(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
(๔) พระเนมิราชชาดก.
 
     พระราชา แห่งเมืองมิถิลา ทรงมีพระโอรสนามว่า เนมิกุมาร ผู้จะทรงสืบสมบัติ ในกรุงมิถิลาต่อไป. พระเนมิกุมาร ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ ในการบำเพ็ญทาน มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงรักษาศีลอุโบสถ อย่างเคร่งครัด. เมื่อพระบิดาทอดพระเนตรเห็น เส้นพระเกศาหงอก ก็ทรงรำพึงว่า "บัดนี้ถึงเวลาที่จะมอบราชสมบัติ ให้แก่โอรสแล้ว พระองค์เองก็จะได้เสด็จออกบำเพ็ญเพียร ในทางธรรมต่อไป" จึงทรงมอบราชสมบัติ เมืองมิถิลา ให้แก่พระเนมิราชกุมาร ขึ้นครองเป็นพระเจ้าเนมิราช ส่วนพระองค์เอง ก็เสด็จออกบวช รักษาศีล ตราบจนสวรรคต. เมื่อพระเจ้าเนมิราช ครองราชสมบัติ โปรดให้สร้างโรงทาน ริมประตูเมือง ๔ แห่ง โรงทาน กลางพระนคร ๑ แห่ง. ทรงบริจาคทาน แก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงรักษาศีล และสั่งสอนประชาชน ของพระองค์ ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ในธรรม ครั้งนั้น ปรากฏว่าประชาชนทั้งหลา ยล้วนแต่เป็นผู้มีศีล มีสัตย์ ไม่มีการเบียดเบียน ทำบาปหยาบช้า บ้านเมือง ก็ร่มเย็นเป็นสุข ผู้คนพากันสรรเสริญ พระคุณของพระเจ้าเนมิราช อยู่ทั่วไป.
 
     พระเจ้าเนมิราช เมื่อทรงปฏิบัติธรรมอยู่นั้น ทรงสงสัยว่า "การให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ คือ การรักษาความบริสุทธิ์ ไม่ข้องเกี่ยว กับวิถีชีวิตของชาวโลกนั้น อย่างไหนจะประเสริฐกว่ากัน." พระอินทร์ ได้ทรงทราบถึงความกังขา ในพระทัยของพระเจ้าเนมิราช จึงเสด็จจากดาวดึงส์ ลงมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ พระราชา ตรัสกับพระราชาว่า "หม่อมฉันมา เพื่อแก้ข้อสงสัย ที่ทรงมีพระประสงค์จะทราบว่า ระหว่างทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ สิ่งใดจะเป็นกุศลยิ่งกว่ากัน. หม่อมฉันขอทูลให้ทราบว่า บุคคลได้เกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ในขั้นต่ำ. บุคคลได้เกิดในเทวโลก เพราะได้ประพฤติ พรหมจรรย์ขั้นกลาง. บุคคลจะถึงความบริสุทธิ์ ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ขั้นสูงสุด. การเป็นพรหมนั้น เป็นได้ยากลำบากยิ่ง ผู้จะประพฤติพรหมจรรย์ จะต้องเว้นจากวิถีชีวิตอย่างมนุษย์ปุถุชน ต้องไม่มีเหย้าเรือน ต้องบำเพ็ญธรรมสม่ำเสมอ ดังนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ จึงทำได้ยากยิ่ง กว่าการบริจาคทาน และได้กุศลมาก ยิ่งกว่าหลายเท่านัก. บรรดากษัตริย์ทั้งหลาย มักบริจาคทานกัน เป็นการใหญ่ แต่ก็ไม่ สามารถจะล่วงพ้น จากกิเลสไปได้. แม้จะได้ไปเกิด ในที่อันมีแต่ความสนุก ความบันเทิง รื่นรมย์ แต่ก็เปรียบไม่ได้ กับความสุข อันเกิดจากความสงบอันวิเวก อันจะได้มา ก็ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น." พระอินทร์ได้ทรงเล่า ถึงเรื่องราว ของพระองค์เอง ที่ได้ประกอบทาน อันยิ่งใหญ่ เมื่อชาติที่เกิดเป็นพระราชา แห่งพาราณสี ได้ทรงถวายอาหาร แก่นักพรตที่อยู่บริเวณแม่น้ำสีทา เป็นจำนวนหมื่นรูป ได้รับกุศลยิ่งใหญ่ แต่ก็เพียงแต่ ได้เกิดในเทวโลกเท่านั้น. ส่วนบรรดานักพรต ที่ประพฤติพรหมจรรย์เหล่านั้น ล้วนได้ไปเกิดในพรหมโลก อันเป็นแดนที่สูงกว่า และมีความสุขสงบ อันบริบูรณ์กว่า แต่แม้ว่าพรหมจรรย์จะ ประเสริฐกว่าทาน พระอินทร์ก็ได้ทรงเตือน ให้พระเจ้าเนมิราช ทรงรักษาธรรมทั้งสองคู่กัน คือ บริจาคทาน และรักษาศีล. ครั้นเมื่อ พระอินทร์เสด็จกลับ ไปเทวโลกแล้ว เหล่าเทวดา ซึ่งครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์นั้น ได้เคยรับทาน และฟังธรรม จากพระเจ้าเนมิราช จนได้มาบังเกิดในเทวโลก ต่างพากันไปเฝ้าพระอินทร์และทูลว่า "พระเจ้าเนมิราช ทรงเป็นอาจารย์ ของเหล่าข้าพระบาทมาแต่ก่อน ข้าพระบาททั้งหลาย รำลึกถึงพระคุณพระเจ้าเนมิราช ใคร่จะได้พบพระองค์ ขอได้โปรดเชิญเสด็จ พระเจ้าเนมิราชมา ยังเทวโลกนี้ด้วยเถิด."
 
     พระอินทร์ จึงมีเทวบัญชา ให้มาตุลีเทพสารถี นำเวชยันตราชรถ ไปเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราช จากกรุง มิถิลาขึ้นมายังเทวโลก. มาตุลีเทวบุตร รับโองการแล้ว ก็นำราชรถไปยังมนุษยโลก. ในคืนวันเพ็ญ ขณะพระเจ้าเนมิราช กำลังประทับอยู่ กับเหล่าเสนาอำมาตย์ มาตุลีทูลเชิญพระราชาว่า "เทพบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ รำลึกถึงพระคุณของพระองค์ ปรารถนาจะได้พบพระองค์ จึงนำราชรถ มาเชิญเสด็จไปยังเทวโลก." พระเจ้าเนมิราช ทรงรำพึงว่า "พระองค์ยังมิเคยเห็นเทวโลก ปรารถนาจะเสด็จไป ตามคำเชิญของเหล่าเทพ จึงเสด็จประทับ บนเวชยันตราชรถ. มาตุลีจึงทูลว่า "สถานที่ ที่จะเชิญเสด็จไปนั้นมี ๒ ทาง คือ ไปทางที่อยู่ ของเหล่าผู้ทำบาปหนึ่ง และไปทางสถานที่อยู่ ของผู้ทำบุญหนึ่ง พระราชาประสงค์ จะเสด็จไปที่ใดก่อนก็ได้." พระราชาตรัสว่า "พระองค์ประสงค์ จะไปยังสถานที่ ของเหล่าผู้ทำบาปก่อน แล้วจึงไปยังที่ แห่งผู้ทำบุญ." มาตุลีก็นำเสด็จ ไปยังเมืองนรก ผ่านแม่น้ำเวตรณี อันเป็นที่ทรมาณสัตว์นรก. แม่น้ำ เต็มไปด้วยเถาวัลย์ หนามโตเท่าหอก มีเพลิงลุกโชติช่วง มีหลาวเหล็กเสียบสัตว์นรกไว้ เหมือนอย่างปลา. เมื่อสัตว์นรก ตกลงไปในน้ำ ก็ถูกของแหลมคมใต้น้ำ สับขาดเป็นท่อน ๆ. บางที นายนิรยบาล ก็เอาเบ็ดเหล็ก เกี่ยวสัตว์นรกขึ้นมาจากน้ำ เอามา นอนหงาย อยู่บนเปลวไฟบ้าง เอาก้อนเหล็กมีไฟลุกแดง อุดเข้าไปในปากบ้าง. สัตว์นรก ล้วนต้องทนทุกขเวทนา ด้วยอาการต่าง ๆ. พระราชาตรัสถามถึงโทษ ของเหล่าสัตว์นรกเหล่านี้ว่า "ได้ประกอบกรรมชั่วอะไรไว้ จึงต้องมารับโทษดังนี้." มาตุลี ก็ตอบบรรยายถึงโทษกรรม ที่สัตว์นรกเหล่านี้ประกอบไว้ เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์. จากนั้นมาตุลี ก็พาพระราชา ไปทอดพระเนตร ขุมนรกต่างๆ ที่มีบรรดาสัตว์นรก ถูกจองจำและลงโทษอยู่ ด้วยความทรมาน แสนสาหัส น่าทุเรศ เวทนาต่าง ๆ เป็นที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง. พระราชา ตรัสถามถึงโทษ ของสัตว์นรกแต่ละประเภท. มาตุลีก็ตอบโดยละเอียด เช่น ผู้ที่เคยทรมาน ไล่จับไล่ยิงนก ขว้างนก, จะถูกนายนิรยบาล เอาเหล็กรัดคอ กดหัว แล้วดึงเหล็กนั้นจนคอขาด. ผู้ที่เคยเป็นพ่อค้าแม่ค้า แล้วไม่ซื่อต่อคนซื้อ เอาของเลว มาหลอกว่าเป็นของดี หรือเอาของเลวมาปนของดี ก็จะถูกลงโทษ ให้เกิดความกระหายน้ำ, ครั้นเมื่อไปถึงน้ำ น้ำนั้นก็กลายเป็นแกลบเพลิง ลุกเป็นไฟ ก็จำต้องกินแกลบนั้นต่างน้ำ, เมื่อกินเข้าไป แกลบน้ำก็แผดเผาร่างกาย ได้รับทุกขเวทนาสาหัส. ผู้ที่เคยทำความเดือดร้อน ให้มิตรสหายอยู่เป็นนิตย์ รบกวน เบียดเบียน มิตรสหาย ด้วยประการต่าง ๆ เมื่อ ตายไปเกิดในขุมนรก ก็จะรู้สึกหิวกระหาย ปรารถนาจะกินอาหาร แต่อาหารที่ได้พบ ก็คืออุจจาระปัสสาวะ, สัตว์นรกเหล่านี้ จำต้องดื่มกินต่างอาหาร. ผู้ที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าผู้มีพระคุณ ฆ่าผู้มีศีลธรรม จะถูกไฟนรก แผดเผาให้กระหาย ต้องดื่มเลือด ดื่มหนอง แทนอาหาร ความทุกข์ทรมานอันสาหัส ในขุมนรกต่าง ๆ มีอยู่มากมาย เป็นที่น่าทุเรศเวทนา ทำให้พระราชา รู้สึกสยดสยอง ต่อผลแห่งกรรมชั่วร้าย ของมนุษย์ ใจบาปหยาบช้า ทั้งหลายยิ่งนัก.
 
     พระราชา ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้ว ของนางเทพธิดาวารุณี ประดับด้วยแก้วแพรวพราย มีสระน้ำ มีสวนอันงดงาม ด้วยดอกไม้นานาพรรณ จึงตรัสถามมาตุลีว่า "นางเทพธิดาวารุณี ประกอบกรรมดีอย่างใดไว้ จึงได้มีวิมาน ที่งดงามวิจิตรเช่นนี้." มาตุลีตอบว่า "นางเทพธิดาองค์นี้ เมื่อเป็นมนุษย์ เป็นสาวใช้ของพราหมณ์ มีหน้าที่จัดอาสนะ สำหรับภิกษุ และจัดสลากภัต ถวายภิกษุอยู่เนือง ๆ. นางบริจาคทาน และรักษาศีลตลอดเวลา ผลแห่งกรรมดีของนาง จึงได้บังเกิดวิมานแก้วงามเรืองรอง. พระราชาเสด็จผ่านวิมานต่าง ๆ อันงดงามโอฬาร และได้ตรัสถามเทวสารถี ถึงผลบุญที่เหล่าเทพบุตรเทพธิดา เจ้าของวิมานเหล่านั้น ได้เคยประกอบไว้ เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์. มาตุลี ก็ทูลให้ทราบโดยละเอียด. ความงามและความรื่นรมย์ ในเทวโลก เป็นที่จับตาจับใจ ของพระราชาเนมิราชยิ่งนัก.
 
     ในที่สุด มาตุลี ก็นำเสด็จพระราชา ไปถึงวิมาน ที่ประทับของพระอินทร์. เหล่าเทพยดาทั้งหลาย มีความ โสมนัสยินดี ที่ได้พบพระราชา ผู้เคยทรงมีพระคุณ ต่อเทพยดาเหล่านั้น ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ อยู่ในมนุษยโลก. เหล่าเทพได้ทูลเชิญ ให้พระราชาประทับอยู่ ในวิมานของตน เพื่อเสวยทิพย์สมบัติ อันรื่นรมย์ในดาวดึงส์. พระราชาตรัสตอบว่า "สิ่งที่ได้มาเพราะผู้อื่น ไม่เป็นสิทธิขาดแก่ตน หม่อมฉันปรารถนา จะประกอบกรรมดี เพื่อให้ได้รับผลบุญ ตามสิทธิอันควรแก่ตนเอง หม่อมฉันจะตั้งหน้าบริจาคทาน รักษาศีล สำรวมกาย วาจา ใจ เพื่อให้ได้รับผลแห่งกรรมดี เป็นสิทธิของหม่อมฉันโดยแท้จริง." พระราชาประทับอยู่ ในดาวดึงส์ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วจึงเสด็จกลับเมืองมิถิลา ได้ตรัสเล่าสิ่งที่ได้พบเห็นมา แก่ปวงราษฎร ทั้งสิ่งที่ได้เห็นในนรก และสวรรค์ แล้วตรัสชักชวน ให้ประชาชนทั้งหลาย ตั้งใจมั่น ประกอบกรรมดี บริจาคทาน รักษาศีล เพื่อให้ได้ไปเกิด ในเทวโลก ได้รับความสุขสบาย รื่นรมย์ในทิพยวิมาน. พระราชาเนมิราช ทรงครองแผ่นดินสืบต่อมา ด้วยความเป็นธรรม ทรงตั้งพระทัยรักษาศีล และบริจาคทาน โดยสม่ำเสมอมิได้ขาด. วันหนึ่ง เมื่อทอดพระเนตร เห็นเส้นพระเกศาหงอกขาว ก็สลดพระทัยในสังขาร ทรงดำริที่จะออกบวช เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ จึงตรัสเรียกพระโอรสมาเฝ้า และทรงมอบราชสมบัติ แก่พระราชโอรส. หลังจากนั้น พระราชาเนมิราช ก็ออกผนวช เจริญพรหมวิหาร ได้สำเร็จบรรลุธรรม ครั้นเมื่อสวรรคต ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ อันรื่นรมย์. กุศลกรรม ที่พระราชาทรงประกอบ อันส่งผลให้พระองค์ ได้ไปสู่เทวโลกนั้น คือ การพิจารณาเห็นโทษ ของความชั่ว และความสยดสยอง ต่อผลแห่งกรรมชั่วนั้น และอานิสงส์ของกรรมดี ที่ส่งผลให้บุคคลได้เสวยสุข ในทิพยสมบัติ อานิสงส์อันประเสริฐที่สุด คือ อานิสงส์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ คือการบวชเมื่อถึงกาลอันสมควร.
 
คติธรรม : บำเพ็ญอธิษฐานบารมี
การหมั่นรักษาความดี ประพฤติชอบโดยตั้งใจ โดยมุ่งมั่น หากทำความดีแล้ว ย่อมได้ดี ประพฤติชั่ว ย่อมได้ผลชั่วตอบแทน นี้เป็นเรื่องที่สมควรยึดมั่นโดยแท้
 
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.