(๕) พระมโหสถบัณฑิตชาดก.

     ในเมืองมิถิลา มีเศรษฐีผู้หนึ่งมีนามว่า สิริวัฒกะ ภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี. นางสุมนาเทวี มีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคลอดออกมานั้น มีแท่งโอสถอยู่ในมือ. เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จึงเอาแท่งยานั้น ฝนที่หินบดยาแล้วนำมาทาหน้าผาก. อาการปวดศีรษะก็หายขาด ครั้นผู้อื่นที่มีโรคภัย ไข้เจ็บมาขอปันยานั้นไปรักษาบ้าง ก็พากันหายจากโรค เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว. เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรว่า "มโหสถ" เพราะทารกนั้นมีแท่งยาวิเศษเกิดมากับตัว. เมื่อมโหสถเติบโตขึ้น ปรากฏว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กว่าเด็กในวัยเดียวกัน. ครั้งหนึ่ง มโหสถเห็นว่า ในเวลาฝนตก ตนและเพื่อนเล่นทั้งหลายต้องหลบฝน ลำบากลำบนเล่นไม่สนุก จึงขอให้เพื่อนเล่นทุกคนนำเงินมารวมกัน เพื่อสร้างสถานที่เล่น. มโหสถจัดการออกแบบอาคารนั้นอย่างวิจิตรพิสดาร นอกจากที่เล่นที่กินและที่พักสำหรับคนที่ผ่านไปมาแล้ว ยังจัดสร้างห้องวินิจฉัยคดีด้วย เพราะความที่มโหสถเป็นเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัย จึงมักมีผู้คนมาขอให้ตัดสินปัญหาข้อพิพาทหรือแก้ใขปัญหาขัดข้องต่างๆ อยู่เสมอ. ชื่อเสียงของมโหสถ เลื่องลือไปไกลทั่วมิถิลานคร. ในขณะนั้น กษัตริย์เมืองมิถิลาทรงพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช ทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนัก ๔ คน คือ เสนกะ ปุตกุสะ กามินท์ และเทวินทะ. บัณฑิตทั้ง ๔ เคยกราบทูลว่าจะมีบัณฑิตคนที่ห้ามาสู่ราชสำนัก.

     พระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงโปรดให้เสนาออกสืบข่าวว่า มีบัณฑิตผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องอยู่ที่ใดบ้าง. เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบ้านของสิริวัฒกะเศรษฐี เห็นอาคารงดงาม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง จึงถามผู้คนว่า "ใครเป็นผู้ออกแบบ." คนก็ตอบว่า "ผู้ออกแบบคือมโหสถบัณฑิต บุตรชายวัย ๗ ขวบ ของสิริวัฒกะเศรษฐี." เสนาจึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช. พระองค์ตรัสเรียกบัณฑิตทั้ง ๔ มาปรึกษาว่า "ควรจะไปรับมโหสถมาสู่ราชสำนักหรือไม่." บัณฑิตทั้ง ๔ เกรงว่ามโหสถจะได้ดีเกินหน้าตน จึงทูลว่า "ลำพังการออกแบบตกแต่งอาคาร ไม่นับว่าผู้นั้นจะมีสติปัญญาสูงถึงขั้นบัณฑิต ขอให้รอดูต่อไปว่า มโหสถจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจริงหรือไม่." ฝ่ายมโหสถนั้น มีชาวบ้านนำคดีความต่างๆ มาให้ตัดสินอยู่เป็นนิตย์ เป็นต้นว่า ชายเลี้ยงโคนอนหลับไป มีขโมยเข้ามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของโค ต่างฝ่ายต่างถกเถียงอ้างสิทธิ์ ไม่มีใครตัดสินได้ว่าโคนั้นเป็นของใคร จึงพากันไปหามโหสถ. มโหสถถามชาย เจ้าของโคว่า "เรื่องราวเป็นอย่างไร." ชายนั้นก็เล่าให้ฟัง. มโหสถจึงถามขโมยว่า "ท่านให้โคของท่านกินอาหารอะไรบ้าง." ขโมยตอบว่า "ข้าพเจ้าให้กินงา กินแป้ง ถั่ว และยาค.ู" มโหสถถามชายเจ้าของโค. ชายนั้นก็ตอบว่า "ข้าพเจ้าให้โคกินหญ้าตามธรรมดา." มโหสถจึงให้ เอาใบไม้มาตำให้โคกินแล้วให้กินน้ำ โคก็สำรอกเอาหญ้าออกมา จึงเป็นอันทราบว่าใครเป็นเจ้าของโคที่แท้จริง. พระเจ้าวิเทหราช ได้ทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถ ก็ปรารถนาจะเชิญมโหสถมาสู่ราชสำนัก. แต่บัณฑิตทั้งสี่ ก็คอยทูลทัดทานไว้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปัญญาในการตัดสินคดี. พระเจ้าวิเทหราช ทรงทดลองสติปัญญามโหสถ ด้วยการตั้งปัญหาต่างๆ ก็ปรากฏว่า มโหสถแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง เช่น เรื่องท่อนไม้ ที่เกลาได้เรียบเสมอกัน พระเจ้าวิเทหราชทรงตั้งคำถามว่า "ข้างไหนเป็นข้างปลาย ข้างไหนเป็นข้างโคน." มโหสถก็ใช้วิธีผูกเชือกกลางท่อนไม้นั้น แล้วหย่อนลงในน้ำ. ทางโคนหนักก็จมลง ส่วนทางปลายลอยน้ำ เพราะน้ำหนักเบากว่าไม้. มโหสถก็ชี้ได้ว่า ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย นอกจากนี้ มโหสถยังแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ อีกเป็นอันมาก. จนในที่สุดพระราชาก็ไม่อาจทนรอตามคำทัดทานของบัณฑิตทั้งสี่ อีกต่อไป จึงโปรดให้ราชบุรุษไปพาตัวมโหสถกับบิดามาเข้าเฝ้า พร้อมกับให้นำม้าอัสดรมาถวายด้วย.

     มโหสถ ทราบดีว่า ครั้งนี้เป็นการทดลองสำคัญ จึงนัดหมายการอย่างหนึ่งกับบิดา และในวันที่ไปเฝ้าพระราชา มโหสถให้คนนำลามาด้วยหนึ่งตัว. เมื่อเข้าไปถึงที่ประทับ พระราชาโปรดให้สิริวัฒกะเศรษฐี นั่งบนที่ อันสมควรแก่เกียรติยศ. ครั้นเมื่อมโหสถเข้าไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้น เรียกบุตรชายว่า "พ่อมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด" แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง. มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผู้คนก็พากันมองดูอย่างตำหนิ ที่มโหสถทำเสมือนไม่เคารพบิดา มโหสถจึงถามพระราชาว่า "พระองค์ไม่พอพระทัยที่ข้าพเจ้านั่งแทนที่บิดาใช่หรือไม่." พระราชาทรงรับคำ. มโหสถ จึงถามว่า " ข้าพเจ้าขอทูลถามว่า "ธรรมดาบิดาย่อมดีกว่าบุตร สำคัญกว่าบุตรเสมอไปหรือ." พระราชา ตรัสว่า "ย่อมเป็นอย่างนั้น บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร." มโหสถทูลต่อว่า "เมื่อข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์มีพระกระแสรับสั่งว่า ให้ข้าพเจ้านำม้าอัสดรมาถวายด้วย ใช่ไหมพระเจ้าค่ะ." พระราชาทรงรับคำ. มโหสถจึงให้คนนำลาที่เตรียมเข้ามา ต่อพระพักตร์แล้วทูลว่า "เมื่อพระองค์ตรัสว่าบิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร, ลาตัวนี้เป็นพ่อของม้าอัสดร หากพระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นจริง ก็โปรดทรงรับลานี้ไปแทนม้าอัสดรเถิดพระเจ้าค่ะ, เพราะม้าอัสดรเกิดจากลานี้ แต่ถ้าทรงเห็นว่า "บุตรอาจดีกว่าบิดา" ก็ทรงรับเอาม้าอัสดรไปตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ ถ้าหากพระองค์เห็นว่า "บิดาย่อมประเสริฐกว่าบุตร" ก็ทรงโปรดรับเอาบิดาของข้าพเจ้าไว้ แต่หากทรงเห็นว่า "บุตรอาจประเสริฐกว่าบิดา" ก็ขอให้ทรงรับข้าพเจ้าไว.้" การที่มโหสถกราบทูลเช่นนั้น มิใช่จะลบหลู่ดูหมิ่นบิดา แต่เพราะประสงค์จะให้ผู้คนทั้งหลาย ตระหนักในความเป็นจริงของโลก และเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผู้จงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั้นเอง. พระราชาทรงพอพระทัยในปัญญาของมโหสถ จึงตรัสแก่สิริวัฒกะเศรษฐีว่า "ท่านเศรษฐี เราขอมโหสถไว้เป็นราชบุตร จะขัดข้องหรือไม่." เศรษฐีทูลตอบว่า "ข้าแต่พระองค์ มโหสถยังเด็กนัก อายุเพิ่ง ๗ ขวบ เอาไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อนน่าจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ." พระราชาตรัสตอบว่า "ท่านอย่าวิตกในข้อที่ว่ามโหสถยังอายุน้อยเลย มโหสถเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ยิ่งกว่าผู้ใหญ่จำนวนมาก เราจะเลี้ยงมโหสถในฐานะราชบุตรของเรา ท่านอย่ากังวลไปเลย." มโหสถจึงได้เริ่มรับราชการกับ พระเจ้าวิเทหราชนับตั้งแต่นั้นมา. ตลอดเวลาที่อยู่ในราชสำนัก มโหสถได้แสดงสติปัญญา และความสุขุมลึกซึ้ง ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่พระราชาทรงผูกขึ้นลองปัญญามโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่พยายามสร้างขึ้น เพื่อให้มโหสถอับจนปัญญา. แต่มโหสถก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทุกครั้งไป มิหนำซ้ำในบางครั้ง มโหสถยังได้ช่วยให้บัณฑิตทั้งสี่นั้น รอดพ้นความอับจน. แต่บัณฑิตเหล่านั้นมิได้กตัญญูรู้คุณที่มโหสถกระทำแก่ตน กลับพยายามทำให้พระราชาเข้า พระทัยว่ามโหสถด้อยปัญญา พยายามหาหนทางให้พระราชา ทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะได้รุ่งเรืองในราชสำนัก เหมือนสมัยก่อน.

     มโหสถ รุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช ได้รับการสรรเสริญจากผู้คนทั้งหลายจนมีอายุได้ ๑๖ ปี. พระมเหสีของพระราชา ผู้ทรงรักใคร่มโหสถเหมือนเป็นน้องชาย ทรงประสงค์จะหาคู่ครองให้. แต่มโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปเสาะหาคู่ครองที่ตนพอใจด้วยตนเอง. พระมเหสีก็ทรงอนุญาต มโหสถเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าแก่ แต่ได้ยากจนลง หญิงสาวนั้นชื่อว่าอมร. มโหสถปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า ไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของนาง และได้ทดลอง สติปัญญาของนางด้วยประการต่างๆ เป็นต้นว่า ในครั้งแรกที่พบกันนั้น มโหสถถามนางว่า "เธอชื่ออะไร" นางตอบว่า "สิ่งที่ดิฉันไม่มีอยู่ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นแหล่ะ เป็นชื่อของดิฉัน." มโหสถ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตอบว่า "ความไม่ตายเป็นสิ่งไม่มีอยู่ในโลก เธอชื่อ อมร (ไม่ตาย) ใช่ไหม." หญิงสาวตอบว่า "ใช่." มโหสถถามต่อว่า "นางจะนำข้าวไปให้ใคร." นางตอบว่า "นำไปให้บุรพเทวดา." มโหสถก็ตีปริศนาออกว่า "บุรพเทวดาคือเทวดา ที่มีก่อนองค์อื่นๆ ได้แก่ บิดามารดา." เมื่อมโหสถได้ทดลองสติปัญญาและความประพฤติต่างๆของนางอมร จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขอนางจากบิดามารดา พากลับไปกรุงมิถิลา. เมื่อไปถึงยังเมือง ก็ยังได้ทดลองใจนางอีกโดย มโหสถแสร้งล่วงหน้าไปก่อน แล้วแต่งกายงดงามรออยู่ในบ้าน ให้คนพานางมาพบ กล่าวเกี้ยวพาราสีนาง นางก็ไม่ยินดีด้วย. มโหสถจึงพอใจนาง จึงพาไปเฝ้าพระราชาและพระมเหสี. พระราชาก็โปรดให้มโหสถแต่งงานอยู่กินกับนางอมร. ต่อมาบัณฑิตทั้งสี่ ยังพยายามที่จะกลั่นแกล้งมโหสถด้วยประการต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล แม้ถึงขนาดพระราชาหลงเข้าพระทัยผิด ขับไล่มโหสถออกจากวัง มโหสถก็มิได้ขุ่นเคือง แต่ยังจงรักภักดีต่อพระราชา. พระราชาจึงตรัสถามมโหสถว่า "เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลมยิ่ง หากจะหวังช่วงชิงราชสมบัติจากเราก็ย่อมได้ เหตุใดจึงไม่คิดการร้ายต่อเรา." มโหสถทูลตอบว่า "บัณฑิตย่อมไม่ทำชั่ว เพื่อให้ได้ความสุขสำหรับตน แม้จะถูกทับถมให้เสื่อมจากลาภยศ ก็ไม่คิดสละธรรมะด้วยความหลงในลาภยศ หรือด้วยความรัก ความชัง. บุคคลนั่งนอนอยู่ใต้ร่มไม้ ย่อมไม่ควรหัก กิ่งต้นไม้นั้น เพราะจะได้ชื่อว่าทำร้ายมิตร บุคคลที่ได้รับการเกื้อหนุนอุปการะจากผู้ใด ย่อมไม่ทำให้ไมตรีนั้นเสียไป ด้วยความโง่เขลา หรือความหลงในยศอำนาจ. บุคคลผู้ครองเรือน หากเกียจคร้านก็ไม่งาม. นักบวชไม่สำรวม ก็ไม่งาม. พระราชาขาดความพินิจพิจารณาก็ไม่งาม. บัณฑิตโกรธง่ายก็ไม่งาม." ไม่ว่าบัณฑิตทั้งสี่จะกลั่นแกล้งมโหสถอย่างใด มโหสถก็สามารถเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง และมิได้ตอบแทนความชั่วร้าย ด้วยความชั่วร้าย แต่กลับให้ความเมตตากรุณาต่อบัณฑิตทั้งสี่เสมอมา. นอกจากจะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องราว แก้ไขปัญหาต่างๆ มโหสถยังได้เตรียมการป้องกันพระนครในด้านต่างๆ ให้พร้อมเสมอด้วย และยังจัดผู้คนไปอยู่ตามเมืองต่างๆ เพื่อคอยสืบข่าวว่า จะมีบ้านเมืองใดมาโจมตีเมืองมิถิลาหรือไม่.

     มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า จุลนีพรหมทัต ครองเมืองอุตรปัญจาล ประสงค์จะทำสงครามแผ่ เดชานุภาพ จึงทรงคิดการกับปุโรหิตชื่อ เกวัฏพราหมณ์ หมายจะลวงเอากษัตริย์ร้อยเอ็ดพระนครมา กระทำสัตย์สาบานแล้วเอาสุราเจือยาพิษ ให้กษัตริย์เหล่านั้นดื่ม จะได้รวบรวมพระนครไว้ในกำมือ. มโหสถ ได้ทราบความลับจากนกแก้วที่ส่งออกไปสืบข่าว จึงหาทางช่วยชีวิตกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดไว้ได้ โดยที่ กษัตริย์เหล่านั้นหารู้ตัวไม่. พระเจ้าจุลนีทรงเห็นว่า มิถิลาเป็นเมืองเดียวที่ไม่ยอมทำสัตย์สาบาน จึงยกทัพใหญ่มุ่งไปโจมตีมิถิลา มีเกวัฏพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษาใหญ่. แต่ไม่ว่าจะโจมตีด้วยวิธีใด มโหสถ ก็รู้ทัน สามารถตอบโต้และแก้ไขได้ทุกครั้งไป. ในที่สุด พระเจ้าจุลนีทรงส่งเกวัฏพราหมณ์มาประลองปัญญา ทำสงครามธรรมกับมโหสถ. มโหสถออกไปพบเกวัฏพราหมณ์ โดยนำเอาแก้วมณีค่าควรเมืองไปด้วย แสร้งบอกว่า จะยกให้พราหมณ์ แต่เมื่อจะส่งให้ก็วางให้ที่ปลายมือ พราหมณ์เกวัฏเกรงว่าแก้วมณีจะตก จึงก้มลงรับ แต่ก็ไม่ทัน แก้วมณีตกลงไปกับพื้น. เกวัฏก้มลงเก็บด้วยความโลภ. มโหสถจึงกดคอเกวัฏไว้ ผลักให้กระเด็นไป แล้วให้ทหารร้องประกาศว่า "เกวัฏปราหมณ์ก้มลงไหว้มโหสถ แล้วถูกผลักไปด้วยความรังเกียจ" บรรดาทหารของพระเจ้าจุลนี มองเห็นแต่ภาพเกวัฏพราหมณ์ก้มลงแทบเท้า แต่ไม่ทราบว่าก้มลงด้วยเหตุใด ก็เชื่อตามที่ทหารของมโหสถป่าวประกาศ พากันกลัวอำนาจมโหสถ ถอยหนีไปไม่เป็นกระบวน. กองทัพพระเจ้าจุลนีก็แตกพ่ายไป. เกวัฏพราหมณ์คิดพยาบาทมโหสถอยู่ไม่รู้หาย จึงวางอุบายให้ พระเจ้าจุลนีส่งทูตไปทูลพระเจ้าวิเทหราชว่า จะขอทำสัญญาไมตรีและขอถวายพระราชธิดาให้เป็นชายา. พระเจ้าวิเทหราชทรงมีความยินดี จึงทรงตอบรับเป็นไมตรี. พระเจ้าจุลนี ก็ขอให้พระเจ้าวิเทหราช เสด็จมาอุตรปัญจาล. มโหสถพยายามทูลคัดค้าน. พระราชาก็มิได้ฟังคำ. มโหสถก็เสียใจว่า "พระราชา ลุ่มหลงในสตร"ี แต่กระนั้นก็ยังคงจงรักภักดี จึงคิดจะแก้อุบายของพระเจ้าจุลนี. มโหสถจึงทูลขออนุญาตไปจัดเตรียมที่ประทับให้พระราชในเมืองอุตรปัญจาล ก็ได้รับอนุญาต. มโหสถจึงให้ ผู้คนไปจัดสร้างวังอันงดงาม และที่สำคัญคือจัดสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เป็นทาง เดินภายในอุโมงค์ประกอบด้วยกลไกและประตูลับต่างๆ ซับซ้อนมากมาย เมื่อเสร็จแล้วมโหสถจึงทูลเชิญ ให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปยังอุตรปัญจาล. ขณะที่พระเจ้าวิเทหราชประทับอยู่ในวัง รอที่จะอภิเษกกับ พระธิดาพระเจ้าจุลนี. พระเจ้าจุลนีทรงยกกองทหารมาล้อมวังไว้ มโหสถซึ่งเตรียมการไว้แล้ว ก็ลอบลงไปทางอุโมงค์เข้าไปในปราสาทพระเจ้าจุลนี ทำอุบายหลอกเอาพระชนนี พระมเหสี พระราชบุตร และราชธิดาพระเจ้าจุลนีมากักไว้ใต้วังที่สร้างขึ้นนั้นแล้ว จึงกลับไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช.

     พระเจ้าวิเทหราช ตกพระทัยว่ากองทหารมาล้อมวัง ตรัสปรึกษามโหสถ. มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาว่า "ข้าพระองค์ได้กราบทูลห้ามมิให้ทรงประมาท แต่ก็มิได้ทรงเชื่อ. พระราชธิดาพระเจ้าจุลนีนั้น ประดุจเหยื่อที่นำมาตกปลา. การทำไมตรีกับผู้ไม่มีศีลธรรม ย่อมนำความทุกข์มาให้. ธรรมดาบุคคลผู้มีปัญญา ไม่พึงทำไมตรีสมาคมกับบุคคลผู้ไม่มีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงู ไว้วางใจมิได้ ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ไมตรีนั้น ไม่มีทางสำเร็จผลได้." พระเจ้าวิเทหราช ทรงเสียพระทัยที่ไม่ทรงเชื่อคำทัดทานของมโหสถแต่แรก. มโหสถจัดการนำพระเจ้าวิเทหราชไปพบพระชนนี พระมเหสี และพระโอรสธิดาของพระเจ้าจุลนี ที่ตนนำมาไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วจัดการให้กองทัพที่เตรียมไว้ นำเสด็จกษัตริย์ทั้งหลายกลับไปมิถิลา ส่วนตัวมโหสถเอง อยู่เผชิญหน้ากับพระเจ้าจุลนี เมื่อพระเจ้าจุลนีเสด็จมาประกาศว่าจะจับพระเจ้าวิเทหราช. มโหสถจึงบอกให้ทรงทราบว่า "่พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแล้วพร้อมด้วยพระราชวงศ์ของพระเจ้าจุลนี." พระราชาก็ทรงตกพระทัย เกรงว่าพระญาติวงศ์จะเป็นอันตราย มโหสถจึงทูลว่า "ไม่มีผู้ใดจะทำอันตราย" แล้วจึงทูลเชิญพระเจ้าจุลนี ทอดพระเนตรวังและ อุโมงค์ที่จัดเตรียมไว้อย่างวิจิตรงดงาม.

     ขณะที่พระเจ้าจุลน กำลังทรงเพลิดเพลิน. มโหสถก็ปิดประตูกลทั้งปวง และหยิบดาบที่ซ่อนไว้ ทำทีว่าจะ ตัดพระเศียรพระราชา. พระราชาตกพระทัยกลัว มโหสถจึงทูลว่า "ข้าพระองค์จะไม่ทำร้ายพระราชา แต่หากจะฆ่า ข้าพระองค์เพราะแค้นพระทัย ข้าพระองค์ก็จะถวายดาบนี้ให.้" พระราชาเห็นมโหสถส่งดาบถวาย ก็ทรงได้สติ เห็นว่า มโหสถนอกจากจะประกอบด้วยความสติปัญญาประเสริฐแล้ว ยังเป็นผู้ไม่มีจิตใจมุ่งร้ายพยาบาทผู้ใด พระเจ้าจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ได้เคยคิดร้ายต่อเมืองมิถิลา ต่อพระเจ้าวิเทหราช และต่อมโหสถ. มโหสถจึงทูลลากลับไปมิถิลา จัดให้กองทหารนำเสด็จพระชนนี พระมเหสี และพระราชบุตร ของพระเจ้าจุลนีกลับมายังอุตรปัญจาล. ส่วนราชธิดานั้นคงประทับอยู่มิถิลา ในฐานะพระชายาพระเจ้า วิเทหราชต่อไป. พระเจ้าจุลนีทรงตรัสขอให้มโหสถมาอยู่กับพระองค์. มโหสถ ทูลว่า "ข้าพระองค์รับราชการรุ่งเรือง ในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช ผู้เป็นเจ้านายของข้าพระองค์แต่เดิม ไม่อาจจะไปอยู่ที่อื่นได้ หากเมื่อใด พระเจ้าวิเทหราชสวรรคต ข้าพระองค์จะไปอยู่เมืองอุตรปัญจกาล รับราชการอยู่ในราชสำนักของพระองค์." เมื่อพระเจ้าวิเทหราชสิ้นพระชนม์ มโหสถก็ทำตามที่ลั่นวาจาไว้ คือไปรับราชการอยู่กับพระเจ้าจุลนี และยังถูก กลั่นแกล้งจากเกวัฏพราหมณ์คู่ปรับเก่า. แต่มโหสถก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง มโหสถนอกจากจะมีสติปัญญา เฉลียวฉลาดแล้ว ยังประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความสุขุมรอบคอบ มิได้หลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นมโหสถจึงได้รับยกย่องสรรเสริญว่า เป็นบัณฑิตผู้มีความรู้อันลึกซึ้ง มีสติปัญญา ประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กำกับให้ผู้มีสติปัญญาประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร.

คติธรรม : บำเพ็ญปัญญาบารมี
ปัญญาอันล้ำเลิศนั้นย่อมทำคุณให้แก่บุคคล ยิ่งกว่ามีทรัพย์นับแสน แม้มิมีปัญญาดั่งปราชญ์ แต่ถ้าเป็นผู้รู้จักคิดให้รอบคอบก่อน ก็ย่อมเป็นผู้มีปัญญาและประพฤติชอบแล้ว

คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.