(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
 
(๖) พระภูริทัตต์ชาดก.
 
     พระราชา พระองค์หนึ่ง พระนามว่า "พรหมทัต" ครองราชสมบัติ อยู่ที่เมืองพาราณสี. พระโอรสทรงดำรง ตำแหน่งอุปราช. อยู่ต่อมา พระราชาทรงระแวงว่า "พระโอรสจะคิดขบถ แย่งราชสมบัติ" จึงมีโองการให้ พระโอรสออกไป อยู่ให้ไกลเสียจากเมือง จนกว่าพระราชา จะสิ้นพระชนม์ จึงให้กลับมา รับราชสมบัติ. พระโอรสก็ปฏิบัติตามบัญชา เสด็จไปบวชอยู่ ที่บริเวณแม่น้ำชื่อว่า "ยมุนา." มีนางนาคตนหนึ่ง สามีตาย ต้องอยู่แต่เพียงลำพัง เกิดความว้าเหว่ จนไม่อาจทนอยู่ในนาคพิภพได้ จึงขึ้นมาจากน้ำ ท่องเที่ยวไปตามริมฝั่ง มาจนถึงศาลา ที่พักของพระราชบุตร นางนาคประสงค์จะลองใจดูว่า "นักบวชผู้พำนักอยู่ในศาลานี้ จะเป็นผู้ที่บวช ด้วยใจเลื่อมใส อย่างแท้จริงหรือไม่" จึงจัดประดับประดา ที่นอนในศาลานั้น ด้วยดอกไม้หอม และของทิพย์ จากเมืองนาค. ครั้นพระราชบุตรกลับมา เห็นที่นอนจัดงดงาม น่าสบายก็ยินดี ประทับนอน ด้วยความสุขสบายตลอดคืน รุ่งเช้าก็ออกจากศาลาไป. นางนาคก็แอบดู พบว่าที่นอนมีรอยคนนอน จึงรู้ว่า นักบวชผู้นี้ มิได้บวชด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม ยังคงยินดีในของสวยงาม ตามวิสัยคนมีกิเลส จึงจัดเตรียมที่นอน ไว้ดังเดิมอีก. ในวันที่สาม พระราชบุตร มีความสงสัยว่า "ใครเป็นผู้จัด ที่นอนอันสวยงามไว้." จึงไม่เสด็จออกไปป่า แต่แอบดูอยู่ บริเวณศาลานั่นเอง เมื่อนางนาค เข้ามาตกแต่งที่นอน พระราชบุตร จึงไต่ถามนางว่า "นางเป็นใคร มาจากไหน." นางนาคตอบว่า "นางเป็นนาค ชื่อมาณวิกา นางว้าเหว่ที่สามีตาย จึงออกมาท่องเที่ยวไป." พระราชบุตร มีความยินดี จึงบอกแก่นางว่า "หากนางพึงพอใจจะอยู่ที่นี่ พระราชบุตร ก็จะอยู่ด้วยกับนาง. นางนาคมาณวิกา ก็ยินดี ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกัน ฉันสามีภรรยา จนนางนาคประสูติโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า "สาครพรหมทัต" ต่อมา ก็ประสูติพระธิดา ชื่อว่า "สมุทรชา". ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต บรรดาเสนา อำมาตย์ทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดทราบว่า พระราชบุตรประทับอยู่ ณ ที่ใด. บังเอิญพรานป่าผู้หนึ่ง เข้ามาแจ้งข่าวว่า "ตนได้เคยเที่ยวไป แถบแม่น้ำยมุนา และได้พบพระราชบุตร ประทับอยู่บริเวณนั้น. อำมาตย์จึงได้จัดกระบวน ไปเชิญเสด็จพระราชบุตร กลับมาครองเมือง. พระราชบุตร ทรงถามนางนาคมาณวิกาว่า "จะไปอยู่เมืองพาราณสี ด้วยกันหรือไม่." นางนาคทูลว่า "วิสัยนาค นั้นโกรธง่าย และมีฤทธิ์ร้าย หากหม่อมฉันเข้าไปอยู่ในวังแล้ว มีผู้ใดทำให้โกรธ เพียงหม่อมฉันถลึงตามอง ผู้นั้นก็จะมอดไหม้ไป พระองค์พาโอรสธิดา กลับไปเถิด ส่วนหม่อมฉันขอทูลลา กลับไปอยู่เมืองนาคตามเดิม." พระราชบุตร จึงพาโอรสธิดา กลับไปพาราณสี อภิเษกเป็นพระราชา.
 
     อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่โอรสธิดา เล่นน้ำอยู่ในสระ เกิดตกใจกลัวเต่าตัวหนึ่ง. พระบิดา จึงให้คนจับเต่านั้นไปทิ้ง ที่วังน้ำวน ในแม่น้ำยมุนา. เต่าจมลงไปถึงเมืองนาค เมื่อถูกพวกนาคจับไว้. เต่าก็ออกอุบาย บอกแก่นาคว่า "เราเป็นทูต ของพระราชาพาราณสี พระองค์ให้เรามาเฝ้าท้าวธตรฐ พระราชทานพระธิดา ให้เป็นพระชายา ของท้าวธตรฐ เมืองพาราณสีกับนาคพิภพ จะได้เป็นไมตรีกัน." ท้าวธตรฐทรงทราบก็ยินดี สั่งให้นาค ๔ ตนเป็นทูต นำบรรณาการ ไปถวายพระราชาพาราณสี และขอรับตัวพระธิดา มาเมืองนาค. พระราชา ทรงแปลกพระทัย จึงตรัสกับ นาคว่า "มนุษย์กับนาคนั้น ต่างเผ่าพันธุ์กัน จะแต่งงานกันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้." เหล่านาคได้ฟังดังนั้น จึงกลับไปกราบทูลท้าวธตรฐว่า "พระราชาพาราณสี ทรงดูหมิ่นว่า นาคเป็นเผ่าพันธุ์งู ไม่คู่ควรกับพระธิดา." ท้าวธตรฐทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้ฝูงนาค ขึ้นไปเมืองมนุษย์ ไปเที่ยวแผ่พังพาน แสดงอิทธิฤทธิ์อำนาจ ตามที่ต่าง ๆ แต่มิให้ทำอันตรายชาวเมือง. ชาวเมืองพากันเกรงกลัวนาค จนไม่เป็นอันทำมาหากิน. ในที่สุด พระราชา ก็จำพระทัยส่งนางสมุทรชา ให้ไปเป็นชายาท้าวธตรฐ. นางสมุทรชา ไปอยู่เมืองนาค โดยไม่รู้ว่าเป็นเมืองนาค เพราะท้าวธตรฐ ให้เหล่าบริวาร แปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งหมด. นางอยู่นาคพิภพ ด้วยความสุขสบาย จนมีโอรส ๔ องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ. อยู่มาวันหนึ่ง อริฏฐะได้ฟังนาคเพื่อนเล่น บอกว่า พระมารดาของตน ไม่ใช่นาค จึงทดลองดู โดยเนรมิตกายกลับเป็นงู ขณะที่กำลังกินนมแม่อยู่. นางสมุทรชา เห็นลูก กลายเป็นงูก็ตกพระทัย ปัดอริฏฐะตกจากตัก เล็บของนาง ไปข่วนเอานัยน์ตาอริฏฐะ บอดไปข้างหนึ่ง. ตั้งแต่นั้นมา นางจึงรู้ว่า ได้ลงมาอยู่เมืองนาค.
 
      ครั้นเมื่อ พระโอรสทั้ง ๔ เติบโตขึ้น ท้าวธตรฐ ก็ทรงแบ่งสมบัติให้ครอบครอง คนละเขต. ทัตตะผู้เป็นโอรส องค์ที่สองนั้น มาเฝ้าพระบิดามารดา อยู่เป็นประจำ. ทัตตะเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาด ได้ช่วยพระบิดา แก้ไขปัญหาต่าง ๆ อยู่เป็นนิตย์ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทวดา ทัตตะก็แก้ไขได้ จึงได้รับการยกย่อง สรรเสริญว่า เป็นผู้ปรีชาสามารถ ได้รับขนานนามว่า "ภูริทัตต์" คือ ทัตตะผู้เรืองปัญญา. ภูริทัตต์ได้เคยไปเห็นเทวโลก ว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์ จึงตั้งใจว่า "จะรักษาอุโบสถศีล เพื่อจะได้ไปเกิดในเทวโลก" จึงทูลขออนุญาตพระบิดา ก็ได้รับอนุญาต แต่ท้าวธตรฐสั่งว่า "มิให้ออกไปรักษาอุโบสถ นอกเขตเมืองนาค เพราะอาจเป็นอันตราย." ครั้นเมื่อรักษาศีล อยู่ในเมืองนาค ภูริทัตต์รำคาญว่า พวกฝูงนาคบริวาร ได้ห้อมล้อมปรนนิบัติ เฉพาะในตอนเช้าเท่านั้น. ตั้งแต่นั้นมา ภูริทัตต์ก็ขึ้นไปรักษาอุโบสถศีล อยู่ที่จอมปลวก ใกล้ต้นไทร ริมแม่น้ำยมุนา. ภูริทัตต์ตั้งจิตอธิษฐานว่า "แม้ผู้ใดจะต้องการหนัง เอ็น กระดูก เลือด เนื้อของตน ก็จะยอมบริจาคให้ ขอเพียงให้ได้รักษาศีล ให้บริสุทธิ์.
 
     ครั้งนั้น มีนายพรานชื่อ เนสาทะ ออกเที่ยวล่าสัตว์ เผอิญได้พบภูริทัตต์เข้า สอบถามรู้ว่าเป็นโอรสของ ราชาแห่งนาค. ภูริทัตต์เห็นว่า เนสาทะเป็นพราน มีใจบาปหยาบช้า อาจเป็นอันตรายแก่ตน จึงบอกแก่พรานเนสาทะว่า "เราจะพาท่านกับลูกชาย ไปอยู่เมืองนาคของเรา ท่านทั้งสอง จะมีความสุขสบาย ในเมืองนาคนั้น." พรานเนสาท ลงไปอยู่เมืองนาคได้ไม่นาน เกิดคิดถึงเมืองมนุษย์ จึงปรารภกับภูริทัตต์ว่า "ข้าพเจ้าอยากจะกลับไป เยี่ยมญาติพี่น้อง แล้วจะออกบวชรักษาศีล อย่างท่านบ้าง." ภูริทัตต์รู้ด้วยปัญญาว่า "พรานจะเป็นอันตรายแก่ตน" แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จึงต้องพาพราน กลับไปเมืองมนุษย์. พรานพ่อลูก ก็ออกล่าสัตว์ต่อไปตามเดิม. มีพญาครุฑตนหนึ่ง อาศัยอยู่บนต้นงิ้ว ทางมหาสมุทรด้านใต้. วันหนึ่ง ขณะออกไปจับนาคมากิน นาคเอาหางพันกิ่งไทร ที่อยู่ท้ายศาลาพระฤาษี จนต้นไทร ถอนรากติดมาด้วย. ครั้นครุฑฉีกท้องนาค กินมันเหลว แล้วทิ้งร่างนาคลงไป จึงเห็นว่ามีต้นไทรติดมาด้วย. ครุฑรู้สึกว่า ได้ทำผิด คือ ถอนเอาต้นไทร ที่พระฤาษีเคยอาศัยร่มเงา จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อย ไปถามพระฤาษีว่า "เมื่อต้นไทร ถูกถอนเช่นนี้ กรรมจะตกอยู่กับใคร." พระฤาษีตอบว่า "ทั้งครุฑและนาค ต่างก็ไม่มีเจตนา จะถอนต้นไทรนั้น กรรมจึงไม่มีแก่ผู้ใดทั้งสิ้น."
 
     ครุฑ ดีใจ จึงบอกกับพระฤาษีว่า "ตนคือครุฑ" เมื่อพระฤาษี ช่วยแก้ปัญหา ให้ตนสบายใจขึ้น ก็จะสอนมนต์ชื่อ อาลัมพายน์ อันเป็นมนต์สำหรับครุฑ ใช้จับนาค ให้แก่พระฤาษี. อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์ ซึ่งเป็นหนี้ชาวเมืองมากมาย จนคิดฆ่าตัวตาย จึงเข้าไปในป่า เผอิญได้พบพระฤาษี จึงเปลี่ยนใจ อยู่ปรนนิบัติพระฤาษี จนพระฤาษีพอใจ สอนมนต์อาลัมพายน์ ให้แก่พราหมณ์นั้น. พราหมณ์ เห็นทางจะเลี้ยงตนได้ จึงลาพระฤาษีไป เดินสาธยายมนต์ไปด้วย. นาคที่ขึ้นมาเล่นน้ำ ได้ยินมนต์ก็ตกใจ นึกว่าครุฑมา ก็พากันหนีลงน้ำไปหมด ลืมดวงแก้วสารพัดนึก เอาไว้บนฝั่ง. พราหมณ์หยิบดวงแก้วนั้นไป. ฝ่ายพรานเนสาทะ ก็เที่ยวล่าสัตว์อยู่ เห็นพราหมณ์เดินถือดวงแก้วมา จำได้ว่า เหมือนดวงแก้วที่ภูริทัตต์เคยให้ดู จึงออกปากขอ และบอกแก่พราหมณ์ว่า "หากพราหมณ์ ต้องการอะไร ก็จะหามาแลกเปลี่ยน." พราหมณ์บอกว่าฺ "ต้องการรู้ที่อยู่ของนาค เพราะตนมีมนต์จับนาค." พรานเนสาทะ จึงพาไปบริเวณที่รู้ว่า ภูริทัตต์เคยรักษาศีลอยู่ เพราะความโลภ อยากได้ดวงแก้ว. โสมทัตผู้เป็นลูกชาย เกิดความละอายใจ ที่บิดาไม่ซื่อสัตย์ คิดทำร้ายมิตร คือภูริทัตต์ จึงหลบหนีไประหว่างทาง .
 
     เมื่อไปถึง ที่ภูริทัตต์รักษาศีลอยู่ ภูริทัตต์ลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่า พราหมณ์คิดทำร้ายตน แต่หากจะตอบโต้ ถ้าพราหมณ์เป็นอันตรายไป ศีลของตนก็จะขาด. ภูริทัตต์ปรารถนาจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จึงหลับตาเสีย ขดกายแน่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว. พราหมณ์ ก็ร่ายมนต์อาลัมพายน์ เข้าไปจับภูริทัตต์ไว้ กดศีรษะอ้าปากออก เขย่าให้สำรอกอาหารออกมา และทำร้ายจนภูริทัตต์ เจ็บปวดแทบสิ้นชีวิต แต่ก็มิได้โต้ตอบ. พราหมณ์จับภูริทัตต์ ใส่ย่ามตาข่าย แล้วนำไปออกแสดง ให้ประชาชนดูเพื่อหาเงิน. พราหมณ์ บังคับให้ภูริทัตต์ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ให้เนรมิตตัวให้ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ให้ขด ให้คลาย แผ่พังพาน ให้ทำสีกายเป็นสีต่าง ๆ พ่นไฟ พ่นควัน พ่นน้ำ. ภูริทัตต์ก็ยอมทุกอย่าง. ชาวบ้านที่มาดู เวทนาสงสาร จึงให้ข้าวของเงินทอง. พราหมณ์ก็ยิ่งโลภ พาภูริทัตต์ไปเที่ยวแสดง จนมาถึงเมืองพาราณสี จึงกราบทูลพระราชาว่า "จะให้นาคแสดงฤทธิ์ถวาย ให้ทอดพระเนตร." ขณะนั้น สมุทรชา ผิดสังเกตที่ภูริทัตต์หายไป ไม่มาเฝ้าจึงถามหา ในที่สุดก็ทราบว่า ภูริทัตต์หายไป. พี่น้องของภูริทัตต์ จึงทูลว่าจะออกติดตาม สุทัศนะจะไปโลกมนุษย์. สุโภคะไปป่าหิมพานต์. อริฏฐะไปเทวโลก. ส่วนนางอัจจิมุข ผู้เป็นน้องสาวต่างแม่ ของภูริทัตต์ ขอตามไปกับสุทัศนะ พี่ชายใหญ่ด้วย.
 
     เมื่อติดตาม มาถึงเมืองพาราณสี. สุทัศนะก็ได้ข่าวว่า มีนาคถูกจับมาแสดง ให้คนดู จึงตามไป จนถึงบริเวณที่แสดง. ภูริทัตต์เห็นพี่ชาย จึงเลื้อยเข้าไปหา ซบหัวร้องไห้อยู่ ที่เท้าของสุทัศนะ แล้วจึงเลื้อยกลับไปเข้าที่ขัง ของตนตามเดิม. พราหมณ์จึงบอกกับสุทัศนะว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ถึงนาคจะ กัดท่าน ไม่ช้าก็จะหาย." สุทัศนะตอบว่า "เราไม่กลัวดอก นาคนี้ไม่มีพิษ ถึงกัดก็ไม่มีอันตราย." พราหมณ์หาว่า สุทัศนะ ดูหมิ่นว่า ตนเอานาคไม่มีพิษมาแสดง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น. สุทัศนะจึงท้าว่า "เขียดตัวน้อยของเรานั้น ยังมีพิษมากกว่านาค ของท่านเสียอีก จะเอามาลองฤทธิ์กันดูก็ได้." พราหมณ์กล่าวว่า "หากจะให้สู้กัน ก็ต้องมีเดิมพัน จึงจะสมควร." สุทัศนะจึงทูลขอพระราชาพาราณสี ให้เป็นผู้ประกันให้ตน โดยกล่าวว่า "พระราชา จะได้ทอดพระเนตร การต่อสู้ระหว่างนาคกับเขียด เป็นการตอบแทน." พระราชาก็ทรงยอมตกลง ประกันให้แก่สุทัศนะ. สุทัศนะเรียกนางอัจจิมุข ออกมาจากมวยผม ให้คายพิษลงบนฝ่ามือ ๓ หยด แล้วทูลว่า "พิษของเขียดน้อยนี้แรงนัก เพราะนางเป็นธิดาท้าวธตรฐ ราชาแห่งนาค หากพิษนี้หยดลงบนพื้นดิน พืชพันธุ์ไม้จะตายหมด หากโยนขึ้นไปในอากาศ ฝนจะไม่ตกไป ๗ ปี ถ้าหยดลงในน้ำ สัตว์น้ำจะตายหมด." พระราชา ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี. สุทัศนะจึงทูลขอให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อแรกใส่ยาพิษ. บ่อที่สองใส่โคมัย. บ่อที่สามใส่ยาทิพย์. แล้วจึงหยดพิษลงในบ่อแรก ก็เกิดควันลุกจนเป็นเปลวไฟ ลามไปติดบ่อที่สองและสาม จนกระทั่งยาทิพย์ ไหม้หมดไฟจึงดับ. พราหมณ์ตัวร้าย ซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ ถูกไอพิษจนผิวหนังลอก กลายเป็นขี้เรื้อน ด่างไปทั้งตัว จึงร้องขึ้นว่า "ข้าพเจ้ากลัวแล้ว ข้าพเจ้าจะปล่อยนาคนั้น ให้เป็นอิสระ." ภูริทัตต์ได้ยินดังนั้น ก็เลื้อยออกมา จากที่ขัง เนรมิตกายเป็นมนุษย์. พระราชา จึงตรัสถามความเป็นมา. ภูริทัตต์จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าและพี่น้อง เป็นโอรสธิดาของท้าวธตรฐ ราชาแห่งนาคกับนางสมุทรชา ข้าพเจ้ายอมถูกจับมา ยอมให้พราหมณ์ทำร้าย จนบอบช้ำ เพราะปราถนาจะรักษาศีล. บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นอิสระแล้ว จึงขอลากลับไปเมืองนาคตามเดิม." พระราชา ทรงดีพระทัย เพราะทราบว่า ภูริทัตต์เป็นโอรส ของนางสมุทรชา น้องสาวของพระองค์ ที่บิดายกให้แก่ราชานาคไป จึงเล่าให้ภูริทัตต์ และพี่น้องทราบว่า "เมื่อนางสมุทรชาไป สู่เมืองนาคแล้ว พระบิดาก็เสียพระทัย จึงสละราชสมบัติออกบวช พระองค์จึงได้ครองเมืองพาราณสีต่อมา พระราชาประสงค์จะให้นางสมุทรชา และบรรดาโอรส ได้ไปเฝ้าพระบิดา จะได้ทรงดีพระทัย. สุทัศนะ ทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าจะกลับไปทูล ให้พระมารดาทราบ ขอให้พระองค์ไปรออยู่ ที่อาศรมของพระอัยกาเถิด ข้าพเจ้าจะพา พระมารดา และพี่น้องตามไปภายหลัง."
 
     ทางฝ่าย พรานเนสาทะ ผู้ทำร้ายภูริทัตต์ เพราะหวังดวงแก้วสารพัดนึก เมื่อตอนที่พราหมณ์ โยนดวงแก้วให้นั้น รับไม่ทัน. ดวงแก้วจึงตกลงบนพื้น และแทรกธรณีกลับไปสู่เมืองนาค. พรานเนสาทะ จึงสูญเสียดวงแก้ว สูญเสียลูกชาย และเสียไมตรีกับภูริทัตต์ เที่ยวซัดเซพเนจรไป. ครั้นได้ข่าวว่า พราหมณ์ผู้จับนาค กลายเป็นโรคเรื้อน เพราะพิษนาค ก็ตกใจกลัว ปราถนาจะล้างบาป จึงไปยังริมน้ำยมุนา ประกาศว่า "ข้าพเจ้าได้ทำร้ายมิตร คือ ภูริทัตต์ ข้าพเจ้าปราถนาจะล้างบาป" พรานกล่าวประกาศอยู่หลายครั้ง. เผอิญขณะนั้น สุโภคะกำลังเที่ยวตามหา ภูริทัตต์อยู่ ได้ยินเข้า จึงโกรธแค้น เอาหางพันขาพราน ลากลงน้ำให้จมแล้ว ลากขึ้นมาบนดิน ไม่ให้ถึงตาย ทำอยู่เช่นนั้นหลายครั้ง. พรานจึงร้องถามว่า "นี่ตัวอะไรกัน ทำไมมาทำร้ายเราอยู่เช่นนี้ ทรมานเราเล่นทำไม." สุโภคะตอบว่า "ตนเป็นลูกราชานาค." พรานจึงรู้ว่า เป็นน้องภูริทัตต์ ก็อ้อนวอนขอให้ปล่อย และกล่าวแก่สุโภคะว่า "ท่านรู้หรือไม่ เราเป็นพราหมณ์ ท่านไม่ควรฆ่าพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นผู้บูชาไฟ เป็นผู้ทรงเวทย์ และเลี้ยงชีพด้วยการขอ ท่านไม่ควรทำร้ายเรา." สุโภคะ ไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไร จึงพาพรานเนสาทะ ลงไปเมืองนาค คิดจะไปขอถามความเห็นจากพี่น้อง.
 
     เมื่อไปถึงประตู เมืองนาค ก็พบอริฏฐะนั่งรออยู่. อริฏฐะนั้น เป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ ครั้นรู้ว่าพี่ชาย จับพราหมณ์มา จึงกล่าวสรรเสริญ คุณของพราหมณ์ สรรเสริญความยิ่งใหญ่ แห่งพรหม และกล่าวว่า พราหมณ์เป็นบุคคล ที่ไม่สมควรจะถูกฆ่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ การฆ่าพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้บูชาไฟนั้น จะทำให้เกิดความเสียหาย ใหญ่หลวง. สุโภคะ กำลังลังเลใจ ไม่ทราบจะทำอย่างไร พอดีภูริทัตต์ กลับมาถึง ได้ยินคำของอริฏฐะจึงคิดว่า "อริฏฐะนั้น เป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ และการบูชายัญ ของพราหมณ์ จำเป็นที่จะต้องกล่าววาจาหักล้าง มิให้ผู้ใดคล้อยตาม ในทางที่ผิด." ภูริทัตต์ จึงกล่าวชี้แจง แสดงความเป็นจริง และในที่สุดได้กล่าวว่า "การบูชาไฟนั้น หาได้เป็นการบูชาสูงสุดไม่ หากเป็นเช่นนั้น คนเผาถ่าน คนเผาศพ ก็สมควรจะได้รับยกย่องว่า เป็นผู้บูชาไฟ ยิ่งกว่าพราหมณ์ หากการบูชาไฟ เป็นการบูชาเป็นสูงสุด การเผาบ้านเมือง ก็คงได้บุญสูงสุด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่. หากการบูชายัญ จะเป็นบุญสูงสุดจริง พราหมณ์ก็น่าจะเผาตนเอง ถวายเป็นเครื่องบูชา. แต่พราหมณ์กลับบูชา ด้วยชีวิตของผู้อื่น เหตุใดจึงไม่เผาตนเองเล่า." อริฏฐะ กล่าวว่า "พรหมเป็นผู้ทรงคุณยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก." ภูริทัตต์ตอบว่า "หากพรหมสร้างโลกจริง ไฉนจึงสร้างให้โลก ให้มีความทุกข์ ทำไมไม่สร้าง ให้โลกมีแต่ความสุข ทำไมพรหม ไม่สร้างให้ทุกคน มีความเท่าเทียมกัน เหตุใดจึงแบ่งคน เป็นชั้นวรรณะ. คนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เช่น ศูทร จะไม่มีโอกาส มีความสุขเท่าเทียม ผู้อื่นได้เลย. พราหมณ์ต่างหาก ที่พยายามยกย่องวรรณะ ของตนขึ้นสูง และเหยียดหยามผู้อื่น ให้ต่ำกว่า โดยอ้างว่า พราหมณ์เป็นผู้รับใช้พรหม เช่นนี้ จะถือว่าพราหมณ์ ทรงคุณยิ่งใหญ่ได้อย่างไร." ภูริทัตต์ กล่าววาจาหักล้างอริฏฐะ ด้วยความเป็นจริง ซิ่งอริฏฐะไม่อาจโต้เถียงได้. ในที่สุด ภูริทัตต์ จึงสั่งให้นำพรานนสาทะ ไปเสียจากเมืองนาค แต่ไม่ให้ทำอันตรายอย่างใด. จากนั้นภูริทัตต์ ก็พาพี่น้องและนางสมุทรชา ผู้เป็นมารดากลับไปเมืองมนุษย์ เพื่อไปเฝ้าพระบิดา. พระเชษฐา ของนางที่รอคอยอยู่แล้ว เมื่อญาติพี่น้องทั้งหลาย พากันแยกย้ายกลับบ้านเมือง ภูริทัตต์ ขออยู่ที่ศาลากับพระอัยกา บำเพ็ญเพียร รักษาอุโบสถศีล ด้วยความสงบ ดังที่ได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมั่นคง ในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะไม่ให้ศีลต้องมัวหมอง ไม่ว่าจะต้องเผชิญ ความทุกข์ยากอย่างไร ข้าพเจ้าจะอดทน อดกลั้น ตั้งมั่นอยู่ ในศีลตลอดไป."
 
คติธรรม : บำเพ็ญศีลบารมี
ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล้ว
 
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.