(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
 
(๓) พระสุวรรณสามชาดก.
 
     ครั้งหนึ่ง มีสหายสองคน รักใคร่กันมาก ต่างก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ. ทั้งสองคนตั้งใจว่า "ถ้าฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย ก็จะให้แต่งงาน เพื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะได้ ผูกพันใกล้ชิดกัน ไม่มีเสื่อมคลาย." อยู่ต่อมา ฝ่ายหนึ่งก็มีลูกชายชื่อว่า ทุกูลกุมาร อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว ชื่อว่า ปาริกากุมารี. เด็กทั้งสองมีรูปร่าง หน้าตางดงาม สติปัญญาฉลาดเฉลียว และมีจิตใจมั่นอยู่ในศีล เมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่ของทั้งสอง ก็ตกลงจะทำตาม ที่เคยตั้งใจไว้ คือ ให้ลูกของทั้งสองบ้าน ได้แต่งงานกัน. แต่ทั้งทุกูลกุมาร และปาริกากุมารี ต่างบอกกับพ่อแม่ของตนว่า ไม่ต้องการแต่งงานกัน แม้จะรู้ดีว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นคนดี รูปร่างหน้าตางดงาม และเป็นเพื่อนสนิทมา ตั้งแต่เด็กก็ตาม. ในที่สุดพ่อแม่ของทั้งสอง ก็จัดการแต่งงานให้จนได้. แต่แม้ว่าทุกูล และปาริกาจะแต่งงานกันแล้ว ต่างยังคงประพฤติปฏิบัติ เสมือนเป็นเพื่อนกันตลอดมา ไม่เคยประพฤติต่อกัน ฉันสามีภรรยา. ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนมีความปรารถนาตรงกัน คือ ประสงค์จะออกบวช ไม่อยากดำเนินชีวิต อย่างชาวบ้านธรรมดา ซึ่งจะต้องพัวพันอยู่ กับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเป็นอาหารบ้าง เพื่อป้องกันตัวเองบ้าง. เมื่อได้อ้อนวอนพ่อแม่ทั้งสองบ้าน อยู่เป็นเวลานาน ในที่สุด ทั้งสองก็ได้รับคำอนุญาต ให้บวชได้ จึงพากันเดินทางไปสู่ป่าใหญ่ และอธิษฐานออกบวช นุ่งห่มผ้าย้อมเปลือกไม้ และไว้มวยผมอย่างดาบส บำเพ็ญธรรมอยู่ ณ ศาลาในป่านั้น.
 
     ด้วยความเมตตา อันมั่นคง ของทั้งสองคน บรรดาสิงสาราสัตว์ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็มีเมตตาจิตต่อกัน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน ต่างหากิน อยู่ด้วยความสุขสำราญ. ต่อมาวันหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นอันตราย ซึ่งจะบังเกิดแก่ ทุกูลดาบส และปาริกาดาบสินี จึงตรัสบอกแก่ดาบสว่า "ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า อันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่าน ขอให้ท่านจงมีบุตร เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือปรนนิบัติ ในยามยากลำบากเถิด." ทุกูลดาบสจึงถามว่า "อาตมาบำเพ็ญพรต เพื่อความพ้นทุกข์ อาตมาจะมีบุตรได้อย่างไร อาตมาไม่ต้องการ ดำเนินชีวิตอย่างชาวโลก ที่จะทำให้ต้องวนเวียนอยู่ ในความทุกข์อีก." พระอินทร์ตรัสว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องประพฤติ ปฏิบัติอย่างชาวโลก แต่ท่านจำเป็นต้องมีบุตร ไว้ช่วยเหลือปรนนิบัติ ขอให้เชื่อข้าพเจ้าเถิด ท่านเพียงแต่เอามือลูบท้อง นางปาริกาดาบสินี นางก็จะตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์นาง จะได้เป็นผู้ดูแลท่านทั้งสองต่อไป." เมื่อพระอินทร์ตรัสบอกดังนั้น ทุกูลดาบสจึงทำตาม. ต่อมานางปาริกาก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบกำหนด ก็คลอดบุตร มีผิวพรรณงดงาม ราวทองคำบริสุทธิ์ จึงได้ชื่อว่า "สุวรรณสาม." ปาริกาดาบสสินี เลี้ยงดูสุวรรณสามจนเติบใหญ่ อยู่ในป่านั้น มีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิด แวดล้อมเป็นเพื่อนเล่น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่. สุวรรณสาม หมั่นสังเกตุจดจำ สิ่งที่พ่อและแม่ได้ปฏิบัติ เช่น การไปตักน้ำ ไปหาผลไม้เป็นอาหาร เส้นทางที่ไปหาน้ำและอาหาร. สุวรรณสามพยายามช่วยเหลือ พ่อและแม่ กระทำกิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พ่อแม่ ได้มีเวลาบำเพ็ญธรรม ตามที่ประสงค์. วันหนึ่ง เมื่อทุกูลดาบส และนางปาริกา ออกไปหาผลไม้ในป่า เผอิญฝนตกหนัก ทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ ที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้จอมปลวก โดยไม่รู้ว่า ที่จอมปลวกนั้น มีงูพิษอาศัยอยู่. น้ำฝนที่ชุ่มเสื้อฝ้า และมุ่นผมของทั้งสอง ไหลหยดลงไปในรูงู. งูตกใจจึงพ่นพิษออกมาป้องกันตัว. พิษร้ายของงู เข้าตาทั้งสองคน ความร้ายกาจของพิษ ทำให้ดวงตาบอด มืดมิดไปทันที. ทุกูลดาบส และนางปาริกาดาบสินี จึงไม่สามารถ จะกลับไปถึงศาลาที่พักได้ เพราะมองไม่เห็นทาง ต้องวนเวียน คลำทางอยู่แถวนั้นเอง. คนทั้งสองต้องเสียดวงตา เพราะกรรมในชาติก่อน เมื่อครั้งที่ ทุกูลดาบส เกิดเป็นหมอรักษาตา ปาริกาเกิดเป็นภรรยา ของหมอนั้น วันหนึ่ง หมอได้รักษาตาของเศรษฐีคนหนึ่ง จนหายขาดแล้ว แต่เศรษฐีไม่ยอมจ่ายค่ารักษา. ภรรยาจึงบอกกับสามีว่า "พี่จงทำยาขึ้นอย่างหนึ่ง ให้มีฤทธิ์แรง แล้วเอาไปให้เศรษฐีผู้นั้น บอกว่าตายังไม่หายสนิท ขอให้ใช้ยานี้ป้ายอีก" หมอตาทำตาม ที่ภรรยาบอก.
 
     ฝ่ายเศรษฐี เชื่อในสรรพคุณยาของหมอ ก็ทำตาม. ตาของเศรษฐี ก็กลับบอดสนิทในไม่ช้า. ด้วย บาปที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่งผลให้ทั้งสองคน ต้องตาบอดไปในชาตินี้. ฝ่ายสุวรรณสาม คอยพ่อแม่อยู่ที่ศาลา ไม่เห็นกลับมาตามเวลา จึงออกเดินตามหา ในที่สุดก็พบพ่อแม่ วนเวียนอยู่ข้างจอมปลวก เพราะนัยน์ตาบอด หาทางกลับไม่ได้. สุวรรณสาม จึงถามว่า "เกิดอะไรขึ้น." เมื่อพ่อแม่เล่าให้ฟัง สุวรรณสามก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะ พ่อแม่จึงถามว่า "เหตุใดจึงร้องไห้แล้ว ก็หัวเราะเช่นนั้น." สุวรรณสามตอบว่า "ลูกร้องไห้ เพราะเสียใจ ที่พ่อแม่นัยน์ตาบอด แต่หัวเราะเพราะลูกดีใจ ที่ลูกจะได้ปรนนิบัติดูแล ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ที่เลี้ยงดูลูกมา พ่อแม่อย่าเป็นทุกข์ไปเลย ลูกจะปรนนิบัติ ไม่ให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อน แต่อย่างใด" จากนั้น สุวรรณสาม ก็พาพ่อแม่กลับไปยังศาลาที่พัก จัดหาเชือกมาผูกโยงไว้โดยรอบ สำหรับพ่อแม่จะได้ใช้จับเป็นราว เดินไปทำอะไร ๆ ได้สะดวก ในบริเวณศาลานั้น. ทุก ๆ วัน สุวรรณสามจะไปตักน้ำมา สำหรับพ่อแม่ได้ดื่มได้ใช้ และไปหาผลไม้ในป่ามา เป็นอาหารของพ่อแม่และตนเอง. เวลาที่สุวรรณสาม ออกป่าหาผลไม้ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะพากันมาแวดล้อม ด้วยความไว้วางใจ เพราะสุวรรณสาม เป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่เคยทำอันตรายแก่ฝูงสัตว์ สุวรรณสาม จึงมีเพื่อนแวดล้อม เป็นบรรดาสัตว์นานาชนิด. พ่อแม่ลูกทั้งสาม จึงมีแต่ความสุขสงบ ปราศจากความทุกข์ร้อน วุ่นวายทั้งปวง.
 
     อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งเมืองพาราณสี พระนามว่า "กบิลยักขราช" เป็นผู้ชอบออกป่าล่าสัตว์ พระองค์เสด็จออกล่าสัตว์ มาจนถึงท่าน้ำที่ สุวรรณสามมาตักน้ำไปให้พ่อแม่. พระราชา สังเกตเห็นรอยเท้า สัตว์ชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุ่มคอยจะยิงสัตว์ ที่ผ่านมากินน้ำ. ขณะนั้น สุวรรณสาม นำหม้อน้ำมาตักน้ำไปใช้ ที่ศาลาดังเช่นเคย มีฝูงสัตว์เดินตามมา ด้วยมากมาย. พระราชาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงแปลกพระทัยว่า สุวรรณสามเป็นมนุษย์ หรือเทวดา เหตุใดจึงเดินมากับฝูงสัตว์ ครั้นจะเข้าไปถามก็เกรงว่า สุวรรณสาม จะตกใจหนีไป ก็จะไม่ได้ตัว จึงคิดจะยิงด้วยธนู ให้หมดกำลังก่อนแล้ว ค่อยจับตัวไว้ซักถาม. เมื่อสุวรรณสาม ลงไปตักน้ำแล้ว กำลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราช ก็เล็งยิงด้วยธนูอาบยา ถูกสุวรรณสาม ที่สำตัวทะลุจากขวาไปซ้าย สุวรรณสาม ล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ถึงตาย จึงเอ่ยขึ้นว่า "เนื้อของเรากินไม่ได้ หนังของเรา เอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ จะยิงเราทำไม. คนที่ยิงเราเป็นใคร ยิงแล้วจะซ่อนตัวอยู่ทำไม." กบิลยักขราช ได้ยินวาจาอ่อนหวานเช่นนั้น ก็ยิ่งแปลกพระทัย ทรงคิดว่า "หนุ่มน้อยนี้เป็นใครหนอ ถูกเรายิงล้มลงแล้ว ยังไม่โกรธเคือง กลับใช้ถ้อยคำอันอ่อนหวาน แทนที่จะด่าว่า ด้วยความโกรธแค้น เราจะต้องแสดงตัวให้เขาเห็น" คิดดังนั้นแล้ว พระราชาจึงออกจากที่ซุ่ม ไปประทับอยู่ข้าง ๆ สุวรรณสาม พลางตรัสว่า "เราชื่อกบิลยักขราช เป็นพระราชา แห่งแมืองพาราณสี เจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรอยู่ในป่านี้." สุวรรณสามตอบไป ตามความจริงว่า "ข้าพเจ้าเป็นบุตรดาบส ชื่อว่า สุวรรณสาม พระองค์ยิงข้าพเจ้า ด้วยธนูพิษ ได้รับความเจ็บปวดสาหัส พระองค์ประสงค์อะไร จึงยิงข้าพเจ้า." พระราชาไม่กล้าตอบความจริง จึงแสร้งตรัสเท็จว่า "เราตั้งใจจะยิงเนื้อเป็นอาหาร แต่พอเจ้ามา เนื้อก็เตลิดหนีไปหมด เราโกรธจึงยิงเจ้า." สุวรรณสามแย้งว่า "เหตุใดพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายในป่านี้ ไม่เคยกลัวข้าพเจ้า ไม่เคยเตลิดหนีข้าพเจ้าเลย สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนของข้าพเจ้า." พระราชาทรงละอายพระทัย ที่ตรัสความเท็จ แก่สุวรรณสาม ผู้ถูกยิง โดยปราศจากความผิด จึงตรัสตามความจริงว่า "เป็นความจริงตามที่เจ้าว่า สัตว์ทั้งหลายมิได้กลัวภัย จากเจ้าเลย เรายิงเจ้า ก็เพราะความโง่เขลา ของเราเอง. เจ้าอยู่กับใครในป่านี้ ออกตักน้ำไปให้ใคร." สุวรรณสาม บ้วนโลหิตออกจากปาก ตอบพระราชาว่า "ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตาบอดทั้งสองคน อยู่ในศาลาในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติพ่อแม่ ดูแลหาน้ำและอาหาร สำหรับท่านทั้งสอง เมื่อข้าพเจ้ามาถูกยิงเช่นนี้ พ่อแม่ก็จะไม่มีใคร ดูแลปรนนิบัติอีกต่อไป. อาหารที่ศาลายังพอสำหรับ ๖ วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่ของข้าพเจ้า จะต้องอดน้ำและอาหาร เมื่อปราศจากข้าพเจ้า โอพระราชา ความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่เกิดจากถูกยิง ด้วยธนูของท่านนั้น ยังไม่เท่าความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่เป็นห่วงพ่อแม่ของข้าพเจ้า จะต้องได้รับ ความเดือดร้อน เพราะขาดข้าพเจ้าผู้ปรนนิบัติ ต่อไปนี้ พ่อแม่คงไม่ได้เห็น หน้าข้าพเจ้าอีกแล้ว" สุวรรณสาม รำพันแล้วร้องไห้ ด้วย ความทุกข์ใจอย่างยิ่ง. พระราชาทรงได้ยินดังนั้น ก็เสียพระทัยยิ่งนักว่า ได้ทำร้ายสุวรรณสาม ผู้มีความกตัญญูสูงสุด ผู้ไม่เคยทำอันตรายต่อสิ่งใดเลย จึงตรัสกับสุวรรณสามว่า "ท่านอย่ากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ของท่าน ให้เหมือนกับที่ท่านได้เคยทำมา จงบอกเราเถิดว่า พ่อแม่ของท่านอยู่ที่ไหน." สุวรรณสามได้ยินพระราชา ตรัสให้สัญญาก็ดีใจ กราบทูลว่า "พ่อแม่ของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกล จากที่นี่มากนัก ขอเชิญเสด็จไปเถิด." พระราชาตรัสถามว่า "สุวรรณสาม จะสั่งความไปถึงพ่อแม่บ้างหรือไม่." สุวรรณสามจึงขอให้พระราชา บอกพ่อแม่ว่า ตนฝากกราบไหว้ลาพ่อแม่ มากับพระราชา เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแล้ว ก็สลบไปด้วยธนูพิษ ลมหายใจหยุด มือเท้าและร่างกายแข็งเกร็ง ด้วยพิษยา.
 
     พระราชา ทรงเศร้าเสียพระทัยยิ่งนัก รำลึกถึงกรรมอันหนัก ที่ได้ก่อขึ้นในครั้งนี้ แล้วก็ทรงระลึกได้ว่า ทางเดียวที่จะช่วยผ่อนบาปอันหนัก ของพระองค์ได้ก็คือ ปฏิบัติตามวาจา ที่สัญญาไว้กับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติ ดูแลพ่อแม่สุวรรณสาม เหมือนที่สุวรรณสาม ได้เคยกระทำมา พระราชากบิลยักขราช จึงนำหม้อน้ำ ที่สุวรรณสามตักไว้นั้น ออกเดินทางไปศาลา ที่สุวรรณสามบอกไว้ ครั้นไปถึง ทุกูลดาบสได้ยินเสียง ฝีเท้าพระราชา ก็ร้องถามขึ้นว่า "นั่นใครขึ้นมา ไม่ใช่สุวรรณสาม ลูกเราแน่ ลูกเราเดินฝีเท้าเบา ไม่ก้าวหนักอย่างนี้." พระราชา ไม่กล้าบอกไปในทันทีว่า "พระองค์ยิงสุวรรณสามตายแล้ว" จึงบอกแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี มาเที่ยวยิงเนื้อในป่านี้." ดาบสจึงเชิญ ให้พระราชาเสวยผลไม้และเล่าว่า "บุตรชายชื่อสุวรรณสาม เป็นผู้ดูแลจัดหาอาหารไว้ให้ ขณะนี้สุวรรณสาม ออกไปตักน้ำ อีกสักครู่ก็คงจะกลับมา." พระราชาจึงตรัส ด้วยความเศร้าเสียพระทัยว่า "สุวรรณสามไม่กลับมาแล้ว บัดนี้สุวรรณสาม ถูกธนูของข้าพเจ้า ถึงแก่ความตายแล้ว." ดาบสทั้งสอง ได้ยินดังนั้น ก็เสียใจยิ่งนัก นางปาริกาดาบสินีนั้น แต่แรกโกรธแค้น ที่พระราชายิงสุวรรณสามตาย แต่ทุกูลดาบส ได้ปลอบประโลมว่า "จงนึกว่าเป็นเวรกรรม ของสุวรรณสาม และของเราทั้งสองเถิด จงสำรวมจิต อย่าโกรธเคืองเลย พระราชาก็ได้ยอมรับผิดแล้ว." พระราชาตรัสปลอบว่า "ท่านทั้งสอง อย่ากังวลไปเลย ข้าพเจ้าได้สัญญา กับสุวรรณสามแล้วว่า "จะปรนนิบัติท่านทั้งสอง ให้เหมือนกับที่สุวรรณสามเคยทำมา ทุกประการ." ดาบสทั้งสอง อ้อนวอนพระราชาให้พาไป ที่สุวรรณสามนอนตายอยู่ เพื่อจะได้สัมผัสลูบคลำลูก เป็นครั้งสุดท้าย. พระราชาก็ทรงพาไป ครั้นถึงที่สุวรรณสามนอนอยู่ ปาริกาดาบสินี ก็ช้อนเข่าลูกขึ้นวางบนตัก ทุกูลดาบส ก็ช้อนศีรษะสุวรรณสาม ประคองไว้บนตัก ต่างพากันรำพันถึงสุวรรณสาม ด้วยความโศกเศร้า บังเอิญปาริกา ดาบสินีลูบคลำ บริเวณหน้าอกสุวรรณสาม รู้สึกว่ายังอบอุ่นอยู่ จึงคิดว่าลูกอาจจะเพียงแต่สลบไป ไม่ถึงตาย นางจึงตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "สุวรรณสามลูกเรา เป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวที ต่อพ่อแม่อย่างยิ่ง เรารักสุวรรณสาม ยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอให้พิษธนู จงคลายไปเถิด ด้วยบุญกุศลที่สุวรรณสาม ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดมา ขออานุภาพแห่งบุญ จงดลบันดาลให้สุวรรณสาม ฟื้นขึ้นมาเถิด" เมื่อนางต้งสัตยาธิษฐานจบ. สุวรรณสาม ก็พลิกกายไปข้างหนึ่ง แต่ยังนอนอยู่. ทุกูลดาบส จึงตั้งสัตยาธิษฐาน เช่นเดียวกัน สุวรรณสาม ก็พลิกกายกลับไปอีกข้างหนึ่ง.
 
     ฝ่ายนางเทพธิดาวสุนธรี ผู้ดูแลรักษาอยู่ ณ บริเวณเขาคันธมาทน์ ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เราทำหน้าที่ รักษาเขาคันธมาทน์ มาเป็นเวลานาน เรารักสุวรรณสาม ผู้มีเมตตาจิต และมีความกตัญญูยิ่งกว่าใคร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้พิษ จงจางหายไปเถิด." ทันใดนั้น สุวรรณสาม ก็พลิกกายฟื้นตื่นขึ้น หายจากพิษธนูโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้น ดวงตาของพ่อและแม่ ของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม. พระราชาทรงพิศวงยิ่งนัก จึงตรัสถามว่า "สุวรรณสาม ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร. สุวรรณสาม ตอบพระราชาว่า "บุคคลใดเลี้ยงดูปรนนิบัติบิดามารดา ด้วยความรักใคร่เอาใจใส่. เทวดาและมนุษย์ ย่อมช่วยคุ้มครองบุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญ แม้เมื่อตายไปแล้ว บุคคลนั้นก็จะได้ไปบังเกิดในสวรรค์ เสวยผลบุญ แห่งความกตัญญูกตเวทีของตน." พระราชากบิลยักขราช ได้ยินดังนั้น ก็ชื่นชมโสมนัส ตรัสกับสุวรรณสามว่า "ท่านทำให้จิตใจ และดวงตาของข้าพเจ้าสว่างไสว ข้าพเจ้ามองเห็นธรรม ต่อนี้ไปข้าพเจ้าจะรักษาศีล จะบำเพ็ญกุศลกิจ จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์อีกแล้ว" ตรัสปฏิญญาณแล้ว พระราชาก็ทรงขอขมาโทษ ที่ได้กระทำ ให้สุวรรณสามเดือดร้อน แล้วพระองค์ ก็เสด็จกลับพาราณสี ทรงปฏิบัติตาม ที่ได้ตรัสไว้ทุกประการ จนตลอดพระชนม์ชีพ. ฝ่ายสุวรรณสาม ก็เลี้ยงดูปรนนิบัติพ่อแม่ บำเพ็ญเพียรใน ทางธรรม เมื่อสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก ร่วมกับพ่อแม่ ด้วยกุศลกรรม ที่กระทำมาคือ ความเมตตากรุณา ต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย และความกตัญญูกตเวที ต่อบิดามารดา อันเป็นกุศลกรรมสูงสุด ที่บุตรพึงกระทำต่อบิดามารดา.
 
คติธรรม : บำเพ็ญเมตตาบารมี
ว่าด้วยเรื่องของความมีเมตตาจิต ซึ่งจะทำให้ชีวิตสุขสงบได้โดยไร้ภยันอันตรายใดๆ ธรรมนั้นคือเกราะแก้วมิให้ถูกผู้ใดทำร้ายได้เป็นแน่แท้
 
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.