(๓) พระสุวรรณสาม (๘) พระนารทดาบส
 
 
(๒) พระมหาชนกชาดก.
 

     ณ เมืองมิถิลา แห่งรัฐวิเทหะ พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาชนก ทรงมีพระโอรสสององค์ คือ เจ้าอริฏฐชนก และเจ้าโปลชนก. เจ้าอริฏฐชนก ทรงเป็นอุปราช ส่วนเจ้าโปลชนก ทรงเป็นเสนาบดี. เมื่อพระราชบิดาสวรรคต เจ้าอริฏฐชนกผู้เป็นอุปราช ก็ได้ครองบ้านเมืองต่อมา. เจ้าโปลชนก ทรงเป็นอุปราช ทรงเอาใจใส่ดูแลบ้านเมือง ช่วยเหลือพระเชษฐาอย่างดียิ่ง. มีอำมาตย์คนหนึ่ง ไม่พอใจพระเจ้าโปลชนก จึงหาอุบายให้พระราชาอริฏฐชนก ระแวงพระอนุชา โดยทูลพระราชาว่า "เจ้าโปลชนกคิดขบถ จะปลงพระชนม์พระราชา." พระราชาทรงเชื่อคำอำมาตย์ จึงให้จับเจ้าโปลชนกไปขังไว้. เจ้าโปลชนก เสด็จหนี ไปจากที่คุมขัง ได้หลบไปอยู่ที่ชายแดนเมืองมิถิลา. เจ้าโปลชนกทรงคิดว่า "เมื่อครั้งที่ยังเป็นอุปราชนั้น มิได้เคยคิดร้าย ต่อพระราชาผู้เป็นพี่เลย แต่ก็ยังถูกระแวงจนต้องหนีมา ถ้าพระราชาทรงรู้ว่า อยู่ที่ไหน ก็คงให้ทหารมาจับไปอีกจนได้ บัดนี้ผู้คนมากมาย ที่ชายแดนที่เห็นใจ และพร้อมที่จะเข้าเป็นพวกด้วย ควรที่จะรวบรวมผู้คน ไปโจมตีเมืองมิถิลาเสียก่อน จึงจะดีกว่า" เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เจ้าโปลชนก ก็พาสมัครพรรคพวก ยกเป็นกองทัพ ไปล้อมเมืองมิถิลา. บรรดาทหารแห่งเมืองมิถิลา พากันเข้ากับเจ้าโปลชนก อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเห็นว่า เจ้าโปลชนกเป็นผู้ซื่อสัตย์ และมีความสามารถ แต่กลับถูกพระราชา ระแวง และจับไปขังไว้ โดยไม่ยุติธรรม.

 
     ครั้นเมื่อ เจ้าโปลชนก มีผู้คนไพร่พลเข้าสมทบด้วย เป็นจำนวนมากมายเช่นนี้ พระเจ้าอริฏฐชนก ทรงเห็นว่า ไม่มีทางจะเอาชนะได้ จึงตรัสสั่งพระมเหสี ซึ่งกำลังทรงครรภ์แก่ ให้ทรงหลบหนีเอาตัวรอด ส่วนพระองค์เอง ทรงออกทำสงคราม และสิ้นพระชนม์ในสนามรบ. เจ้าโปลชนก จึงทรงได้เป็นกษัตริย์ ครองเมืองมิถิลาสืบต่อมา. ฝ่ายพระมเหสี ของพระเจ้าอริฏฐชนก เสด็จหนีออกจากเมืองมา ตั้งพระทัยจะเสด็จไปอยู่ เมืองกาลจัมปากะ แต่กำลังทรงครรภ์แก่ เดินทางไม่ไหว. ด้วยเดชานุภาพ แห่งพระโพธิสัตว์ ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ พระอินทร์จึงเสด็จมาช่วย ทรงแปลงกายเป็นชายชรา ขับเกวียนมาที่ศาลาที่พระนางพักอยู่ และถามขึ้นว่า  "มีใครจะไปเมืองกาลจัมปากะบ้าง." พระนางดีพระทัย รีบตอบว่า "ลุงจ๋า ฉันจะไปจ๊ะ." พระอินทร์แปลง จึงรับพระนางขึ้นเกวียน พาเดินทางไปเมืองกาลจัมปากะ ด้วยอานุภาพเทวดา แม้ระยะทางไกลถึง 60 โยชน์ เกวียนนั้นก็เดินทางไป ถึงเมืองในชั่ววันเดียว. พระมเหสีเสด็จไปนั่งพักอยู่ ในศาลาแห่งหนึ่งในเมืองนั้น บังเอิญมีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง เดินผ่านมา เห็นพระนางเข้า ก็เกิดความเอ็นดูสงสาร จึงเข้าไปไต่ถาม. พระนางก็ตอบว่า หนีมาจากเมืองมิถิลา และไม่มีญาติพี่น้อง อยู่ที่เมืองนี้เลย. พราหมาณ์ทิศาปาโมกข์ จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย ที่บ้านของตน อุปการะเลี้ยงดูพระนาง เหมือนเป็นน้องสาว. ไม่นานนัก พระนางก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้งพระนามว่า มหาชนกกุมาร ซึ่งเป็นพระนาม ของพระอัยกาของพระกุมาร. มหาชนกกุมาร ทรงเติบโตขึ้นในเมืองกาลจัมปากะ มีเพื่อนเล่นเด็ก ๆ วัยเดียวกันเป็นจำนวนมาก. วันหนึ่ง มหาชนกกุมาร โกรธกับเพื่อนเล่น จึงลากเด็กคนนั้นไป ด้วยกำลังมหาศาล เด็กก็ร้องไห้บอกกับคนอื่น ๆ ว่า "ลูกหญิงม่ายรังแกเอา." มหาชนกกุมารได้ยิน ก็แปลกพระทัย จึงไปถามพระมารดาว่า "ทำไมเพื่อน ๆ พูด ว่า "ลูกเป็นลูกแม่ม่าย พ่อของลูกไปไหน." พระมารดาตอบว่า "ก็ท่านพราหมณ์ทิศาปาโมกข์นั่นแหล่ะ เป็นพ่อของลูก." เมื่อมหาชนกกุมาร ไปบอกเพื่อนเล่นทั้งหลาย. เด็กเหล่านั้น ก็หัวเราะเยาะบอกว่า "ไม่จริง ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่ใช่พ่อของเจ้า." มหาชนกก็กลับมา ทูลพระมารดา อ้อนวอนให้บอกความจริง พระมารดาขัดไม่ได้ จึงตรัสเล่าเรื่องทั้งหมด ให้พระโอรสทรงทราบ. เมื่อพระกุมารทราบว่า พระองค์ทรงมีความเป็นมาอย่างไร ก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะร่ำเรียนวิชาการ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ จะได้เสด็จไปเอาราชสมบัติ เมืองมิถิลาคืนมา.
 
     ครั้นมหาชนกกุมาร ร่ำเรียนวิชา ในสำนักพราหมณ์ จนเติบใหญ่ พระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา จึงทูลพระมารดาว่า "หม่อมฉันจะเดินทางไปค้าขาย เมื่อมีทรัพย์สินมากพอแล้ว จะได้คิดอ่านเอาบ้านเมืองคืนมา." พระมารดาทรงนำเอาทรัพย์สิน มีค่ามาจากมิถิลา ๓ สิ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร อันมีราคามหาศาล จึงประทานแก้วนั้น ให้พระมหาชนก เพื่อนำไปซื้อสินค้า. พระมหาชนก ทรงจัดซื้อสินค้า บรรทุกลงเรือร่วมไปกับ พ่อค้าชาวสุวรรณภูมิ. ในระหว่างทาง เกิดพายุใหญ่โหมกระหน่ำ คลื่นซัดจนเรือจวนจะแตก. บรรดาพ่อค้าและลูกเรือ พากันตระหนกตกใจ บวงสรวงอ้อนวอนเทพยดา ขอให้รอดชีวิต. ฝ่ายมหาชนกกุมาร เมื่อทรงทราบว่า เรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจนอิ่มหนำ ทรงนำผ้ามาชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้น อย่างแน่นหนา. ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้ากลาสีเรือทั้งปวงก็จมน้ำ กลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำไปหมด. แต่พระมหาชนก ทรงมีกำลังจากอาหารที่เสวย มีผ้าชุบน้ำมันช่วยไล่สัตว์น้ำ และช่วยให้ลอยตัวอยู่ในน้ำได้ดี จึงทรงแหวกว่าย อยู่ในทะเลได้นานถึง ๗ วัน. ฝ่ายนางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่เช่นนั้น จึงลองพระทัย พระมหาชนกว่า "ใครหนอ ว่ายน้ำอยู่ได้ถึง ๗ วัน ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง จะทนว่ายไปทำไมกัน." พระมหาชนก ทรงตอบว่า "ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะว่ายไป จนกว่าจะถึงฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง." นางมณีเมขลากล่าวว่า "มหาสมุทรนี้ กว้างใหญ่นัก ท่านจะพยายามว่ายสักเท่าไร ก็คงไม่ถึงฝั่ง ท่านคงจะตายเสียก่อนเป็นแน่." พระมหาชนกตรัสตอบว่า "คนที่ทำความเพียรนั้น แม้จะต้องตายไป ในขณะกำลังทำความเพียรพยายามอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใด มาตำหนิติเตียนได้ เพราะได้ทำหน้าที่ เต็มกำลังแล้ว. " นางมณีเมขลา ถามต่อว่า "การทำความพยายาม โดยมองไม่เห็นทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำบาก อาจถึงตายได้ จะต้องเพียรพยายามไปทำไมกัน." พระมหาชนกตรัสตอบว่า "แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังกระทำนั้น อาจไม่สำเร็จก็ตาม ถ้าไม่เพียรพยายาม แต่กลับหมดมานะเสีย แต่ต้นมือ ย่อมได้รับผลร้าย ของความเกียจคร้านอย่างแน่นอน ย่อมไม่มีวันบรรลุ ถึงเป้าหมายที่ต้องการ บุคคลควรตั้งความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม เพราะเรามีความพยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลนี้ เมื่อคนอื่นได้ตายกันไปหมดแล้ว เราจะพยายามสุดกำลัง เพื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้." นางมณีเมขลา ได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยสรรเสริญความเพียร ของมหาชนกกุมาร และช่วยอุ้มพามหาชนกกุมาร ไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา วางพระองค์ไว้ที่ศาลา ในสวนแห่งหนึ่ง ในเมืองมิถิลา.
 
     พระราชาโปลชนก ไม่มีพระโอรส ทรงมีแต่พระธิดา ผู้ฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง พระนามว่า เจ้าหญิงสิวลี. ครั้นเมื่อพระองค์ ประชวรหนัก ใกล้จะสวรรคต บรรดาเสนาทั้งปวง จึงทูลถามขึ้นว่า "เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ราชสมบัติ ควรจะตกเป็นของผู้ใด ในเมื่อไม่ทรงมีพระโอรส. พระเจ้าโปลชนก ตรัสสั่งเสนาว่า "ท่านทั้งหลาย จงมอบราชสมบัติ ให้แก่ผู้มีความสามารถดังต่อไปนี้ ประการแรก เป็นผู้ที่ทำให้พระราชธิดา ของเราพอพระทัยได้. ประการที่สอง สามารถรู้ว่า ด้านไหนเป็นด้านหัวนอน ของบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม. ประการที่สาม สามารถยกธนูใหญ่ ซึ่งต้องใช้แรงคนธรรมดา ถึงพันคนจึงจะยกขึ้นได้. ประการที่สี่ สามารถชี้บอก ขุมทรัพย์มหาศาลทั้ง ๑๓ แห่งได้" แล้วจึงตรัสบอกปัญหา ของขุมทรัพย์ทั้ง ๑๓ แห่ง แก่เหล่าอำมาตย์ เช่น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่ภายใน และภายนอก ขุมทรัพย์ที่ปลายไม้ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง เป็นต้น. เมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์ บรรดาเสนาบดี ทหาร พลเรือน และประชาราษฎร์ทั้งหลาย ต่างพยายาม ที่จะเป็นผู้สืบราชสมบัติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถ ทำให้เจ้าหญิงสีวลีพอพระทัยได้ เพราะล้วนแต่พยายาม เอาพระทัยเจ้าหญิงมากเกินไป จนเสียลักษณะ ของผู้ที่จะปกครองบ้านเมือง ไม่มีผู้ใดสามารถ ยกมหาธนูใหญ่ได้ ไม่มีผู้ใดรู้ทิศหัวนอน ของบัลลังก์สี่เหลี่ยม และไม่มีผู้ใด ไขปริศนาขุมทรัพย์ได้. ในที่สุด บรรดาเสนาข้าราชบริพาร จึงตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ เพื่อหาตัวบุคคล ผู้มีบุญญาธิการ สมควรครองเมือง. บุษยราชรถเสี่ยงทายนั้น ก็แล่นออกจากพระราชวัง ตรงไปที่สวน แล้วหยุดอยู่หน้าศาลา ที่พระมหาชนกทรงนอนอยู่. ปุโรหิตที่ตามราชรถ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น. พระมหาชนก ได้ยินเสียงประโคม จึงลืมพระเนตรขึ้นเห็นราชรถ ก็ทรงดำริว่า "คงเป็นราชรถเสี่ยงทาย พระราชาผู้มีบุญเป็นแน่ แต่ก็มิได้แสดงอาการอย่างใด กลับบรรทมต่อไป. ปุโรหิตเห็นดังนั้น ก็คิดว่า "บุรุษผู้นี้ เป็นผู้มีสติปัญญา ไม่ตื่นเต้นตกใจ กับสิ่งใดโดยง่าย จึงเข้าไปตรวจดู พระบาทพระมหาชนก เห็นลักษณะ ต้องตามคำโบราณว่า เป็นผู้มีบุญ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้ง แล้วเข้าไปทูลอัญเชิญพระมหาชนก ให้ทรงเป็นพระราชาเมืองมิถิลา. พระมหาชนกตรัสถามว่า "พระราชาไปไหนเสีย." ปุโรหิตก็กราบทูลว่า "พระราชาสวรรคต ไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดา คือเจ้าหญิงสิวลี แต่องค์เดียว." พระมหาชนก จึงทรงรับเป็นกษัตริย์ครองมิถิลา.
 
     ฝ่ายเจ้าหญิงสิวลี ได้ทรงทราบว่า "พระมหาชนกได้ราชสมบัติ ก็ประสงค์จะทดลองว่า "พระมหาชนก สมควรเป็นกษัตริย์หรือไม่" จึงให้ราชบุรุษ ไปทูลเชิญเสด็จ มาที่ปราสาทของพระองค์. พระมหาชนกก็เฉยเสีย มิได้ไปตามคำทูล. เจ้าหญิงให้คนไปทูลถึง ๓ ครั้ง. พระมหาชนก ก็ไม่สนพระทัย จนถึงเวลาหนึ่ง ก็เสด็จไปที่ปราสาท ของเจ้าหญิงเอง โดยไม่ทรงบอกล่วงหน้า. เจ้าหญิงตกพระทัย รีบเสด็จมาต้อนรับ เชิญไปประทับบนบัลลังก์. พระมหาชนก จึงตรัสถามอำมาตย์ว่า "พระราชาที่สิ้นพระชนม์ ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง." อำมาตย์ก็ทูลตอบ. พระมหาชนก จึงตรัสสั่งว่า "ข้อที่ ๑ ที่ว่าทำให้เจ้าหญิงพอพระทัย เจ้าหญิงได้แสดงแล้วว่า พอพระทัยเรา จึงได้เสด็จมาต้อนรับเรา" ข้อที่ ๒ เรื่องปริศนา ทิศหัวนอนบัลลังก์นั้น พระมหาชนกทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอดเข็มทองคำ ที่กลัดผ้าโพกพระเศียรออก ส่งให้เจ้าหญิง ให้วางเข็มทองคำไว้. เจ้าหญิงทรงรับเข็ม ไปวางไว้บนบัลลังก์สี่เหลี่ยม. พระมหาชนก จึงทรงชี้บอกว่า ตรงที่เข็มวางอยู่นั้นแหละ คือทิศหัวนอนของบัลลังก์ โดยสังเกตจากการที่เจ้าหญิง ทรงวางเข็มทองคำจากพระเศียรไว้. ข้อที่ 3 นั้น ก็ตรัสสั่งให้นำมหาธนูมา ทรงยกขึ้นและน้าวอย่างง่ายดาย. ข้อที่ ๔ เมื่ออำมาตย์กราบทูล ถึงปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง ๑๓ แห่ง พระมหาชนกทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ ตรัสบอกคำแก้ปริศนาขุมทรัพย์ทั้ง ๑๓ แห่งได้หมด เมื่อสั่งให้คนไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์ ตามที่ตรัสบอกไว้ทุกแห่ง ผู้คนจึงพากันสรรเสริญปัญญา ของพระมหาชนกกันทั่วทุกแห่งหน.
 
     พระมหาชนก โปรดให้เชิญพระมารดา และพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ จากเมืองกาลจัมปากะ ทรงอุปถัมภ์ บำรุงให้สุขสบายตลอดมา. จากนั้น ทรงสร้างโรงทานใหญ่ ๖ ทิศในเมืองมิถิลา ทรงบริจาคมหาทานเป็นประจำ เมืองมิถิลา จึงมีแต่ความผาสุก สมบูรณ์ เพราะพระราชาทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม. ต่อมา พระนางสิวลี ประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาโปรดให้ดำรงตำแหน่งอุปราช. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกเสด็จอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นมะม่วง ต้นหนึ่งกิ่งหัก ใบไม้ร่วง อีกต้น มีใบแน่นหนา ร่มเย็นเขียวชอุ่ม จึงตรัสถาม. อำมาตย์กราบทูลว่า "ต้นมะม่วงที่มีกิ่งหักนั้น เป็นเพราะรสมีผลอร่อย ผู้คนจึงพากันสอยบ้าง เด็ดกิ่งและขว้างปาเพื่อเอาบ้าง จนมีสภาพเช่นนั้น. ส่วนอีกต้น ไม่มีผล จึงไม่มีคนสนใจ ใบและกิ่ง จึงสมบูรณ์เรียบร้อยดี. พระราชาได้ฟังก็ทรงคิดว่า "ราชสมบัติ เปรียบเหมือนต้นไม้มีผล อาจถูกทำลาย แม้ไม่ถูกทำลาย ก็ต้องคอยระแวดระวังรักษา เกิดความกังวล เราจะทำตนเป็นผู้ไม่มีกังวล เหมือนต้นไม้ไม่มีผล เราจะออกบรรพชา สละราชสมบัติเสีย มิให้เกิดกังวล" พระราชาเสด็จกลับมาปราสาท ปลงพระเกศาพระมัสสุ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ครองอัฏฐบริขารครบถ้วน แล้วเสด็จออกจากมหาปราสาทไป. ครั้นพระนางสิวลี ทรงทราบ ก็รีบติดตามมา ทรงอ้อนวอนให้พระราชาเสด็จกลับ พระองค์ก็ไม่ยินยอม พระนางสิวลี จึงทำอุบายให้อำมาตย์ เผาโรงเรือนเก่า ๆ และ กองหญ้า กองใบไม้ เพื่อให้พระราชาเข้าพระทัยว่า ไฟไหม้พระคลัง จะได้เสด็จกลับ. พระราชาตรัสว่า "พระองค์เป็นผู้ไม่มีสมบัติแล้ว สมบัติที่แท้จริงของพระองค์ คือความสุขสงบ จากการบรรพชานั้น ยังคงอยู่กับพระองค์ ไม่มีผู้ใดทำลายได้. พระนางสิวลี ทรงทำอุบายสักเท่าไร พระราชาก็มิได้สนพระทัย และตรัสให้ประชาชนอภิเษก พระทีฆาวุราชกุมาร ขึ้นเป็นกษัตริย์ เพื่อปกครองมิถิลาต่อไป.
 
     พระนางสิวลี ไม่ทรงละความเพียร พยายามติดตามพระมหาชนกต่อไปอีก. วันรุ่งขึ้น มีสุนัขคาบเนื้อ ที่เจ้าของเผลอวิ่งหนีมา พบผู้คนเข้าก็ตกใจ ทิ้งชิ้นเนื้อไว้. พระมหาชนกคิดว่า "ก้อนเนื้อนี้ เป็นของไม่มีเจ้าของ สมควรที่จะเป็นอาหารของเราได้" จึงเสวยก้อนเนื้อนั้น. พระนางสิวลีทรงเห็นดังนั้น ก็เสียพระทัยอย่างยิ่ง ที่พระสวามี เสวยเนื้อที่สุนัขทิ้งแล้ว. แต่พระมหาชนกว่า "นี่แหล่ะเป็นอาหารพิเศษ." ต่อมา ทั้งสองพระองค์ ทรงพบเด็กหญิงสวมกำไลข้อมือ ข้างหนึ่งมีกำไลสองอัน อีกข้างมีอันเดียว พระราชาตรัสถามว่า "ทำไมกำไลข้างที่มีสองอัน จึงมีเสียงดัง." เด็กหญิงตอบว่า "เพราะกำไลสองอันนั้น กระทบกันจึงเกิดเสียงดัง ส่วนที่มีข้างเดียวนั้น ไม่ได้กระทบกับอะไร จึงไม่มีเสียง." พระราชาจึงตรัสแนะให้ พระนางคิดพิจารณา ถ้อยคำของเด็กหญิง. กำไลนั้น เปรียบเหมือนคนที่อยู่สองคน ย่อมกระทบกระทั่งกัน ถ้าอยู่คนเดียว ก็จะสงบสุข แต่พระนางสิวลี ยังคงติดตามพระราชาไปอีก จนมาพบนายช่างทำลูกศร นายช่างทูลตอบคำถามพระราชาว่า "การที่ต้องหลับตาข้างหนึ่ง เวลาดัดลูกศรนั้น ก็เพราะถ้าลืมตาสองข้าง จะไม่เห็นว่าข้างไหนคด ข้างไหนตรง เหมือนคนอยู่สองคน ก็จะขัดแย้งกัน ถ้าอยู่คนเดียว ก็ไม่ขัดแย้งกับใคร." พระราชา ตรัสเตือนพระนางสิวลี อีกครั้งหนึ่งว่า "พระองค์ประสงค์ จะเดินทางไปตามลำพัง เพื่อแสวงหาความสงบ ไม่ประสงค์ จะมีเรื่องขัดแย้ง กระทบกระทั่ง หรือความไม่สงบ อันเกิดจากการอยู่ร่วมกัน กับผู้อื่นอีกต่อไป. พระนางสิวลีได้ฟังพระวาจาดังนั้น ก็น้อยพระทัยจึงตรัสว่า "ต่อไปนี้หม่อมฉันหมดวาสนา จะได้อยู่ร่วมกับพระองค์อีกแล้ว." พระราชาจึงเสด็จไปสู่ป่าใหญ่ แต่ลำพังเพื่อบำเพ็ญสมาบัติ มิได้กลับมาสู่พระนครอีก. ส่วนพระนางสิวลี เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวัง อภิเษกพระทีฆาวุกุมาร ขึ้นเป็นพระราชา แล้วพระนางโปรด ให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ต่าง ๆ เพื่อรำลึกถึงพระราชามหาชนก ผู้ทรงมีพระสติปัญญา และที่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ ทรงมีความเพียรพยายามเป็นเลิศ มิได้เคยเสื่อมถอยจากความเพียร ทรงตั้งพระทัยที่จะกระทำการ โดยเต็มกำลังความสามารถ เพราะทรงยึดมั่นว่า "บุคคลควรตั้งความเพียรพยายาม ไม่ว่ากิจการนั้นจะยากสักเพียงใดก็ตาม คนมีปัญญา แม้ได้รับทุกข์ ก็จะไม่สิ้นหวัง ไม่สิ้นความเพียร ที่จะพาตน ให้พ้นจากความทุกข์นั้นให้ได้ในที่สุด.
 
คติธรรม : บำเพ็ญวิริยบารม
เกิดเป็นคนควรมีความพากเพียรให้ถึงที่สุด เพื่อให้ถึงแก่สิ่งที่มุ่งหวัง เพียรสุดกำลังจนชีวิตหาไม่ ก็จงเพียรแล้วความสำเร็จจะมาเยือน
 
คัดลอกจากเว็บไซด์   http://www.learntripitaka.com/
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.