หน้าแรก
ประวัติวัด
แผนที่ตั้ง
แผนที่ภายในวัด
ถาวรวัตถุ
ภาพจิตรกรรม
ลำดับเจ้าอาวาส
จำนวนพระสงฆ์
วันสำคัญทางศาสนา
วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม
ตารางอบรมกรรมฐาน
โคลงสุภาษิตคำพังเพย
รร.พระปริยัติธรรม
รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
หนังสือธรรมะ
หัวข้อธรรมะ
แฟ้มภาพ
 
 
 
  
อยู่กับเปรต
     พระพุทธศาสนาของเรา กล่าวถึงการที่บุคคลจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นว่า เป็นไปได้หลายประเภทด้วยกัน  คือ  ถ้าหมดกิเลส ตัดกิเลสได้เด็ดขาด เป็นพระอรหันต์แล้ว ตายแล้วจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก.  ส่วนบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ที่จิตใจ  คือ  ตัดกิเลสได้ไม่หมด ก็ต้องมาเกิดอีก  แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้นก็แล้วแต่กรรมที่บุคคลนั้นๆ ได้กระทำไว้  คือ จะเป็น พรหม เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือจะเป็นสัตว์นรก.
     คำว่า "เปรต" ในที่นี้  หมายถึงภพภูมิหนึ่งที่บุคคลสามารถไปเกิดได้  ถ้าหากบุคคลนั้นๆ ยังมีกิเลสที่ชื่อว่า "โลภะ" หรือ "ราคะ" อยู่.  คำว่า "อยู่กับเปรต" นั้น ตั้งชื่อให้คล้ายกันกับเรื่อง "อยู่กับก๋ง" นิยายดังที่หลายท่านคงรู้จัก.  หากว่า จะกล่าวให้ชัดเจน ก็ต้องกล่าวว่า "เปรตมาอยู่" น่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะว่า บุคคลผู้ที่ยังมีชีวิตนั้น ไม่สามารถจะไปอยู่กับเปรตได้.  แต่ความมุ่งหมายในข้อนี้นั้น  หมายเอาว่า "ผู้ที่เปรตมาอยู่ด้วย".  
     เปรต หรือ เรียกอีกอย่างว่า "เปตชน"  หมายเอาบุคคลผู้ละโลกนี้ไปแล้ว คือตายไปแล้วนั่นเอง  ที่สามารถมาอยู่มนุษย์ไ้ด้นั้น โดยส่วนมากแล้วจะเป็นญาติ มิตร หรือผู้ที่เราเครพนับถือ. การมาอยู่ของเปตชนนั้น ก็มาอาศัยกุศลผลบุญ ของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราไปรับขันธ์มานั่นแหละ.  แต่ความต่างกัน ก็ตรงที่เปตชนเหล่านี้เป็นญาติมิตร เป็นวิญญาณชั้นดี มาช่วยเหลือดูแลผู้ที่เป็นมนุษย์ได้.  ส่วนการไปรับขันธ์นั้น โดยมากแล้ววิญญาณที่ไปรับมา จะเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่มีค่อยได้สร้างบุญกุศลไว้  อดๆ อยากๆ.  หากผู้ไปรับขันธ์มา ไม่เลี้ยงดูให้ดีแล้ว ก็จะทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่ไปรับมาได้เป็นอย่างมาก.  และอีกประการหนึ่ง  วิญญาณเหล่านี้ที่ไปรับมาแล้วนั้น  รับง่ายมาก  แต่เวลาจะส่งนั้นลำบากมาก ต้องใช้ท่านผู้มีวิชาความรู้ในด้านนี้โดยตรง  จึงจะช่วยได้. ซึ่งในข้อนี้  ผู้ที่ไปรับมานั้นไม่สามารถที่จะนำขันธ์  หรือวิญญาณเหล่านั้น คืนส่งไปยังที่อยู่เดิมของเขาได้ด้วยตนเอง  โดยมากแล้ว ครูบาอาจารย์  ท่านจึงตำหนิการรับขันธ์นี้มาก  แต่ภายหลัง หลายท่านที่ไม่ได้ฟัง คำของครูบาอาจารย์ ไม่ค่อยจะมีใครทราบกัน  พากันไปรับขันธ์กัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี  พระพุทธเจ้าไม่ได้สั่งสอน ไม่ได้แนะนำไว้.  บางท่านอยากรวย อยากมีข้าวของอะไรต่างๆ พอได้ยินว่าดี ช่วยเหลือได้  คิดแต่จะได้อย่างเดียว แต่ไม่เคยคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่าง  มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีควบคู่กันอยู่เสมอ  เรียกว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย"  ได้นิดหน่อย แต่เสียมากกว่าได้อีก.  อีกอย่างหนึ่ง  วิญญาณเหล่านี้  เวลามาอยู่ง่ายมาก  แต่เวลาให้ออกไปนั้นยากมาก.  เพราะว่า  ถ้าเราไปรับขันธ์มาแล้ว  วิญญาณเร่รอนจรจัดเหล่านั้น  จะเข้ามาสิงสถิตย์อยู่ ในร่างกายของเราเลยทีเดียว  ไม่ใช่ว่า จะเกาะอยู่ตามร่างกายของเรา.  
     บุคคลผู้ที่มีเปตชนมาอาศัยอยู่ด้วยนี้  โดยมากเขาเรียกกันว่า "คนมีองค์"  พูดง่ายๆ ก็คือมีวิญญาณมาสิงอยู่ในร่างกายนั้นเอง.  ถามว่า "จะสังเกตุไ้ด้อย่างไรว่าท่านผู้นี้มีองค์"  ตอบว่า วิธีการง่ายๆ ก็คือ  ผู้นั้นจะพกวัตถุมงคล เช่น พระเครื่อง ตะกรุด ผายันต์ ฯลฯ ไม่ได้เลย  เพราะของเหล่านี้จะไปทำร้ายต่อเปตชน หรือวิญญาณเหล่านั้น.  
     อนึ่ง การจะมีองค์หรือไม่มีองค์นั้น  เราไปกำหนดกฏเกณฑ์เอาเองไม่ได้  ข้อนี้แล้วแต่บุญแต่กรรม ที่เราทำมาในอดีตเป็นตัวกำหนดให้เป็นไป  คือเป็นอนัตตา.  ส่วนการมีองค์  โดยที่ไปรับขันธ์ หรือไปรับเอาวิญญาณมานั้น เป็นสิ่งที่เราเป็นผู้กำหนดเอง  ไม่มีใครมาบังคับเราได้. เมื่อทราบดังนี้แล้ว  เราจึงไม่ควรไปรับขันธ์หรือวิญญาณมา.  
 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th