(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
(๕) พระมโหสถบัณฑิตชาดก.
 
     ในเมืองมิถิลา มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีนามว่า สิริวัฒกะ ภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี. นางสุมนาเทวี มีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคลอดออกมานั้น มีแท่งโอสถอยู่ในมือ. เศรษฐีสิริวัฒกะ เคยเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จึงเอาแท่งยานั้น ฝนที่หินบดยา แล้วนำมาทาหน้าผาก. อาการปวดศีรษะ ก็หายขาด ครั้นผู้อื่น ที่มีโรคภัยไข้เจ็บ มาขอปันยานั้น ไปรักษาบ้าง ก็พากันหายจากโรค เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว. เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรว่า "มโหสถ" เพราะทารกนั้น มีแท่งยาวิเศษเกิดมากับตัว. เมื่อมโหสถเติบโตขึ้น ปรากฏว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กว่าเด็กในวัยเดียวกัน. ครั้งหนึ่ง มโหสถเห็นว่า ในเวลาฝนตก ตนและเพื่อนเล่นทั้งหลาย ต้องหลบฝน ลำบากลำบน เล่นไม่สนุก จึงขอให้เพื่อนเล่นทุกคน นำเงินมารวมกัน เพื่อสร้างสถานที่เล่น. มโหสถจัดการ ออกแบบอาคารนั้น อย่างวิจิตรพิสดาร นอกจากที่เล่นที่กินและที่พัก สำหรับคนที่ผ่านไปมาแล้ว ยังจัดสร้าง ห้องวินิจฉัยคดีด้วย เพราะความที่มโหสถ เป็นเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัย จึงมักมีผู้คนมาขอ ให้ตัดสินปัญหาข้อพิพาท หรือแก้ใขปัญหา ขัดข้องต่าง ๆ อยู่เสมอ. ชื่อเสียงของมโหสถ เลื่องลือไปไกล ทั่วมิถิลานคร. ในขณะนั้น กษัตริย์เมืองมิถิลา ทรงพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช ทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิต ประจำราชสำนัก ๔ คน คือ เสนกะ ปุตกุสะ กามินท์ และเทวินทะ. บัณฑิตทั้ง ๔ เคยกราบทูลว่า จะมีบัณฑิตคนที่ห้า มาสู่ราชสำนัก.
 
     พระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงโปรด ให้เสนาออกสืบข่าวว่า มีบัณฑิตผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง อยู่ที่ใดบ้าง. เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบ้าน ของสิริวัฒกะเศรษฐี เห็นอาคารงดงาม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง จึงถามผู้คนว่า "ใครเป็นผู้ออกแบบ." คนก็ตอบว่า "ผู้ออกแบบ คือมโหสถบัณฑิต บุตรชายวัย ๗ ขวบ ของสิริวัฒกะเศรษฐี." เสนาจึงนำความไปกราบทูล พระเจ้าวิเทหราช. พระองค์ตรัสเรียกบัณฑิตทั้ง ๔ มาปรึกษาว่า "ควรจะไปรับมโหสถ มาสู่ราชสำนักหรือไม่." บัณฑิตทั้ง ๔ เกรงว่า มโหสถจะได้ดีเกินหน้าตน จึงทูลว่า "ลำพังการออกแบบ ตกแต่งอาคาร ไม่นับว่าผู้นั้น จะมีสติปัญญาสูง ถึงขั้นบัณฑิต ขอให้รอดูต่อไปว่า มโหสถจะมีสติปัญญา เฉลียวฉลาดจริงหรือไม่." ฝ่ายมโหสถนั้น มีชาวบ้านนำคดีความต่าง ๆ มาให้ตัดสินอยู่เป็นนิตย์ เป็นต้นว่า ชายเลี้ยงโคนอนหลับไป มีขโมยเข้ามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อ้างว่า ตนเป็นเจ้าของโค ต่างฝ่ายต่างถกเถียง อ้างสิทธิ์ ไม่มีใครตัดสินได้ว่า โคนั้นเป็นของใคร จึงพากันไปหามโหสถ. มโหสถถามชายเจ้าของโคว่า "เรื่องราวเป็นอย่างไร." ชายนั้นก็เล่าให้ฟัง. มโหสถจึงถามขโมยว่า "ท่านให้โคของท่าน กินอาหารอะไรบ้าง." ขโมยตอบว่า "ข้าพเจ้าให้กินงา กินแป้ง ถั่ว และยาค.ู" มโหสถถามชายเจ้าของโค. ชายนั้นก็ตอบว่า "ข้าพเจ้าให้โคกินหญ้า ตามธรรมดา." มโหสถจึงให้ เอาใบไม้มาตำ ให้โคกินแล้วให้กินน้ำ โคก็สำรอก เอาหญ้าออกมา จึงเป็นอันทราบว่า ใครเป็นเจ้าของโคที่แท้จริง. พระเจ้าวิเทหราช ได้ทราบเรื่อง การตัดสินความของมโหสถ ก็ปรารถนา จะเชิญมโหสถ มาสู่ราชสำนัก. แต่บัณฑิตทั้งสี่ ก็คอยทูลทัดทานไว้เรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มโหสถ แสดงสติปัญญา ในการตัดสินคดี. พระเจ้าวิเทหราช ทรงทดลองสติปัญญามโหสถ ด้วยการตั้งปัญหาต่าง ๆ ก็ปรากฏว่า มโหสถแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง เช่น เรื่องท่อนไม้ ที่เกลาได้เรียบเสมอกัน พระเจ้าวิเทหราชทรงตั้งคำถามว่า "ข้างไหนเป็นข้างปลาย ข้างไหนเป็นข้างโคน." มโหสถก็ใช้วิธีผูกเชือก กลางท่อนไม้นั้น แล้วหย่อนลงในน้ำ. ทางโคนหนักก็จมลง ส่วนทางปลายลอยน้ำ เพราะน้ำหนักเบากว่าไม้. มโหสถก็ชี้ได้ว่า ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย นอกจากนี้ มโหสถยังแก้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก. จนในที่สุด พระราชาก็ไม่อาจทนรอ ตามคำทัดทาน ของบัณฑิตทั้งสี่ อีกต่อไป จึงโปรดให้ราชบุรุษไป พาตัวมโหสถกับบิดามาเข้าเฝ้า พร้อมกับให้นำ ม้าอัสดรมาถวายด้วย.
 
     มโหสถ ทราบดีว่า ครั้งนี้เป็นการทดลองสำคัญ จึงนัดหมาย การอย่างหนึ่งกับบิดา และในวันที่ไปเฝ้าพระราชา มโหสถ ให้คนนำลามาด้วยหนึ่งตัว. เมื่อเข้าไปถึงที่ประทับ พระราชา โปรดให้สิริวัฒกะเศรษฐี นั่งบนที่ อันสมควรแก่เกียรติยศ. ครั้นเมื่อมโหสถเข้าไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้น เรียกบุตรชายว่า "พ่อมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด" แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง. มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผู้คนก็พากันมองดู อย่างตำหนิ ที่มโหสถ ทำเสมือนไม่เคารพบิดา. มโหสถจึงถามพระราชาว่า "พระองค์ไม่พอพระทัย ที่ข้าพเจ้านั่งแทนที่บิดาใช่หรือไม่." พระราชาทรงรับคำ. มโหสถจึงถามว่า "ข้าพเจ้าขอทูลถามว่า "ธรรมดาบิดา ย่อมดีกว่าบุตร สำคัญกว่าบุตร เสมอไปหรือ." พระราชาตรัสว่า "ย่อมเป็นอย่างนั้น บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร." มโหสถทูลต่อว่า "เมื่อข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์ มีพระกระแสรับสั่งว่า ให้ข้าพเจ้านำม้าอัสดรมาถวายด้วย ใช่ไหมพระเจ้าค่ะ." พระราชาทรงรับคำ. มโหสถจึงให้คนนำลา ที่เตรียมเข้ามาต่อพระพักตร์แล้ว ทูลว่า "เมื่อพระองค์ตรัสว่า บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร, ลาตัวนี้เป็นพ่อของม้าอัสดร หากพระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นจริง ก็โปรดทรงรับลานี้ไป แทนม้าอัสดรเถิดพระเจ้าค่ะ, เพราะม้าอัสดร เกิดจากลานี้ แต่ถ้าทรงเห็นว่า "บุตรอาจดีกว่าบิดา" ก็ทรงรับเอาม้าอัสดรไป ตามที่ทรงมีพระราชประสงค์. ถ้าหากพระองค์เห็นว่า "บิดาย่อมประเสริฐกว่าบุตร" ก็ทรงโปรดรับเอา บิดาของข้าพเจ้าไว้ แต่หากทรงเห็นว่า "บุตรอาจประเสริฐกว่าบิดา" ก็ขอให้ทรงรับข้าพเจ้าไว.้" การที่มโหสถกราบทูลเช่นนั้น มิใช่จะลบหลู่ ดูหมิ่นบิดา แต่เพราะประสงค์ จะให้ผู้คนทั้งหลาย ตระหนัก ในความเป็นจริงของโลก และเพื่อแก้ไขปัญหา ที่มีผู้จงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั้นเอง. พระราชาทรงพอพระทัย ในปัญญาของมโหสถ จึงตรัสแก่สิริวัฒกะเศรษฐีว่า "ท่านเศรษฐี เราขอมโหสถไว้เป็นราชบุตร จะขัดข้องหรือไม่." เศรษฐีทูลตอบว่า "ข้าแต่พระองค์ มโหสถยังเด็กนัก อายุเพิ่ง ๗ ขวบ เอาไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อน น่าจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ." พระราชาตรัสตอบว่า "ท่านอย่าวิตก ในข้อที่ว่ามโหสถ ยังอายุน้อยเลย มโหสถ เป็นผู้มีปัญญา เฉียบแหลม ยิ่งกว่าผู้ใหญ่จำนวนมาก เราจะเลี้ยงมโหสถ ในฐานะราชบุตรของเรา ท่านอย่ากังวลไปเลย." มโหสถ จึงได้เริ่มรับราชการ กับพระเจ้าวิเทหราช นับตั้งแต่นั้นมา. ตลอดเวลาที่อยู่ในราชสำนัก มโหสถ ได้แสดงสติปัญญา และความสุขุม ลึกซึ้ง ในการพิจารณาแก้ไข ปัญหาข้อขัดข้องทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ที่พระราชาทรงผูกขึ้น ลองปัญญามโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่ พยายามสร้างขึ้น เพื่อให้มโหสถ อับจนปัญญา. แต่มโหสถ ก็แก้ปัญหาเหล่านั้น ได้ทุกครั้งไป มิหนำซ้ำ ในบางครั้ง มโหสถยังได้ช่วย ให้บัณฑิตทั้งสี่นั้น รอดพ้นความอับจน. แต่บัณฑิตเหล่านั้น มิได้กตัญญูรู้คุณ ที่มโหสถกระทำแก่ตน กลับพยายาม ทำให้พระราชา เข้าพระทัยว่า มโหสถด้อยปัญญา พยายามหาหนทาง ให้พระราชาทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะได้รุ่งเรือง ในราชสำนัก เหมือนสมัยก่อน.
 
     มโหสถ รุ่งเรืองอยู่ในราชสำนัก ของพระเจ้าวิเทหราช ได้รับการสรรเสริญ จากผู้คนทั้งหลาย จนมีอายุได้ ๑๖ ปี. พระมเหสีของพระราชา ผู้ทรงรักใคร่มโหสถ เหมือนเป็นน้องชาย ทรงประสงค์ จะหาคู่ครองให้. แต่มโหสถ ขอพระราชทานอนุญาต เดินทางไปเสาะหาคู่ครอง ที่ตนพอใจด้วยตนเอง. พระมเหสี ก็ทรงอนุญาต มโหสถเดินทางไป ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าแก่ แต่ได้ยากจนลง หญิงสาวนั้น ชื่อว่าอมร. มโหสถ ปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า ไปอาศัยอยู่ กับบิดามารดาของนาง และได้ทดลอง สติปัญญาของนาง ด้วยประการต่าง ๆ เป็นต้นว่า ในครั้งแรก ที่พบกันนั้น มโหสถถามนางว่า "เธอชื่ออะไร" นางตอบว่า "สิ่งที่ดิฉันไม่มีอยู่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นแหล่ะ เป็นชื่อของดิฉัน." มโหสถ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตอบว่า "ความไม่ตาย เป็นสิ่งไม่มีอยู่ในโลก เธอชื่อ อมร (ไม่ตาย) ใช่ไหม." หญิงสาวตอบว่า "ใช่." มโหสถถามต่อว่า "นางจะนำข้าวไปให้ใคร." นางตอบว่า "นำไปให้บุรพเทวดา." มโหสถก็ตีปริศนาออกว่า "บุรพเทวดา คือเทวดา ที่มีก่อนองค์อื่น ๆ ได้แก่ บิดามารดา." เมื่อมโหสถได้ทดลองสติปัญญา และความประพฤติต่าง ๆ ของนางอมร จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขอนาง จากบิดามารดา พากลับไปกรุงมิถิลา. เมื่อไปถึงยังเมือง ก็ยังได้ทดลองใจนางอีก โดยมโหสถ แสร้งล่วงหน้าไปก่อน แล้วแต่งกายงดงาม รออยู่ในบ้าน ให้คนพานางมาพบ กล่าวเกี้ยวพาราสีนาง นางก็ไม่ยินดีด้วย. มโหสถจึงพอใจนาง จึงพาไปเฝ้าพระราชา และพระมเหสี. พระราชาก็โปรด ให้มโหสถแต่งงาน อยู่กินกับนางอมร. ต่อมา บัณฑิตทั้งสี่ ยังพยายามที่จะกลั่นแกล้งมโหสถ ด้วยประการต่าง ๆ แต่ก็ไม่เป็นผล แม้ถึงขนาดพระราชา หลงเข้าพระทัยผิด ขับไล่มโหสถ ออกจากวัง. มโหสถ ก็มิได้ขุ่นเคือง แต่ยังจงรักภักด ีต่อพระราชา. พระราชา จึงตรัสถามมโหสถว่า "เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญา หลักแหลมยิ่ง หากจะหวังช่วงชิง ราชสมบัติจากเราก็ย่อมได้ เหตุใด จึงไม่คิดการร้ายต่อเรา." มโหสถทูลตอบว่า "บัณฑิตย่อมไม่ทำชั่ว เพื่อให้ได้ความสุขสำหรับตน แม้จะถูกทับถม ให้เสื่อมจากลาภยศ ก็ไม่คิดสละธรรมะ ด้วยความหลงในลาภยศ หรือด้วยความรัก ความชัง. บุคคลนั่งนอนอยู่ใต้ร่มไม้ ย่อมไม่ควรหัก กิ่งต้นไม้นั้น เพราะจะได้ชื่อว่าทำร้ายมิตร บุคคลที่ได้รับการเกื้อหนุน อุปการะจากผู้ใด ย่อมไม่ทำให้ไมตรีนั้นเสียไป ด้วยความโง่เขลา หรือความหลงในยศอำนาจ. บุคคลผู้ครองเรือน หากเกียจคร้านก็ไม่งาม. นักบวชไม่สำรวม ก็ไม่งาม. พระราชา ขาดความพินิจพิจารณา ก็ไม่งาม. บัณฑิตโกรธง่าย ก็ไม่งาม." ไม่ว่าบัณฑิตทั้งสี่ จะกลั่นแกล้งมโหสถอย่างใด มโหสถ ก็สามารถเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง และมิได้ตอบแทนความชั่วร้าย ด้วยความชั่วร้าย แต่กลับให้ความเมตตากรุณา ต่อบัณฑิตทั้งสี่เสมอมา. นอกจากจะทำหน้าที่ พิจารณาเรื่องราว แก้ไขปัญหาต่าง ๆ มโหสถยังได้เตรียมการ ป้องกันพระนครในด้านต่าง ๆ ให้พร้อมเสมอด้วย และยังจัดผู้คน ไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ เพื่อคอยสืบข่าวว่า จะมีบ้านเมืองใด มาโจมตีเมืองมิถิลาหรือไม่.
 
     มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า จุลนีพรหมทัต ครองเมืองอุตรปัญจาล ประสงค์จะทำสงครามแผ่ เดชานุภาพ จึงทรงคิดการกับปุโรหิตชื่อ เกวัฏพราหมณ์ หมายจะลวงเอากษัตริย์ร้อยเอ็ดพระนคร มากระทำสัตย์สาบาน แล้วเอาสุราเจือยาพิษ ให้กษัตริย์เหล่านั้นดื่ม จะได้รวบรวมพระนครไว้ในกำมือ. มโหสถ ได้ทราบความลับ จากนกแก้วที่ส่งออกไปสืบข่าว จึงหาทาง ช่วยชีวิตกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดไว้ได้ โดยที่ กษัตริย์เหล่านั้น หารู้ตัวไม่. พระเจ้าจุลนีทรงเห็นว่า มิถิลาเป็นเมืองเดียว ที่ไม่ยอมทำสัตย์สาบาน จึงยกทัพใหญ่ มุ่งไปโจมตีมิถิลา มีเกวัฏพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษาใหญ่. แต่ไม่ว่าจะโจมตีด้วยวิธีใด มโหสถ ก็รู้ทัน สามารถตอบโต้ และแก้ไขได้ทุกครั้งไป. ในที่สุด พระเจ้าจุลนี ทรงส่งเกวัฏพราหมณ์ มาประลองปัญญา ทำสงครามธรรม กับมโหสถ. มโหสถ ออกไปพบเกวัฏพราหมณ์ โดยนำเอาแก้วมณี ค่าควรเมืองไปด้วย แสร้งบอกว่า จะยกให้พราหมณ์ แต่เมื่อจะส่งให้ ก็วางให้ที่ปลายมือ พราหมณ์เกวัฏ เกรงว่าแก้วมณีจะตก จึงก้มลงรับ แต่ก็ไม่ทัน แก้วมณีตกลงไปกับพื้น. เกวัฏก้มลงเก็บ ด้วยความโลภ. มโหสถจึงกดคอเกวัฏไว้ ผลักให้กระเด็นไป แล้วให้ทหารร้องประกาศว่า "เกวัฏปราหมณ์ ก้มลงไหว้มโหสถ แล้วถูกผลักไป ด้วยความรังเกียจ" บรรดาทหาร ของพระเจ้าจุลนี มองเห็นแต่ภาพเกวัฏพราหมณ์ ก้มลงแทบเท้า แต่ไม่ทราบว่า ก้มลงด้วยเหตุใด ก็เชื่อตามที่ทหาร ของมโหสถป่าวประกาศ พากันกลัวอำนาจมโหสถ ถอยหนีไป ไม่เป็นกระบวน. กองทัพพระเจ้าจุลนี ก็แตกพ่ายไป. เกวัฏพราหมณ์ คิดพยาบาทมโหสถอยู่ไม่รู้หาย จึงวางอุบายให้ พระเจ้าจุลนีส่งทูต ไปทูลพระเจ้าวิเทหราชว่า จะขอทำสัญญาไมตรี และขอถวายพระราชธิดา ให้เป็นชายา. พระเจ้าวิเทหราช ทรงมีความยินดี จึงทรงตอบรับเป็นไมตรี. พระเจ้าจุลนี ก็ขอให้พระเจ้าวิเทหราช เสด็จมาอุตรปัญจาล. มโหสถ พยายามทูลคัดค้าน. พระราชาก็มิได้ฟังคำ. มโหสถก็เสียใจว่า "พระราชา ลุ่มหลงในสตรี" แต่กระนั้น ก็ยังคงจงรักภักดี จึงคิดจะแก้อุบาย ของพระเจ้าจุลนี. มโหสถ จึงทูลขออนุญาต ไปจัดเตรียมที่ประทับ ให้พระราชาในเมืองอุตรปัญจาล ก็ได้รับอนุญาต. มโหสถจึงให้ผู้คน ไปจัดสร้างวังอันงดงาม และที่สำคัญ คือจัดสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เป็นทาง เดินภายในอุโมงค์ ประกอบด้วยกลไก และประตูลับต่าง ๆ ซับซ้อนมากมาย เมื่อเสร็จแล้ว มโหสถจึงทูลเชิญ ให้พระเจ้าวิเทหราช เสด็จไปยังอุตรปัญจาล. ขณะที่พระเจ้าวิเทหราช ประทับอยู่ในวัง รอที่จะอภิเษกกับ พระธิดาพระเจ้าจุลนี. พระเจ้าจุลนี ทรงยกกองทหารมาล้อมวังไว้. มโหสถ ซึ่งเตรียมการไว้แล้ว ก็ลอบลงไปทางอุโมงค์ เข้าไปในปราสาทพระเจ้าจุลนี ทำอุบายหลอกเอาพระชนนี พระมเหสี พระราชบุตร และราชธิดาพระเจ้าจุลนี มากักไว้ใต้วัง ที่สร้างขึ้นนั้นแล้ว จึงกลับไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช.
 
     พระเจ้าวิเทหราช ตกพระทัยว่า กองทหารมาล้อมวัง ตรัสปรึกษามโหสถ. มโหสถ จึงทูลเตือนพระราชาว่า "ข้าพระองค์ได้กราบทูลห้าม มิให้ทรงประมาท แต่ก็มิได้ทรงเชื่อ. พระราชธิดา พระเจ้าจุลนีนั้น ประดุจเหยื่อ ที่นำมาตกปลา. การทำไมตรี กับผู้ไม่มีศีลธรรม ย่อมนำความทุกข์มาให้. ธรรมดาบุคคลผู้มีปัญญา ไม่พึงทำไมตรีสมาคม กับบุคคลผู้ไม่มีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงู ไว้วางใจมิได้ ย่อมนำความเดือดร้อน มาสู่ไมตรีนั้น ไม่มีทางสำเร็จผลได้." พระเจ้าวิเทหราช ทรงเสียพระทัย ที่ไม่ทรงเชื่อคำทัดทาน ของมโหสถแต่แรก. มโหสถ จัดการนำพระเจ้าวิเทหราช ไปพบพระชนนี พระมเหสี และพระโอรสธิดา ของพระเจ้าจุลนี ที่ตนนำมาไว้ ในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วจัดการให้กองทัพที่เตรียมไว้ นำเสด็จกษัตริย์ทั้งหลาย กลับไปมิถิลา ส่วนตัวมโหสถเอง อยู่เผชิญหน้า กับพระเจ้าจุลนี เมื่อพระเจ้าจุลนี เสด็จมาประกาศว่า จะจับพระเจ้าวิเทหราช. มโหสถจึงบอกให้ทรงทราบว่า "่พระเจ้าวิเทหราช เสด็จกลับมิถิลาแล้ว พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ของพระเจ้าจุลนี." พระราชาก็ทรงตกพระทัย เกรงว่าพระญาติวงศ์ จะเป็นอันตราย มโหสถจึงทูลว่า "ไม่มีผู้ใดจะทำอันตราย" แล้วจึงทูลเชิญพระเจ้าจุลนี ทอดพระเนตรวัง และ อุโมงค์ที่จัดเตรียมไว้ อย่างวิจิตรงดงาม.
 
     ขณะที่พระเจ้าจุลน กำลังทรงเพลิดเพลิน. มโหสถก็ปิดประตูกลทั้งปวง และหยิบดาบที่ซ่อนไว้ ทำทีว่าจะ ตัดพระเศียรพระราชา. พระราชาตกพระทัยกลัว มโหสถจึงทูลว่า "ข้าพระองค์ จะไม่ทำร้ายพระราชา แต่หากจะฆ่า ข้าพระองค์เพราะแค้นพระทัย ข้าพระองค์ก็จะถวายดาบนี้ให.้" พระราชา เห็นมโหสถส่งดาบถวาย ก็ทรงได้สติ เห็นว่า มโหสถ นอกจากจะประกอบ ด้วยความสติปัญญา ประเสริฐแล้ว ยังเป็นผู้ไม่มีจิตใจมุ่งร้าย พยาบาทผู้ใด พระเจ้าจุลนี จึงตรัสขออภัย ที่ได้เคยคิดร้ายต่อเมืองมิถิลา ต่อพระเจ้าวิเทหราช และต่อมโหสถ. มโหสถจึงทูลลา กลับไปมิถิลา จัดให้กองทหาร นำเสด็จพระชนนี พระมเหสี และพระราชบุตร ของพระเจ้าจุลนี กลับมายังอุตรปัญจาล. ส่วนราชธิดานั้น คงประทับอยู่มิถิลา ในฐานะพระชายา พระเจ้าวิเทหราชต่อไป. พระเจ้าจุลนี ทรงตรัสขอให้มโหสถ มาอยู่กับพระองค์. มโหสถทูลว่า "ข้าพระองค์รับราชการ รุ่งเรืองในราชสำนัก ของพระเจ้าวิเทหราช ผู้เป็นเจ้านาย ของข้าพระองค์แต่เดิม ไม่อาจจะไปอยู่ที่อื่นได้ หากเมื่อใด พระเจ้าวิเทหราช สวรรคต ข้าพระองค์ จะไปอยู่เมืองอุตรปัญจกาล รับราชการอยู่ ในราชสำนักของพระองค์." เมื่อพระเจ้าวิเทหราช สิ้นพระชนม์ มโหสถก็ทำตาม ที่ลั่นวาจาไว้ คือ ไปรับราชการอยู่ กับพระเจ้าจุลนี และยังถูก กลั่นแกล้ง จากเกวัฏพราหมณ์ คู่ปรับเก่า. แต่มโหสถ ก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง มโหสถนอกจากจะมีสติปัญญา เฉลียวฉลาดแล้ว ยังประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความสุขุม รอบคอบ มิได้หลงใหล ในลาภ ยศ สรรเสริญ ดังนั้น มโหสถจึงได้รับยกย่อง สรรเสริญว่า เป็นบัณฑิต ผู้มีความรู้ อันลึกซึ้ง มีสติปัญญา ประกอบด้วยคุณธรรม อันประเสริฐ ที่กำกับให้ผู้มีสติปัญญา ประพฤติปฏิบัติ ในทางที่ถูกที่ควร.
 
คติธรรม : บำเพ็ญปัญญาบารมี
ปัญญาอันล้ำเลิศนั้น ย่อมทำคุณให้แก่บุคคล ยิ่งกว่ามีทรัพย์นับแสน แม้มิมีปัญญาดั่งปราชญ์ แต่ถ้าเป็นผู้รู้จักคิดให้รอบคอบก่อน ก็ย่อมเป็นผู้มีปัญญา และประพฤติชอบแล้ว
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.