หน้าแรก
English Version
  ประวัติวัด
  แผนที่ตั้งวัด
  แผนที่ภายในวัด
  ถาวรวัตถ
  ภาพจิตรกรรม
  ลำดับเจ้าอาวาส
  จำนวนพระสงฆ์
  วันสำคัญทางศาสนา
  ตารางแสดงธรรม
  ร.ร.พระปริยัติธรรม
  ร.ร.พุทธศาสนวันอาทิตย์
  โคลงสุภาษิต
  หนังสือธรรมะ
  ศาสนกิจของเจ้าอาวาส
 
 
 
  
การรับขันธ์
     คำว่า "ขันธ์" จากพจนานุกรม มคธ-ไทย ของท่านพันตรี ป.หลงสมบุญ แปลว่า หมวด, หมู่, พวก, ประชุม, กอง, คณะ, (คือ หมายเอาส่วนต่างๆ ของร่างกายและจิตใจ ที่มารวมตัวกันอยู่) อย่างร่างกายของคนเรานี้ ที่รวมกันอยู่นี้ ท่านเรียกว่า "ขันธ์ ๕" หมายถึง ๕ ส่วน หรือ ๕ กอง ซึ่งได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
     ๑. รูป ได้แก่ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้
     ๒. เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือ ไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ คือ ไม่ทุกข์ไม่สุข
     ๓. สัญญา ได้แก่ ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้
     ๔. สังขาร ได้แก่ เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ เป็นส่วนดี เรียกกุศล เป็นส่วนชั่ว เรียกอกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกอัพยากฤต
     ๕. วิญญาณ ได้แก่ ความรู้อารมณ์ ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นาม รูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.

     ขันธ์ ดังกล่าวมาแล้วนั้น แบ่งออกเป็น ๓ คือ
     ๑. ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา และรูปพรหม(พรหมที่มีรูปร่าง)
     ๒. ขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาร ได้แก่ อรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีรูปร่าง)
     ๓. ขันธ์ ๑ คือ รูป ได้แก่ อสัญญสัตตาภูมิ (พรหมลูกฟัก)

     การรับ เป็นการถือเอา เป็นการยินยอม เป็นการยอมรับ ให้้ขันธ์นั้นๆ หรือว่าสิ่งนั้นๆ ซึ่งนอกเหนือจากร่างกายและจิตใจ คือ ขันธ์ ๕ ที่เรามีอยู่แล้วตั้งแต่เกิดมานี้ ให้เข้ามาอยู่ เข้ามาอาศัย เข้ามาครอบงำ เข้ามามีอำนาจ เหนือกว่าร่างกายและจิตใจ อันดีอันวิเศษที่เรามีมาตั้งแต่เกิดแล้วนี้.
     รวมความแล้ว การรับขันธ์ ก็คือ การยินยอมพร้อมใจ ให้ขันธ์เหล่านั้น ที่อยู่นอกจากขันธ์ ๕ ที่เรามีอยู่ก่อนหน้าแล้วนั้น ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายนี้ หมายความว่า เราต้องดูแล ต้องคอยบริหารให้ขันธ์ ๕ ของเรา และขันธ์ ๕ ของภูตผีปีศาจ หรือผีเปรตเหล่านั้น ที่เราไปรับมาแล้วนั้น ให้ไ้ด้อยู่กิน ให้ได้เป็นอยู่สมบูรณ์ อย่างเดียวกันกับร่างกายและจิตใจนี้ ซึ่งถือว่าเป็นภาระหน้าที่ ที่ต้องกระทำเพิ่มเติมเข้ามาอีกเท่าตัว หากว่าเจ้าตัวละเลย หรือหลงลืมไป ไม่ได้ดูแลให้ดีเท่าที่ควร ภูตผีปีศาจ หรือผีเปรตเหล่านั้น ก็สามารถทำอันตรายให้แก่ตนไ้ด้อย่างสาหัสเลยทีเดียว
     ปกติ คนเราแต่ละคนก็มีครบทั้งขันธ์ ๕ กันอยู่แล้ว ไม่ขาดไม่เหลือ คือ มีรูปคือร่างกาย, มีเวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์และเฉยๆ, สัญญาคือความจำไ้ด้หมายรู้สิ่งต่างๆ, สังขารคือสภาพที่มาปรุงแต่งจิตใจให้เป็นไปต่างๆ นาๆ, และวิญญาณคือความรู้อารมณ์ต่างๆ ได้
 
     ฉะนั้นแล้ว ในเมื่อคนเราทุกๆ คน ต่างก็ล้วนแต่มีขันธ์ ๕ ครบถ้วนกันมา ตั้งแต่เราลืมตาออกมาดูโลกใบนี้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอะไรเลย ที่เราจะต้องหาไปแสวงหาขันธ์จากที่อื่น มาเพิ่มเข้าให้เป็นภาระเข้าไปอีก เพราะแม้กระทั่งขันธ์ ๕ ที่เราท่านทั้งหลายมีกันอยู่แล้วนี้ ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งอยู่แล้ว ที่จะต้องบริหารนำพาขันธ์ ๕ ของแต่ละท่านๆ ให้เป็นไปได้ ให้คงอยู่ต่อไปไ้ด้ ไม่ชำรุดทรุดโทรมไปเสีย ก่อนกาลเวลาอันสมควร กล่าวคือ ต้องดูแลอย่างดี ต้องอาบน้ำให้บ้าง ต้องบริโภคอาหารลงไปบ้าง ต้องพามันไปเที่ยวบ้าง ฯลฯ จิปาถะ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาระอันหนักอึ้ง ที่จะต้องกระทำ ตั้งแต่เราเกิดมา จวบจนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป.
     จริงอยู่ คนเราทุกคนต้องการที่จะเป็นคนรวย คนสวย คนเก่ง คนฉลาด ด้วยกันทุกคน คงไม่มีึใครอยากยากจน อยากขี้เหร่ หรือว่าอยากโง่ แต่วิธีการที่จะทำให้เรารวย สวย เก่ง และฉลาดนั้น วิธีการก็มีอยู่ตั้งมากมาย เช่น อยากรวยก็ต้องเป็นคนขยันทำงาน รู้จักเก็บออมเป็นต้น ฉะนั้นแล้ว การรับขันธ์ จึงไม่น่าที่จะจำเป็นในชีวิตของเรา เพราะว่า การรับขันธ์นั้น เป็นการยินยม เปยอมรับเอาขันธ์จากภายนอก มาเพิ่มเข้าไปในตัวเราอีก คือผีหรือวิญญาณที่เรารับมานี้ จะแทรกเข้ามาอยู่ในร่างกายของเรา คอยบงการสั่งการเรา โดยมากแล้ว จะอยู่ในกลุ่มของพวกที่มีขันธ์ ๕ คือจะเป็นภูตผีปีศาจ เป็นวิญญาณจำพวกเปรตที่ไม่มีญาติ เป็นจำพวกที่อดๆ อยากๆ ให้เข้่ามาสิงสถิตอยู่ ในร่างกายเรา ไม่ใช่เป็นเทพ ไม่ใช่เทวดาที่ไหน ทีนี้เมื่อไปรับขันธ์ ๕ มาแล้ว รวมกับของเราที่อยู่ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๑๐ ขันธ์ ก็ลองคิดดูสิ ๕ ขันธ์ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ยังไปรับเพิ่มเข้ามาอีก ๕ ขันธ์ นี่เป็นความคิดที่ฉลาดหรือไม่ฉลาดกันแน่.
     คนเราจำเป็นต้องรับขันธ์หรือไม่?
    ข้อนี้ขอตอบว่า "ไม่จำเป็นที่จะต้องรับขันธ์แต่ประการใดเลย" เพราะอะไร? เพราะเรารวย สวย เก่ง หรือฉลาดได้ ก็ด้วยตัวของเราเอง จึงไม่จำเป็น ที่เราจะต้องไปพึ่งพา เอาผีสางนางไม้ที่ไหน มาเป็นภาระ ให้หนักอกหนักใจอีก" แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ตรัสถึงขันธ์ ๕ ไว้ดังนี้ว่า "ภารา หะเว ปัญจักขันธา" ขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักแล, "ภาระหาโร จะ ปุคคะโล" ก็บุคคลเป็นผุ้นำภาระไป, "ภาราทานํ ทุกขัง โลเก" การถือเอาภาระ(ขันธ์ ๕)เป็นทุุกข์ในโลก, "ภาระนิกเขปะนัง สุขัง" การปลงภาระ(ขันธ์ ๕)เสียได้เป็นความสุข, "นิกขิปิตตะวา คะรุง ภารัง" บุคคลทิ้งภาระ(ขันธ์ ๕)อันหนักเสียได้แล้ว, "อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ" ไม่ถือเอาภาระ(ขันธ์ ๕)อื่นเข้ามาอีก, "สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ" ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากได้แล้ว, นิจฉาโต ปะรินิพพุโต" หมดความปรารถนาแล้ว ปรินิพพาน"
    คนทักว่า "มีองค์ำ" ต้องเชื่อหรือไม่?
     ข้อนี้ขอตอบว่า "ไม่ต้องเชื่อ" เพราะเหตุไร? เพราะว่าบุคคลเหล่านัั้น ไม่ได้อะไรดีวิเศษยิ่งไปกว่าคนทั่วๆ ไปแต่อย่างใดเลย แต่อาศัยว่า สำนักทรงเจ้าเข้าทรง เป็นเจ้าสำนัก มีคนรู้จักมาก มีชื่อเสียงมาก อะไรทำนองนี้ โดยมากแล้ว จะมุ่งหาลาภสักการะ ฉะนั้นแล้ว การทักว่า "คนนั้นคนนี้มีองค์" จึึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ ของสำนักทรงเจ้าเข้าทรงที่เป็นมิจฉาทิฎฐิเท่านั้น แต่ถ้าเราไปรับขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ อะไรต่างๆ ที่แต่ละสำนักตั้งชื่อขึ้นมา ตอนนี้แหละ เราจะมีองค์เพิ่มมาอีก ๕ องค์ เป็นขันธ์ของภูตผี วิญญาณเร่ร่อน วิญญาณพเนจร หากว่า ไปใกล้สำนักเหล่านี้แล้ว จะเกิดอาการต่างๆ นานาดังที่ปรากฎในสื่อต่างๆ คือ ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้าทรง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำกิริยาอาการแปลกๆ อย่างที่คนปกติเขาไม่กระทำกัน ซึ่งเป็นการถูกวิญญาณ ที่ไปรับขันธ์มานั่นแหละ แสดงอาการของตน เป็นงู เป็นเสือ เป็นลิง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งนั้น เราเป็นคน ซึ่งดีอยู่แล้ว วิเศษอยู่แล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์ทุกจำพวกอยู่แล้ว ทำไมต้องไปเอาวิญญาณสัตว์เหล่านั้น มาสิงสถิตอยู่ในตัวด้วยหล่ะ
 
     คนมีองค์ำจำเป็นต้องรับขันธ์หรือไม่?

     ข้อนี้ขอตอบว่า "ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง" เพราะอะไร? เพราะว่า คนที่มีองค์ ก็คือคนที่มีญาติพี่น้อง หรือบรรพบุรุษ จะเป็น ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา ก็แล้วแต่ มาอาศัยอยู่ในร่างกายของเรา มาดูแลรักษาเรา ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องรับขันธ์เข้ามาเพิ่มอีก. แต่ว่า คนที่มีองค์นั้น ขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า ไม่ใช่ว่า จะคิดนึกตรึกตรองเอาเองว่า มีเจ้าพ่อนั้น เจ้าแม่นี้มาอยู่ด้วย อันนี้ไม่ใช่ คือต้องรู้สึกลงไปที่ร่างกายว่า มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาอยู่บ้างหรือไม่ หรือมีอาการผิดปกติธรรมดา อย่างที่เป็นหรือไม่ อันนี้ก็ต้องสังเกตุเอา ไม่ใช่คิดนึกเออออเอาเอง และที่สำคัญ หากว่า บุคคลผู้ที่มีบรรพบุรุษมาอยู่ด้วยนั้น จะพกวัตถุมงคล เช่น พระเครือง เหล็กไหล หรือจะเป็นตะกรุด ไม่ได้เลย จะทำให้เกิดอาการเครียดจัด จนต้องเอาออกไปจากร่างกายจึงจะหาย เป็นต้น นี่ต้องสังเกตุอย่างนี้ ไม่ใช่ไปโมเมเอา แบบเคลื้มๆ แล้วมานึกเอาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ใช่.

 
     โดนทักมีองค์จะต้องรับขันธ์หรือไม่?
     ข้อนี้ขอตอบว่า "ไม่จำเป็น" เพราะอะไร? เพราะเรามีองค์ ๕ ของเราอยู่กันทุกคนแล้ว คือ มี่องค์รูป องค์เวทนา องค์สัญญา องค์สังขาร และองค์วิญญาณ อยู่ครบถ้วนทั้ง ๕ องค์กันอยู่ทกคนอยู่่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องรับเอาขันธ์อื่น มาเพิ่มเข้าไป ให้วุ่นวายมากขึ้นเข้าไปอีก โดยมากแล้ว ผู้ที่มาทักว่า "เรามีองค์" มักจะเป็นพวกสำนักทรงเจ้า สำนักเข้าทรงต่างๆ มักจะมาทักว่า "มีองค์"บ้าง ว่า "มีเคราะห์"บ้าง ว่า "ศีรษะไม่มี"บ้าง ต้องมารับขันธ์ ต้องมาสะเดาะเคราะห์ จึงจะดีขึ้น ความจริงแล้ว ผู้ที่ทักเองก็ไม่มีความรู้อะไร แต่อาศัยว่า ตัวเองมีความได้เปรียบทางสังคม มีสำนักที่คนให้ความนับถือ มีคนรู้จักมาก ฯลฯ หลอกให้คนมานับถือ เพื่อจะไ้ด้ลาภสักการะ ได้เงินทองของขวัญของราวัลต่างๆ ปัจจุบันพัฒนาไปมากแล้ว แม้กระทั่งวัดบางวัด ก็มีเรื่องพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อโปรโมต เพื่อประชาสัมพันธ์ ให้คนรู้จักวัดเยอะๆ ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นการหลอกคน ให้หลงงมงายเพิ่มขึ้นไปอีก แทนที่จะบอกแทนที่จะสอน ให้ทุกคนมีความรู้ที่ถูกต้อง มีความเห็นที่ถูกต้อง กลับไปสอนสิ่งที่ผิดๆ ให้กับเขาอีก นี่ถือว่าเป็นศิษย์พระเทวทัต ไม่ใช่ศิษย์ ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า
 
      รับขันธ์แล้วดีหรือไม่?
     ข้อนี้ขอตอบว่า "ในเบื้องต้นอาจจะดี คือตนเองรู้สึกว่าดี ที่ได้ไปรับขันธ์ ตามคำโฆษณาชวนเชื่อ ของตำหนักทรงเจ้า สำนักเข้าทรงต่างๆ แต่นานไปจะไม่ดี เพราะวิญญาณที่ไปรับมา ไม่ได้เป็นเทพเทวดาที่ไหน แต่เป็นวิญญาณของพวกภูตผี ปีศาจ หรือพวกเปรต ซึ่งเป็นวิญญาณชั้นต่ำ อดๆ อยากๆ หากจะเปรียบกับคนเราแล้ว วิญญาณที่ไปรับมาเหล่านั้น โดยมากจะเป็นพวกคนเร่ร่อน คนจรจัด คนยากจน คนเข็ญใจเสียมากกว่า ไม่ใช่เทพเทวดาที่ไหนมา่สิงสถิตอยู่กับเราได้ เพราะว่า มนุษย์เรามีกลิ่นเหม็นมาก เพราะเป็นคนไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ และไม่มีปัญญา เป็นผู้หนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส เครื่องเศร้าหมอง อันเป็นของสกปรก จึงทำให้มีกลิ่นตัวเหม็นมาก เหมือนอย่างเทวดาชั้นสูงๆ เวลามายังมนุษย์โลก จะไม่ค่อยนั่ง ชอบยืนเสียมากกว่า เพราะว่าต้องรีบกลับไปยังเทวโลกให้ไวๆ เหตุว่า มนุษย์โลกของเรานี้มีกลิ่นเหม็นถึง ๑๐๐ โยชน์(๑,๖๐๐ กิโลเมตร) สำหรับพวกเทวดา ฉะนั้นแล้ว จะให้เทวดาในชั้นภูมสูงๆ เช่น ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ชั้นนิมมานรดี ชั้นยามา ชั้นดุสิต ฯลฯ มาสิง มาสถิต หรือมาประทับร่างของเรานั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด คือ แม้จะมาสักครั้งหนึ่งยากแล้ว คือไม่ค่อยอยากมา จะให้มาประทับทรง มาสิงสถิติ มาอยู่กับเรา จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้แต่เทวดาชั้นต่ำๆ อย่างเช่น ภุมมเทวดา หรือรุกขเทวดาก็ตาม ก็ไม่ต้องการจะมาประทับทรงคนบาป คือ คนที่ไม่เคยให้ทาน คนที่ไม่มีศีล และคนไม่มีเคยเจริญจิตตภาวนา เทวดาเขาไม่อยากแม้แต่จะเข้าใกล้ ไม่ต้องถึงว่าจะมาประทับทรง มาสิงสถิตในร่างกายมนุษย์อันสกปรกนี้เลย และวิญญาณหรือภูตผี ที่เราไปรับมาแล้วนี้ จะอยู่กับเราไปจนตาย และบางทีอาจจะบังคับใ้ห้ลูกๆ ของผู้ที่รับขันธ์มาแล้วต้องสืบทอด คือต้องรับขันธ์ ที่พ่อแม่ของตนไปรับมาด้วย มิฉะนั้นแล้ว พ่อแม่ก็จะต้องนอนทรมานอยู่อย่างนั้น จะไม่ตายไปตามปกติธรรมดาของตน บางคนเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ร่างกายเน่าเปื่อย และเริ่มจะมีกลิ่นเหม็นแล้ว แม้ว่าจะเพิ่งเสียชีวิตลงไปเท่านั้น
 
 
 
ขอขอบคุณท่านเจ้าของภาพ จากสื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ ที่ไม่ไ้ด้เอ่ยนาม
 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th