูลชักจูงพระราชาอีก จึงสั่งให้ปิดประตูวัง และทูลเชิญพระราชา ให้ไปอยู่ในที่ อันคนอื่นเข้าไปเฝ้ามิได้. เมื่อถึงเวลาทำพิธี มีแต่เสียงคร่ำครวญ ของราชตระกูล และฝูงชนที่ญาติ พี่น้องถูกนำมาเข้าพิธี. ในที่สุด นางจันทาเทวี ผู้เป็นชายาของพระจันกุมาร ซึ่งได้พยายามทูลอ้อนวอน พระราชาสักเท่าไร ก็ไม่เป็นผล ก็ได้ติดตามพระจันทกุมาร ไปสู่หลุมยัญด้วย. เมื่อกัณฑหาล นำถาดทองมาวางรอไว้ และเตรียมพระขรรค์ จะบั่นคอพระจันทกุมาร. พระนางจันทาเทวี ก็เสด็จไปสู่หลุมยัญ ประนมหัตถ์บูชา และกล่าวสัจจวาจาขึ้นว่า "กัณฑหาลพราหมณ์ เป็นคนชั่ว เป็นผู้มีปัญญาทราม มีจิตมุ่งร้าย พยาบาท ด้วยเหตุแห่งวาจาสัตย์นี้ เทวดา ยักษ์ และสัตว์ทั้งปวง จงช่วยเหลือเรา ผู้ไร้ที่พึ่ง ผู้แสวงหาที่พึ่ง ขอให้เราได้อยู่ร่วมกับสามี ด้วยความสวัสดีเถิด ขอให้พระเป็นเจ้าทั้งหลาย จงช่วยสามีเรา ให้เป็นผู้ที่ศัตรูทำร้ายมิได้เถิด." เมื่อพระนางกระทำสัจจกริยา พระอินทร์ได้สดับถ้อยคำนั้น จึงเสด็จมาจากเทวโลก ทรงถือค้อนเหล็ก มีไฟลุกโชติช่ว งตรงมายังพระราชากล่าวว่า "อย่าให้เรา ถึงกับต้องใช้ค้อนนี้ ประหารเศียรของท่านเลย มีใครที่ไหนบ้าง ที่ฆ่าบุตร ภรรยา และเศรษฐี คหบดี ผู้ไม่มีความผิด เพื่อที่ตนเองจะได้ไปสวรรค์ จงปล่อยบุคคล ผู้ปราศจากความผิดทั้งปวง เสียเดี๋ยวนี้." พระราชา ตกพระทัยสุดขีด สั่งให้คนปลดปล่อยคนทั้งหมด จากเครื่องจองจำ. ในทันใดนั้น ประชาชนที่รุมล้อมอยู่ ก็ช่วยกันเอาก้อนหิน ก้อนดิน และท่อนไม้ เข้าขว้างปาทุบตี กัณฑหาลพราหมณ์ จนสิ้นชีวิตอยู่ ณ ที่นั้น แล้วหันมา จะฆ่าพระราชา แต่พระจันทกุมาร ตรงเข้ากอดพระบิดาไว้ ผู้คนทั้งหลาย ก็ไม่กล้าทำร้าย ด้วยเกรงพระจันทกุมาร จะพลอยบาดเจ็บ. ในที่สุด จึงประกาศว่า "เราจะไว้ชีวิต แก่พระราชาผู้โฉดเขลา แต่จะให้ครองแผ่นดินมิได้" เราถอดพระยศพระราชาเสีย ให้เป็นคนจัณฑาล แล้วไล่ออกจากพระนครไป. จากนั้น มหาชน ก็กระทำพิธีอภิเษกพระจันทกุมาร ขึ้นเป็นพระราชา. ทรงปกครองบ้านเมือง ด้วยความยุติธรรม เมื่อทรงทราบว่า พระบิดาตกระกำลำบาก อยู่นอกเมือง ก็ทรงให้ความช่วยเหลือ พอที่พระบิดาจะดำรงชีพอยู่ได้. พระจันทกุมาร ปกครองบ้านเมือง ให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา จนถึงที่สุดแห่งพระชนม์ชีพ ก็ได้เสด็จไปเสวยสุข ในเทวโลก ด้วยเหตุที่ทรงเป็นผู้ปกครองที่ดี ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่หลงเชื่อวาจาคนโดยง่าย และ ปฏิบัติหน้าที่ของตน ด้วยความซื่อตรง.
 
คติธรรม : บำเพ็ญขันติบารมี
เรื่องอาฆาตจองเวรนั้น ย่อมให้ทุกข์กลับคืนแก่ตนในที่สุด และความเขลาหลงในทรัพย์และสุขของผู้อื่นก็ย่อมให้ผลร้ายแก่ตัวได้ในไม่ช้าเช่นกัน
 
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.