(๖) พระภูริทัตต์ชาดก.

     พระราชา พระองค์หนึ่งพระนามว่า "พรหมทัต" ครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองพาราณสี. พระโอรสทรงดำรง ตำแหน่งอุปราช. อยู่ต่อมาพระราชาทรงระแวงว่า "พระโอรสจะคิดขบถ แย่งราชสมบัติ" จึงมีโองการให้ พระโอรสออกไปอยู่ให้ไกลเสียจากเมือง จนกว่าพระราชาจะสิ้นพระชนม์ จึงให้กลับมารับราชสมบัติ. พระโอรสก็ปฏิบัติตามบัญชา เสด็จไปบวชอยู่ที่บริเวณแม่น้ำชื่อว่า "ยมุนา." มีนางนาคตนหนึ่งสามีตาย ต้องอยู่แต่เพียงลำพัง เกิดความว้าเหว่จนไม่อาจทนอยู่ในนาคพิภพได้ จึงขึ้นมาจากน้ำ ท่องเที่ยวไปตามริมฝั่ง มาจนถึงศาลาที่พักของพระราชบุตร นางนาคประสงค์จะลองใจดูว่า "นักบวชผู้พำนักอยู่ในศาลานี้ จะเป็นผู้ที่บวชด้วยใจเลื่อมใสอย่างแท้จริงหรือไม่" จึงจัดประดับประดาที่นอนในศาลานั้นด้วยดอกไม้หอม และของทิพย์จากเมืองนาค. ครั้นพระราชบุตรกลับมา เห็นที่นอนจัดงดงามน่าสบายก็ยินดี ประทับนอนด้วยความสุขสบายตลอดคืน รุ่งเช้าก็ออกจากศาลาไป. นางนาคก็แอบดู พบว่าที่นอนมีรอยคนนอน จึงรู้ว่า นักบวชผู้นี้มิได้บวชด้วยความศรัธราเต็มเปี่ยม ยังคงยินดีในของสวยงามตามวิสัยคนมีกิเลส จึงจัดเตรียมที่นอนไว้ดังเดิมอีก. ในวันที่สาม พระราชบุตรมีความสงสัยว่า "ใครเป็นผู้จัดที่นอนอันสวยงามไว้. จึงไม่เสด็จออกไปป่า แต่แอบดูอยู่บริเวณศาลานั่นเอง เมื่อนางนาคเข้ามาตกแต่งที่นอน พระราชบุตร จึงไต่ถามนางว่า "นางเป็นใครมาจากไหน." นางนาคตอบว่า "นางเป็นนาคชื่อมาณวิกา นางว้าเหว่ที่สามีตาย จึงออกมาท่องเที่ยวไป." พระราชบุตรมีความยินดีจึงบอกแก่นางว่า "หากนางพึงพอใจจะอยู่ที่นี่ พระราชบุตรก็จะอยู่ด้วยกับนาง. นางนาคมาณวิกาก็ยินดี ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา จนนางนาคประสูติโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า "สาครพรหมทัต" ต่อมาก็ประสูติพระธิดาชื่อว่า "สมุทรชา". ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต บรรดาเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายไม่มีผู้ใดทราบว่าพระราชบุตรประทับ อยู่ ณ ที่ใด. บังเอิญพรานป่าผู้หนึ่งเข้ามาแจ้งข่าวว่า "ตนได้เคยเที่ยวไปแถบแม่น้ำยมุนา และได้พบพระราชบุตรประทับอยู่บริเวณนั้น. อำมาตย์จึงได้จัดกระบวนไปเชิญเสด็จพระราชบุตรกลับมาครองเมือง. พระราชบุตรทรงถามนางนาคมาณวิกาว่า "จะไปอยู่เมืองพาราณสีด้วยกันหรือไม่." นางนาคทูลว่า "วิสัยนาค นั้นโกรธง่ายและมีฤทธิ์ร้าย หากหม่อมฉันเข้าไปอยู่ในวัง แล้วมีผู้ใดทำให้โกรธ เพียงหม่อมฉันถลึงตามอง ผู้นั้นก็จะ มอดไหม้ไป พระองค์พาโอรสธิดากลับไปเถิด ส่วนหม่อมฉันขอทูลลากลับไปอยู่เมืองนาคตามเดิม." พระราชบุตรจึงพาโอรสธิดากลับไปพาราณสีอภิเษกเป็นพระราชา.

     อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่โอรสธิดาเล่นน้ำอยู่ในสระ เกิดตกใจกลัวเต่าตัวหนึ่ง. พระบิดาจึงให้คนจับเต่านั้นไป ทิ้งที่วังน้ำวนในแม่น้ำยมุนา. เต่าจมลงไปถึงเมืองนาค เมื่อถูกพวกนาคจับไว้. เต่าก็ออกอุบาย บอกแก่นาคว่า "เราเป็นทูตของพระราชาพาราณสี พระองค์ให้เรามาเฝ้าท้าวธตรฐ พระราชทานพระธิดาให้เป็นพระชายา ของท้าวธตรฐ เมืองพาราณสีกับนาคพิภพจะได้เป็นไมตรีกัน." ท้าวธตรฐทรงทราบก็ยินดี สั่งให้นาค ๔ ตนเป็นทูตนำ บรรณาการไปถวายพระราชาพาราณสี และขอรับตัวพระธิดามาเมืองนาค. พระราชาทรงแปลกพระทัย จึงตรัสกับ นาคว่า "มนุษย์กับนาคนั้นต่างเผ่าพันธุ์กัน จะแต่งงานกันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้." เหล่านาคได้ฟังดังนั้น จึงกลับไปกราบทูลท้าวธตรฐว่า "พระราชาพาราณสีทรงดูหมิ่นว่า นาคเป็นเผ่าพันธุ์งู ไม่คู่ควรกับพระธิดา." ท้าวธตรฐทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้ฝูงนาคขึ้นไปเมืองมนุษย์ ไปเที่ยวแผ่พังพานแสดงอิทธิฤทธิ์อำนาจ ตามที่ต่างๆ แต่มิให้ทำอันตรายชาวเมือง. ชาวเมืองพากันเกรงกลัวนาคจนไม่เป็นอันทำมาหากิน. ในที่สุดพระราชา ก็จำพระทัยส่งนางสมุทรชา ให้ไปเป็นชายาท้าวธตรฐ. นางสมุทรชาไปอยู่เมืองนาค โดยไม่รู้ว่าเป็นเมืองนาค เพราะท้าวธตรฐให้เหล่าบริวารแปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งหมด. นางอยู่นาคพิภพด้วยความสุขสบาย จนมีโอรส ๔ องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ. อยู่มาวันหนึ่ง อริฏฐะได้ฟังนาคเพื่อนเล่นบอกว่า พระมารดาของตนไม่ใช่นาค จึงทดลองดูโดยเนรมิตกายกลับเป็นงู ขณะที่กำลังกินนมแม่อยู่. นางสมุทรชาเห็นลูก กลายเป็นงูก็ตกพระทัย ปัดอริฏฐะตกจากตัก เล็บของนาง ไปข่วนเอานัยน์ตาอริฏฐะบอดไปข้างหนึ่ง. ตั้งแต่นั้นมา นางจึงรู้ว่าได้ลงมาอยู่เมืองนาค.

      ครั้นเมื่อ พระโอรสทั้ง ๔ เติบโตขึ้น ท้าวธตรฐก็ทรงแบ่งสมบัติให้ครอบครองคนละเขต. ทัตตะผู้เป็นโอรส องค์ที่สองนั้น มาเฝ้าพระบิดามารดาอยู่เป็นประจำ ทัตตะเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ช่วยพระบิดาแก้ไข ปัญหาต่างๆ อยู่เป็นนิตย์ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทวดาทัตตะก็แก้ไขได้ จึงได้รับการยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้ปรีชาสามารถ ได้รับขนานนามว่าภูริทัตต์ คือ ทัตตะผู้เรืองปัญญา. ภูริทัตต์ได้เคยไปเห็นเทวโลก ว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์จึงตั้งใจว่า "จะรักษาอุโบสถศีลเพื่อจะได้ไปเกิดในเทวโลก จึงทูลขออนุญาตพระบิดา ก็ได้รับอนุญาต แต่ท้าวธตรฐสั่งว่า "มิให้ออกไปรักษาอุโบสถนอกเขตเมืองนาค เพราะอาจเป็นอันตราย." ครั้นเมื่อรักษาศีลอยู่ในเมืองนาค ภูริทัตต์รำคาญว่า พวกฝูงนาคบริวารได้ห้อมล้อม ปรนนิบัติเฉพาะในตอนเช้าเท่านั้น. ตั้งแต่นั้นมา ภูริทัตต์ก็ขึ้นไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่จอมปลวก ใกล้ต้นไทรริมแม่น้ำยมุนา. ภูริทัตต์ตั้งจิตอธิษฐานว่า "แม้ผู้ใดจะต้องการหนัง เอ็น กระดูก เลือดเนื้อของตน ก็จะยอมบริจาคให้ ขอเพียงให้ได้รักษาศีลให้บริสุทธิ์.

     ครั้งนั้น มีนายพรานชื่อ เนสาทะ ออกเที่ยวล่าสัตว์ เผอิญได้พบภูริทัตต์เข้า สอบถามรู้ว่าเป็นโอรสของ ราชาแห่งนาค. ภูริทัตต์เห็นว่าเนสาทะเป็นพรานมีใจบาปหยาบช้า อาจเป็นอันตรายแก่ตน จึงบอกแก่พรานเนสาทะว่า "เราจะพาท่านกับลูกชาย ไปอยู่เมืองนาคของเรา ท่านทั้งสองจะมีความสุขสบายในเมืองนาคนั้น." พรานเนสาทลงไปอยู่เมืองนาคได้ไม่นาน เกิดคิดถึงเมืองมนุษย์ จึงปรารภกับภูริทัตต์ว่า "ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง แล้วจะออกบวชรักษาศีลอย่างท่านบ้าง." ภูริทัตต์รู้ด้วยปัญญาว่า พรานจะเป็นอันตรายแก่ตน แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จึงต้องพาพรานกลับไปเมืองมนุษย์. พรานพ่อลูกก็ออกล่าสัตว์ต่อไปตามเดิม. มีพญาครุฑตนหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นงิ้ว ทางมหาสมุทรด้านใต้ . วันหนึ่งขณะออกไปจับนาคมากิน นาคเอาหางพันกิ่งไทรที่อยู่ท้ายศาลาพระฤาษี จนต้นไทรถอนรากติดมาด้วย. ครั้นครุฑฉีกท้องนาคกินมันเหลว แล้วทิ้งร่างนาคลงไป จึงเห็นว่ามีต้นไทรติดมาด้วย. ครุฑรู้สึกว่าได้ทำผิด คือถอนเอาต้นไทรที่พระฤาษีเคยอาศัยร่มเงา จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อยไปถามพระฤาษีว่า "เมื่อต้นไทรถูกถอนเช่นนี้ กรรมจะตกอยู่กับใคร." พระฤาษีตอบว่า "ทั้งครุฑและนาคต่างก็ไม่มี เจตนาจะถอนต้นไทรนั้น กรรมจึงไม่มีแก่ผู้ใดทั้งสิ้น."

     ครุฑ ดีใจจึงบอกกับพระฤาษีว่า ตนคือครุฑ. เมื่อพระฤาษี ช่วยแก้ปัญหาให้ตนสบายใจขึ้น ก็จะสอนมนต์ชื่อ อาลัมพายน์ อันเป็นมนต์สำหรับครุฑใช้จับนาค ให้แก่พระฤาษี. อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์ซึ่งเป็นหนี้ชาวเมืองมากมาย จนคิดฆ่าตัวตายจึงเข้าไปในป่า เผอิญได้พบพระฤาษีจึงเปลี่ยนใจ อยู่ปรนนิบัติพระฤาษีจนพระฤาษีพอใจ สอนมนต์อาลัมพายน์ให้แก่พราหมณ์นั้น. พราหมณ์เห็นทางจะเลี้ยงตนได้ จึงลาพระฤาษีไป เดินสาธยายมนต์ไปด้วย. นาคที่ขึ้นมาเล่นน้ำ ได้ยินมนต์ก็ตกใจนึกว่าครุฑมา ก็พากันหนีลงน้ำไปหมด ลืมดวงแก้วสารพัดนึกเอาไว้บนฝั่ง. พราหมณ์หยิบดวงแก้วนั้นไป. ฝ่ายพรานเนสาทะก็เที่ยวล่าสัตว์อยู่ เห็นพราหมณ์เดินถือดวงแก้วมา จำได้ว่าเหมือนดวงแก้วที่ภูริทัตต์เคยให้ดู จึงออกปากขอ และบอกแก่พราหมณ์ว่า "หากพราหมณ์ ต้องการอะไรก็จะหามาแลกเปลี่ยน." พราหมณ์บอกว่าฺ "ต้องการรู้ที่อยู่ของนาค เพราะตนมีมนต์จับนาค." พรานเนสาทะจึงพาไปบริเวณที่รู้ว่า ภูริทัตต์เคยรักษาศีลอยู่ เพราะความโลภอยากได้ดวงแก้ว. โสมทัตผู้เป็นลูกชาย เกิดความละอายใจที่บิดาไม่ซื่อสัตย์คิดทำร้ายมิตรคือภูริทัตต์ จึงหลบหนีไประหว่างทาง .

     เมื่อไปถึงที่ภูริทัตต์รักษาศีลอยู่ ภูริทัตต์ลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่าพราหมณ์คิดทำร้ายตน แต่หากจะตอบโต้ ถ้าพราหมณ์เป็นอันตรายไป ศีลของตนก็จะขาด. ภูริทัตต์ปรารถนาจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์จึงหลับตาเสีย ขดกายแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว. พราหมณ์ก็ร่ายมนต์อาลัมพายน์ เข้าไปจับภูริทัตต์ไว้ กดศีรษะอ้าปากออก เขย่าให้สำรอกอาหารออกมา และทำร้ายจนภูริทัตต์เจ็บปวดแทบสิ้นชีวิต แต่ก็มิได้โต้ตอบ. พราหมณ์จับภูริทัตต์ใส่ย่ามตาข่าย แล้วนำไปออกแสดงให้ประชาชนดูเพื่อหาเงิน. พราหมณ์บังคับให้ภูริทัตต์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ให้เนรมิตตัวให้ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ให้ขด ให้คลาย แผ่พังพาน ให้ทำสีกายเป็นสีต่างๆ พ่นไฟ พ่นควัน พ่นน้ำ. ภูริทัตต์ก็ยอมทุกอย่าง. ชาวบ้านที่มาดูเวทนาสงสาร จึงให้ข้าวของเงินทอง. พราหมณ์ก็ยิ่งโลภ พาภูริทัตต์ไปเที่ยวแสดงจนมาถึงเมืองพาราณสี จึงกราบทูลพระราชาว่า "จะให้นาคแสดงฤทธิ์ถวายให้ทอดพระเนตร." ขณะนั้น สมุทรชาผิดสังเกตที่ภูริทัตต์หายไปไม่มาเฝ้าจึงถามหา ในที่สุดก็ทราบว่าภูริทัตต์หายไป. พี่น้องของภูริทัตต์จึงทูลว่าจะออกติดตาม สุทัศนะจะไปโลกมนุษย์. สุโภคะไปป่าหิมพานต์. อริฏฐะไปเทวโลก. ส่วนนางอัจจิมุขผู้เป็นน้องสาวต่างแม่ของภูริทัตต์ ขอตามไปกับสุทัศนะพี่ชายใหญ่ด้วย.

     เมื่อติดตาม มาถึงเมืองพาราณสี. สุทัศนะก็ได้ข่าวว่า มีนาคถูกจับมาแสดงให้คนดู จึงตามไปจนถึงบริเวณที่แสดง. ภูริทัตต์เห็นพี่ชายจึงเลื้อยเข้าไปหา ซบหัวร้องไห้อยู่ที่เท้าของสุทัศนะ แล้วจึงเลื้อยกลับไปเข้าที่ขังของตนตามเดิม. พราหมณ์จึงบอกกับสุทัศนะว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ถึงนาคจะ กัดท่านไม่ช้าก็จะหาย." สุทัศนะตอบว่า "เราไม่กลัวดอก นาคนี้ไม่มีพิษ ถึงกัดก็ไม่มีอันตราย." พราหมณ์หาว่าสุทัศนะ ดูหมิ่นว่าตนเอานาคไม่มีพิษมาแสดง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น. สุทัศนะจึงท้าว่า "เขียดตัวน้อยของเรานั้น ยังมีพิษมากกว่านาคของท่านเสียอีก จะเอามาลองฤทธิ์กันดูก็ได้." พราหมณ์กล่าวว่า "หากจะให้สู้กัน ก็ต้องมีเดิมพันจึงจะสมควร." สุทัศนะจึงทูลขอพระราชาพาราณสีให้เป็นผู้ประกันให้ตน โดยกล่าวว่า "พระราชา จะได้ทอดพระเนตรการต่อสู้ระหว่างนาคกับเขียดเป็นการตอบแทน." พระราชาก็ทรงยอมตกลงประกันให้แก่สุทัศนะ. สุทัศนะเรียกนางอัจจิมุขออกมาจากมวยผม ให้คายพิษลงบนฝ่ามือ ๓ หยด แล้วทูลว่า "พิษของเขียดน้อยนี้แรงนัก เพราะนางเป็นธิดาท้าวธตรฐราชาแห่งนาค หากพิษนี้หยดลงบนพื้นดินพืชพันธุ์ไม้จะตายหมด หากโยนขึ้นไปในอากาศ ฝนจะไม่ตกไป ๗ ปี ถ้าหยดลงในน้ำสัตว์น้ำจะตายหมด." พระราชาไม่ทราบจะทำอย่างไรดี. สุทัศนะจึงทูลขอให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อแรกใส่ยาพิษ. บ่อที่สองใส่โคมัย. บ่อที่สามใส่ยาทิพย์. แล้วจึงหยดพิษลงในบ่อแรก ก็เกิดควันลุกจนเป็นเปลวไฟ ลามไปติดบ่อที่สองและสาม จนกระทั่งยาทิพย์ไหม้หมดไฟจึงดับ. พราหมณ์ตัวร้ายซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ ถูกไอพิษจนผิวหนังลอก กลายเป็นขี้เรื้อน ด่างไปทั้งตัว จึงร้องขึ้นว่า "ข้าพเจ้ากลัวแล้ว ข้าพเจ้าจะปล่อยนาคนั้นให้เป็นอิสระ." ภูริทัตต์ได้ยินดังนั้น ก็เลื้อยออกมาจากที่ขัง เนรมิตกายเป็นมนุษย์. พระราชาจึงตรัสถามความเป็นมา. ภูริทัตต์จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าและพี่น้องเป็นโอรสธิดาของท้าวธตรฐราชาแห่งนาคกับนางสมุทรชา ข้าพเจ้ายอมถูกจับมา ยอมให้พราหมณ์ทำร้ายจนบอบช้ำ เพราะปราถนาจะรักษาศีล บัดนี้ข้าพเจ้าเป็นอิสระแล้ว จึงขอลากลับไปเมืองนาคตามเดิม." พระราชาทรงดีพระทัย เพราะทราบว่าภูริทัตต์เป็นโอรสของนางสมุทรชา น้องสาวของพระองค์ที่บิดายกให้แก่ราชานาคไป จึงเล่าให้ภูริทัตต์และพี่น้องทราบว่า "เมื่อนางสมุทรชาไปสู่ เมืองนาคแล้ว พระบิดาก็เสียพระทัยจึงสละราชสมบัติออกบวช พระองค์จึงได้ครองเมืองพาราณสีต่อมา พระราชาประสงค์จะให้นางสมุทรชาและบรรดาโอรสได้ไปเฝ้าพระบิดา จะได้ทรงดีพระทัย. สุทัศนะทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าจะกลับไปทูลให้พระมารดาทราบ ขอให้พระองค์ไปรออยู่ที่อาศรมของพระอัยกาเถิด ข้าพเจ้าจะพา พระมารดาและพี่น้องตามไปภายหลัง."

     ทางฝ่าย พรานเนสาทะผู้ทำร้ายภูริทัตต์ เพราะหวังดวงแก้วสารพัดนึก เมื่อตอนที่พราหมณ์โยนดวงแก้วให้นั้น รับไม่ทัน. ดวงแก้วจึงตกลงบนพื้นและแทรกธรณีกลับไปสู่เมืองนาค. พรานเนสาทะจึงสูญเสียดวงแก้ว สูญเสียลูกชาย และเสียไมตรีกับภูริทัตต์ เที่ยวซัดเซพเนจรไป. ครั้นได้ข่าวว่าพราหมณ์ผู้จับนาคกลายเป็นโรคเรื้อนเพราะพิษนาค ก็ตกใจกลัวปราถนาจะล้างบาป จึงไปยังริมน้ำยมุนาประกาศว่า "ข้าพเจ้าได้ทำร้ายมิตร คือภูริทัตต์ ข้าพเจ้าปราถนาจะล้างบาป" พรานกล่าวประกาศอยู่หลายครั้ง. เผอิญขณะนั้น สุโภคะกำลังเที่ยวตามหาภูริทัตต์อยู่ ได้ยินเข้าจึงโกรธแค้น เอาหางพันขาพรานลากลงน้ำให้จมแล้ว ลากขึ้นมาบนดินไม่ให้ถึงตาย ทำอยู่เช่นนั้นหลายครั้ง. พรานจึงร้องถามว่า "นี่ตัวอะไรกัน ทำไมมาทำร้ายเราอยู่เช่นนี้ ทรมานเราเล่นทำไม." สุโภคะตอบว่า "ตนเป็นลูกราชานาค." พรานจึงรู้ว่าเป็นน้องภูริทัตต์ ก็อ้อนวอนขอให้ปล่อยและกล่าวแก่สุโภคะว่า "ท่านรู้หรือไม่ เราเป็นพราหมณ์ ท่านไม่ควรฆ่าพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นผู้บูชาไฟ เป็นผู้ทรงเวทย์ และเลี้ยงชีพด้วยการขอ ท่านไม่ควรทำร้ายเรา." สุโภคะไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไร จึงพาพรานเนสาทะลงไปเมืองนาค คิดจะไปขอถามความเห็นจากพี่น้อง.

     เมื่อไปถึงประตู เมืองนาค ก็พบอริฏฐะนั่งรออยู่. อริฏฐะนั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ ครั้นรู้ว่าพี่ชายจับพราหมณ์มา จึงกล่าวสรรเสริญคุณของพราหมณ์ สรรเสริญความยิ่งใหญ่แห่งพรหม และกล่าวว่าพราหมณ์เป็นบุคคลที่ไม่สมควรจะถูกฆ่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ การฆ่าพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้บูชาไฟนั้น จะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง. สุโภคะกำลังลังเลใจไม่ทราบจะทำอย่างไร พอดีภูริทัตต์กลับมาถึง ได้ยินคำของอริฏฐะจึงคิดว่า "อริฏฐะนั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ และการบูชายัญของพราหมณ์ จำเป็นที่จะต้องกล่าววาจาหักล้าง มิให้ผู้ใดคล้อยตามในทางที่ผิด." ภูริทัตต์จึงกล่าวชี้แจง แสดงความเป็นจริง และในที่สุดได้กล่าวว่า "การบูชาไฟนั้น หาได้เป็นการบูชาสูงสุดไม่ หากเป็นเช่นนั้น คนเผาถ่าน คนเผาศพ ก็สมควรจะได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บูชาไฟยิ่งกว่าพราหมณ์ หากการบูชาไฟเป็นสูงสุด การเผาบ้านเมืองก็คงได้บุญสูงสุด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่. หากการบูชายัญจะเป็นบุญสูงสุดจริง พราหมณ์ก็น่าจะเผาตนเองถวายเป็นเครื่องบูชา. แต่พราหมณ์กลับบูชาด้วยชีวิตของผู้อื่น เหตุใดจึงไม่เผาตนเองเล่า." อริฏฐะกล่าวว่า "พรหมเป็นผู้ทรงคุณยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก." ภูริทัตต์ตอบว่า "หากพรหมสร้างโลกจริง ไฉนจึงสร้างให้โลกให้มีความทุกข์ ทำไมไม่สร้างให้โลกมีแต่ความสุข ทำไมพรหม ไม่สร้างให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เหตุใดจึงแบ่งคนเป็นชั้นวรรณะ. คนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เช่น ศูทร จะไม่มีโอกาสมีความสุขเท่าเทียมผู้อื่นได้เลย. พราหมณ์ต่างหาก ที่พยายามยกย่องวรรณะของตนขึ้นสูง และเหยียดหยามผู้อื่นให้ต่ำกว่า โดยอ้างว่าพราหมณ์เป็นผู้รับใช้พรหม เช่นนี้จะถือว่าพราหมณ์ ทรงคุณยิ่งใหญ่ได้อย่างไร." ภูริทัตต์กล่าววาจาหักล้างอริฏฐะด้วยความเป็นจริง ซิ่งอริฏฐะไม่อาจโต้เถียงได้. ในที่สุดภูริทัตต์จึงสั่งให้นำพรานนสาทะไปเสียจากเมืองนาค แต่ไม่ให้ทำอันตรายอย่างใด. จากนั้นภูริทัตต์ก็พา พี่น้องและนางสมุทรชาผู้เป็นมารดากลับไปเมืองมนุษย์ เพื่อไปเฝ้าพระบิดา. พระเชษฐาของนางที่รอคอยอยู่แล้ว เมื่อญาติพี่น้องทั้งหลายพากันแยกย้ายกลับบ้านเมือง ภูริทัตต์ขออยู่ที่ศาลากับพระอัยกา บำเพ็ญเพียร รักษาอุโบสถศีลด้วยความสงบดังที่ได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมั่นคงในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะไม่ให้ศีลต้องมัวหมอง ไม่ว่าจะต้องเผชิญความทุกข์ยากอย่างไร ข้าพเจ้าจะอดทน อดกลั้น ตั้งมั่นอยู่ ในศีลตลอดไป."

คติธรรม : บำเพ็ญศีลบารมี
ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล้ว

คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.