(๑) วัญจนปัญหา (๒) นามปัญหา (๓) นามปัญหา(ต่อ)
(๔) วัสสปัญหา (๕) เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา (๖) เชิญพระนาคเสนเข้าวัง
(๗) อัตกายปัญหา (๘) ปัพพชาปัญหา (๙) ปฏิสนธิคหณปัญหา
(๑๐) มนสิการปัญหา (๑๑) มนสิการลักขณปัญหา (๑๒) สีลปติฏฐานลักขณปัญหา
(๑๓) สัทธาลักขณปัญหา (๑๔) วิริยลักขณปัญหา (๑๕) สติลักขณปัญหา
(๑๖) สมาธิลักขณปัญหา (๑๗) ปัญญาลักขณปัญหา (๑๘) นานาเอกกิจกรณปัญหา
(๑๙) ธัมมสันตติปัญหา (๒๐) นับปฏิสนธิคหณปัญหา  
   
(๑) วัญจนปัญหา.

     อนึ่ง ในสาคลราชธานีนคร ยังมีกษัตริย์องค์หนึ่ง พระนามว่าพระยามิลินท์. พระองค์เสด็จเข้าไปถามปัญหา กับพระนาคเสน ซึ่งมีใจความว่า..".
     ในกาลนั้น แท้จริงพระนาคเสนผู้มีอายุ นั่งอยู่ในที่ใด. พระยามิลินท์ก็เข้าสู่สถานที่นั้น. ครั้นเข้าไปใกล้แล้ว จึงกล่าวซึ่งสัมโมทนียกถา ควรจะลึกสิ้นกาลช้านาน แล้วก็ทรงนั่งในที่สมควรข้างหนึ่ง. ฝ่ายพระนาคเสน ก็สนทนาด้วยถ้อยคำ เป็นที่ยังจิตแห่งพระยามิลินท์ ให้ชื่นชมโสมนัส. พระเจ้ามิลินท์จึงทรงปุจฉา ซึ่งอรรถปัญหาประถมว่า      "ข้าแต่พระนาคเสนผู้จำเริญ โยมนี้ปรารถนาจะใคร่เจรจาด้วยพระผู้เป็นเจ้า".
     พระนาคเสนจึงว่า "ดูกรบพิตรผู้ประเสริฐ บพิตรจงเจรจาไปเถิด อาตมภาพ ก็ปรารถนาจะใคร่ฟัง".
     พระยามิลินท์จึงมีพระวาจาว่า "ข้าพเจ้าเจรจาแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจงฟังเอาเถิด"
     พระนาคเสนจึงว่า "อาตมภาพฟังแล้ว"
     พระยามิลินท์จึงว่า "พระผู้เป็นเจ้าว่าฟังแล้วได้ยินอย่างไร"
     พระนาคเสนจึงว่า "ก็บพิตรว่าเจรจาแล้วนั้น เจรจาอย่างไรเล่า"
     พระยามิลินท์จึงว่า "ข้าพเจ้าจะถามพระผู้เป็นเจ้า"
     พระนาคเสนจึงว่า "ดูกรบพิตร พระองค์จะถามก็ถามเถิด"
     "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าถามแล้ว"
     "ดูกรบพิตรผู้ประเสริฐ อาตมาก็วิสัชนาแล้ว"
     "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาอย่างไร"
     "ก็บพิตรถามอาตมภาพอย่างไรเล่า"
     ในเมื่อพระยามิลินท์และพระนาคเสนปุจฉาวิสัชนากันดังนี้แล้ว. ชาวโยนกห้าร้อย ก็พากันให้สาธุการ แก่พระนาคเสน แล้วจึงกราบทูลแก่พระยามิลินท์ว่า "ข้าแต่สมเด็จบรมบพิตรผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์ทรงปุจฉา ซึ่งอรรถปัญหาแก่พระนาคเสนต่อไป ในกาลบัดนี้".

(๒) นามปัญหา คำรบ ๑.
       ในกาลครั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์ จึงทรงปุจฉาซึ่งปัญหายิ่งขึ้นไปว่า "ธรรมดาว่าบุคคลสนทนากัน ถ้าไม่รู้จักนามและโคตร แห่งกันและกัน ถ้อยคำอันบังเกิดขึ้นแต่ชนทั้งสองนั้น มิได้ถาวรตั้งมั่น. เหตุดังนี้ เราทั้งสองจะต้องรู้จักกันเสียก่อน. พระผู้เป็นเจ้า ชื่ออะไร". พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า "เพื่อนพรหมจรรย์ ท่านร้องเรียกชื่อ ของอาตมภาพว่า "นาคเสน" ประการหนึ่ง. มารดาบิดา ท่านให้ชื่อแก่อาตมภาพหลายชื่อ คือ ชื่อว่านาคเสน๑ ชื่อว่าวีรเสน๑ ชื่อว่าสุรเสน๑ ชื่อว่าสีหเสน๑. ข้อซึ่งมีนามชื่อว่านาคะนั้น ด้วยอรรถว่า บุคคลผู้ใด มิได้กระทำซึ่งกรรมอันลามก. ซึ่งมีนามชื่อว่าเสนะนั้น ด้วยอรรถว่า เป็นที่พำนักหมอบกราบลง แห่งบุคคลอันยอมตนเป็นศิษย์ มาศึกษาเล่าเรียน. ชื่อว่าวีระนั้น ด้วยอรรถว่า มีความเพียรมิได้ย่อหย่อน. ชื่อว่าสุระนั้น ด้วยอรรถว่า องอาจรปราศจากภัยมิได้ครั่นคร้าม ในท่ามกลางบริษัท. ชื่อว่าสีหะนั้น ด้วยอรรถว่า เป็นที่ยำเกรงแก่นักปราชญ์ทั้งหลายอื่น. ดุจดังว่า พระยาไกรสรราชสีห์ อันเป็นที่เกรงกลัวแก่หมู่มฤคชาติทั้งปวง. และเสนศัพท์นั้น มีอรรถเหมือนดังวิสัชนาแล้ว ในนามเบื้องต้น คือ นาคเสนนั้น. อันว่ากล่าวซึ่งชื่อทั้งปวงดังนี้ เป็นสมมุติโวหาร อันโลกทั้งปวงตั้งไว้ .จะมีสัตว์มีบุคคล เป็นที่ตั้งแห่งมานทิฐิถือมั่นว่า ในชื่อทั้งปวงนั้นโดยปรมัตถ์ หามิได้.
     ในกาลนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงร้องประกาศ แก่ชาวโยนกห้าร้อยและพระภิกษุสงฆ์แปดหมื่นว่า "ชาวโยนกห้าร้อยและพระภิกษุสงฆ์แปดหมื่น จงฟังถ้อยคำแห่งพระนาคเสน บอกแก่ข้าพเจ้าว่า "เพื่อนพรหมจรรย์ท่านเรียกอาตมภาพว่า "นาคเสน". จะมีสัตว์มีบุคคลในชื่อนั้น โดยปรมัตถ์หามิได้. ข้าแต่พระนาคเสนผู้จำเริญ ถ้าสัตว์และบุคคลไม่มี เหมือนดังคำของพระผู้เป็นเจ้าว่าแล้ว. ไฉนเลย ทายกที่ได้ถวายจตุปัจจัยแก่พระนาคเสน จะได้กุศลผลบุญเล่า. ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่า จะฆ่าพระนาคเสนผู้เป็นเจ้าเสีย. ถ้าเขาจะฆ่าเสีย จะได้บาปกรรมอะไร. โยมเห็นว่าจะเปล่าไป เหมือนชื่ออันบัญญัติเปล่า. อนึ่ง คฤหัสถ์และบรรพชิตเรียกชื่อกัน ย่อมสรรเสริญนินทากันว่า ผู้นั้นดีผู้นั้นชั่วเล่า ก็เห็นว่าเปล่า ๆ ทั้งนั้น. เหตุเป็นนามบัญญัติเปล่า ประการหนึ่งเล่า. เหมือนทายกทั้งหลาย เขาถวายจตุปัจจัยแก่พระผู้เป็นเจ้า. ก็ใครเล่ารับจีวร ที่ทายกให้. ใครเล่ารับบิณฑบาต ที่ทายกให้. ใครเล่ารับสื่อสารอาสนะ ที่ทายกให้ . ใครเล่ารู้ไปในพระไตรปิฎก. ใครเล่าเป็นสังฆปริณายก. ใครได้มรรคได้ผล. ถ้าจะว่าโดยฝ่ายอกุศลนั้นเล่า. ชื่อนี้สิเปล่า นับเข้าที่ตัวบุคคลนั้น นับไม่ได้. จะรู้ว่าใครกระทำปาณาติบาต. ใครกระทำอทินนาทาน. จะรู้ว่าใครกระทำกาเมสุมิจฉาจาร. จะรู้ว่าใครเจรจามุสา. จะรู้ว่าใครต่อใคร ฟังได้อยู่แล้วหรือกระไร. พระผู้เป็นเจ้าได้ว่ากะโยมสิน่ะว่า สมณะและสามเณร เรียกอาตมาแต่วันอุปสมบทมา ชื่อว่านาคเสนนั้น. โยมเรียกพระผู้เป็นเจ้าว่า "พระนาคเสน" พระผู้เป็นเจ้าได้ยินหรือไม่".
     "ถวายพระพร ได้ยิน"
     "ถ้าพระผู้เป็นเจ้าได้ยินแล้ว ชื่อนาคเสนนี้แหละ ก็จัดเข้าในบุคคล คือตัวพระผู้เป็นเจ้า. พระผู้เป็นเจ้านี้ ชื่อนาคเสนหรือ"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "ผมพระผู้เป็นเจ้าหรือ ชื่อนาคเสน"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "ขนหรือ ชื่อนาคเสน"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "เล็บ ๒๐ นั้นหรือ ชื่อนาคเสน"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "ฟันนั้นหรือ ชื่อนาคเสน"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "หนังกำพร้าหุ้มกายนี้หรือ ชื่อนาคเสน"
     "ขอถวายพระพร หามิได้"
     "เนื้อทั้งหลายในกายนั้นหรือ ชื่อนาคเสน"
    "ขอถวายพระพร หามิได้"
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามไปโดยนัยเนื่องกันว่า "คือเอ็นใหญ่ ๗๐๐, เยื่ออันมีในกระดูก, คือม้ามก็ดี, คือหัวใจก็ดี, คือตับก็ดี, คือพังผืดก็ดี, คือไตก็ดี, คือปอดก็ดี, คือไส้น้อยก็ดี, คือไส้ใหญ่ก็ดี, คืออาหารใหม่ก็ดี, คืออาหารเก่าก็ดี, คือดีก็ดี, คือเสมหะก็ดี, คือหนองก็ดี, คือโลหิตก็ดี, คือเหงื่อก็ดี, คือมันก็ดี, คือน้ำตาก็ดี, คือมันเหลวก็ดี, คือเขฬะก็ดี, คือน้ำมูกก็ดี, คือไขข้อก็ดี, คือน้ำมูตรก็ดี, คือสมองศีรษะก็ดี, มันในศีรษะก็ดี เหล่านี้หรือชื่อว่า "นาคเสน"
"ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ผู้ทรงธรรมิกราชาธิราชผู้ประเสริฐ ส่วนทั้งปวงนี้ จะได้ชื่อว่า นาคเสนหามิได้ ขอถวายพระพร"

     พระเจ้ามิลินท์ จึงซักต่อไปในเบญจขันธ์ทั้งห้าว่า "รูปขันธ์ของพระผู้เป็นเจ้านั้นก็ดี, เวทนาขันธ์ก็ดี, สัญญาขันธ์ก็ดี, สังขารขันธ์ก็ดี, วิญญาณขันธ์ก็ดี, ดังนี้หรือ ชื่อนาคเสน"
     "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ สิ่งเหล่านี้ จะได้ชื่อว่า นาคเสนหามิได้ ขอถวายพระพร"
,พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสถามด้วยธาตุ จัดเป็นคู่กันว่า "จักขุธาตุและรูปธาตุนี้ประการ๑ โสตธาตุและสัททธาตุประการ๑ ฆานธาตุและคันธธาตุนี้ประการ๑ ชิวหาธาตุและรสธาตุประการ๑ กายธาตุและโผฏฐัพพธาตุประการ๑ มโนธาตและธรรมธาตุนี้ประการ๑. จักขุธาตุที่ทรงจักษุให้เห็นรูป อันทรงตัวเป็นรูปหญิงรูปชายนี้ก็ดี, โสตธาตุทรงโสตทั้งสอง ให้ได้ยินเสียงชื่อสัททธาตุ. สัททธาตุนี้จะเป็นเสียงนั้น คือ สารพัดสัททะสำเนียงทั้งปวง ก็อาศัยธาตุทรงให้เป็นเสียง. เสียงทั้งปวงมากระทบโสตธาตุ คือหูทั้งสอง. ก็โสตธาตุนี้ ทรงหูทั้งสองไว้ มิให้หนวกหนัก จึงได้ยิน, ฆานธาตุจมูกให้ดมกลิ่น มิให้เป็นหวัดและริดสีดวงเป็นต้น. และกลิ่นนั้น คือธาตุทรงไว้ซึ่งคันธธาตุ ก็ทรงตัวเอง. ที่เหม็นก็ให้ทรงกลิ่นเหม็น. ที่หอมก็ให้ทรงกลิ่นหอม. แม้ว่ากลิ่นกลายหายไป ก็อาศัยธาตุไม่มี, ชิวหาธาตุทรงลิ้น ให้รู้รสว่าเค็ม คาวหวานเป็นต้น. รสธาตุ คือเค็มคาวหวานนั้น ก็อาศัยธาตุทรงไว้. ถ้าธาตุวิปริตแล้ว ก็กลับกลายไป, และกายธาตุนั้น ก็ทรงกายให้รู้เจ็บปวด กระวนกระวาย และให้รู้เพลิดเพลินสบาย. ถ้ากระทบโผฏฐัพพธาตุ คือสิ่งกระด้าง และอ่อน สิ่งที่กระด้างเป็นต้นว่า ศัสตราวุธและก้อนหินศิลา มีธาตุทรงไว้ให้กระด้างและอ่อน. สิ่งที่กระด้างเป็นต้นว่า ศัสตราวุธและก้อนหินศิลา มีธาตุทรงที่ละอออ่อน เป็นต้นว่าฟูกหมอน. และละอออ่อน เป็นเนื้อทิพย์ มาต้องกายมนุษย์ทั้งหลายเข้าเมื่อใด. ก็เพลินในอาศัยเพราะกายธาตุนี้. ถ้าหากายธาตุ มิได้คือไม่มีที่ตั้งที่ทรงแล้ว. กายก็มิได้ประชุมกัน เป็นเนื้อเป็นตัว, และมโนธาตุนั้น ทรงไว้ให้เป็นใจเป็นจิตอยู่. ทั้งนี้ อธิบายด้วยธาตุเป็นคู่กัน และมโนธาตุอันเดียว ตามวาระพระบาลีสมมุติ เป็นใจความเท่านี้"
     เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถาม ด้วยธาตุทั้งปวงว่า "ธาตุทั้งหลายนี้หรือ ชื่อนาคเสน" ฝ่ายพระนาคเสน ก็ถวายพระพรปฏิเสธว่า "มิได้ ถวายพระพร". พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงกลับเอาขันธ์ ๕ ประการ มีรูปขันธ์เป็นต้น มีวิญญาณขันธ์เป็นปริโยสาน มาถามอีกเล่า. ฝ่ายพระนาคเสนผู้เป็นเจ้า ก็มิรับ กลับถวายพระพรปฏิเสธ. พระเจ้ามิลินท์จึงถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมที่นอกกว่ารูป นอกกว่าเวทนา นอกกว่าสัญญา นอกกว่าสังขาร นอกกว่าวิญญาณ นี้หรือเป็นนามชื่อว่า "นาคเสน". พระนาคเสนก็ถวายพระพรว่า "หามิได้".

(๓) นามปัญหา คำรบ ๒.

       พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงฟัง จึงตรัสว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สารพัดสารพันที่โยมจะเอามาถาม ซอกซอนถาม พระผู้เป็นเจ้า. พระผู้เป็นเจ้าปฏิเสธว่า มิใช่นามของพระผู้เป็นเจ้า. โยมเก็บเอามาถาม ด้วยขันธ์และธาตุและอาการ ๓๒ มีในกายตัว ของพระผู้เป็นเจ้าสารพัด. โยมไม่พิจารณาเห็นธรรมสิ่งใด ที่จะนับเข้าในชื่อ ของพระผู้เป็นเจ้า. พระผู้เป็นเจ้าเจรจาเปล่า ๆ. พระผู้เป็นเจ้าเจรจาเหลาะแหละ ไม่ควรฟัง. พระผู้เป็นเจ้าเจรจามุสาสับปลับ. เดิมบอกว่าชื่อนาคเสน แล้วกลับไม่รับ. ดูรึพระผู้เป็นเจ้านี้ สับปลับเจรจามุสา. ดูราโยนกข้าหลวงทั้งปวง ๕๐๐ และพระภิกษุแปดสิบพัน ที่ข้าอ้างเป็นสักขีพยานนี้ ฟังเอาด้วยกัน ณ กาลบัดนี้".      เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสบริภาษด้วยพระวาจาอันหยาบ แก่พระนาคเสน องค์อรหันต์ฉะนี้แล้ว. ฝ่ายพระนาคเสนองค์พระอรหันต์ อันมีกำกงแห่งสังสารจักร อันจะชักให้สัตว์เกิดตายเวียนว่ายในวัฏสงสารประหาร ฉลาดด้วยพระปฏิสัมภิทา มีปัญญาปรุโปร่งไป ในปฏิสัมภิทาทั้ง๔ คือ ธรรมปฏิสัมภิทา แตกฉานไปในพระสูตรพระวินัยพระปรมัตถ์ มิหนำอีกปฏิเวธธรรมทางมรรค ทางผล. อรรถปฏิสัมภิทา ฉลาดในอรรถกถาบาลีอรรถแปลแก้ไข. นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในอักขระ อักษร พยัญชนะ นิมิต นิคหิต พินทุ สิ้นทุกประการ มิได้กังขา. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แตกฉานในการอ่าน สวด ให้ถูกตามครุลหุธนิตสิถิล ลำนำฉันทานุรักษ์และเทศนา สำแดงธรรมอันน้อยใหญ่ แกล้วกล้าไปทุกประการ. ได้พระปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ ยิ่งยอดบุคคลถึงฉะนี้. เมื่อพระเจ้ามิลินท์ทรงบริภาษพ้อ วันนั้นมีน้ำพระทัยมิได้ไหวหวั่นฉันใด. อุปไมย เหมือนภูเขาศิลาแท่งทึบ อันมิได้รู้สะเทือนสะท้านด้วยลมพัด. จะได้โกรธพระเจ้ามิลินท์ก็หามิได้. พระผู้เป็นเจ้า เบิกบานด้วยจำเริญฌานเมตตา เอ็นดูนักหนา จะอุปมาฉันใด. อุปไมยประดุจมารดา อันเห็นบุตรของอาตมา อันเป็นทารกหิวนม อันเที่ยวเล่นไกลแล้ว อยากนมและร้องไห้พิไรร่ำมา. มารดาเห็นลูกรัก ก็วิ่งออกไป กระพัดกระพอง ร้องเรียกบุตรของอาตมาไว ๆ ว่า ลูกเอ๋ยเจ้างามประเสริฐ มาเถิดพ่อมาแม่มา. หากว่า พระนาคเสน ผูกเมตตาต่อพระเจ้ามิลินทราธิบดีนี้ ก็เหมือนกัน. พระเจ้ากรุงมิลินท์นั้น ยังเป็นปุถุชน.. พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีความโกรธ จะโปรดให้ได้มรรคผล เสวยชลอมฤตธาราน้ำนม ให้บรมพิตรอันประพฤติทุจริต มืดมิดอยู่เป็นกำลัง เร่งให้เสวยเสีย จะโปรดให้ได้นิพพานเมืองแก้วเสีย ในปัจจุบันชาตินั้น ด้วยแก้ปัญหา..      พระผู้เป็นเจ้ารู้จิตวาระนี้พระราชหฤทัยอัชฌาสัย ของพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีนั้น ทำเป็นประหนึ่ง จะวิสัชนามิได้ ดุษณีภาพนิ่งอยู่ ประมาณครู่หนึ่งในกาลนั้น. พระนาคเสนผู้ปรีชา นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงถวายพระพรว่า "ดูก่อนมหาบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในราชสมบัติ บพิตรนี้เป็นกษัตริย์อันสุขุมมาลัย มิ่งมไหศวรรย์ สุขุมโดยแท้ แต่เสด็จจากพระราชนิเวศน์ มาสู่ประเทศอสงไขยบริเวณเท่านี้ ดูนี่หมองศรีนักหนา. อนึ่ง เสด็จมาก็ต้องแสงสุริยะกล้า เป็นเวลามัชฌันติกสมัย น้ำพระทัยจึงกลัดกลุ้มรุ่มร้อน, ทรงบทจรเสด็จพระราชดำเนิน มายังสำนักอาตมานี้เล่า ก็เสด็จด้วยพระบาทเปล่า, ชะรอยระแหงหินกรวดอันใด ยอกเข้าที่ฝ่าพระบาท ปวดประชวรแสบสามารถหรือกระไรนั้นจึงร้ายกาจ, พระโองการประภาษเล่า ก็หยาบหยาม. นี่แน่ะ อาตมาจะถามบพิตรพระราชสมภารเจ้า บพิตรพระราชสมภารเจ้า เสด็จมานี้ด้วยพระบาทเปล่าหรือ หรือบพิตรพระราชสมภารเจ้า เสด็จจากราชฐาน ด้วยพาชีสินธพชาติอาชาญยานุมาศ อันใด จงตรัสพนารถประภาษ แก่อาตมาในกาลบัดนี้". แท้จริงอันดับนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการเผดียงว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสน เมื่อโยมจะมาสู่อสงไขย บริเวณสำนักพระผู้เป็นเจ้านี้ โยมไม่มาด้วยพระบาทเปล่า มาด้วยรถ. ครั้นมาสู่สำนักพระผู้เป็นเจ้า โยมเข้ามาด้วยพระบาทเปล่า". พระนาคเสนได้ฟังพระโองการประภาษ จึงประกาศว่า "ดูกรราชเสวกโยนกทั้ง ๕๐๐ ฟัง เอาเถิด ถ้อยคำสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทร์ผู้ประเสริฐ ตรัสว่า มาด้วยรถ มาสู่สำนักอาตมานี้ มาด้วยพระบาทเปล่า. ชาวเจ้าทั้งปวงกับพระภิกษุแปดสิบพันจงฟัง เป็นพยานในกาลบัดนี้. ิพระนาคเสนจึงมีเถรปุจฉาถามว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในราชสมบัติ ซึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า เสด็จด้วยรถนั้น ตรัสมั่นคงละหรือ".
     "เออข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมว่า ว่ามาด้วยรถจริง"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาถามว่า "บพิตรพระราชสมภารบอกว่า มาด้วยรถนั้น งอนนั้นหรือชื่อว่ารถ"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์นรินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า "งอนนั้นจะได้ชื่อว่ารถหามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เพลานั้นหรือชื่อว่ารถ"
     พระเจ้ามิลินทร์ภูมินทราธิเบศร์ "ปฏิเสธว่าหามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ จักรนั้นหรือชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนครปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ คันชักนั้นหรือ ชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เรือนรถนั้นหรือ ชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร"
     พระจ้ามิลินท์ก็ปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ เชือกรถนี้หรือ ชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากรปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรวาจา ซักถามต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ประฏักสำหรับถือนั้นหรือ ชื่อว่ารถ ของถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรปุจฉาซักถามสืบต่อไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ แอกนั้นหรือ ชื่อว่ารถ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปฏิเสธว่า "หามิได้"
     พระนาคเสนมีเถรวาจาถามไปจนสิ้นสุดฉะนี้. จึงมีเถรบริภาษตัดพ้อว่า "ดูรานะสมเด็จบรมบพิตร ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ เมื่ออาตมาเอาเครื่องรถนั้นมาถามถ้วนถี่ บพิตรก็ตรัสว่ามิใช่รถ ตรัสปฏิเสธยั่งยืน. อาตมาไม่เห็นสิ่งใดที่จะเรียกว่ารถสิ้นทั้งหมด. เดิมทีสิตรัสบอกว่า เสด็จออกมาด้วยรถ. ครั้นอาตมา ถามหานามรถว่า สิ่งนี้หรือชื่อว่ารถ ก็ปฏิเสธว่ามิใช่รถ. กระนั้นก็ปดรูปเล่น. เออ. เป็นถึงอัครราชเรืองเดช ในประเทศทวีปชมพู ไม่มีความอดสู ดูรึมาตรัสมุสาวาท ช่างประภาษได้. ฟังเอาเป็นไร ราชเสวกโยนกข้าหลวงทั้ง ๕๐๐ อันหมอบรายเรียงเคียงกัน และพระภิกษุสงฆ์แปดสิบพัน ที่เราบอกไว้เป็นพยานนั้น. จงฟังเอาด้วยกัน ในกาลบัดนี้.      ขณะนั้น หมู่ราชเสวกโยนกข้าหลวง ๕๐๐ ก็มี่ก้องร้องซ้องสาธุการ พระนาคเสนนี้ต่าง ๆ. บางพวกที่ตัวโปรด ก็บังคมเหนือศิโรตม์ แล้วทูลเตือนสมเด็จบรมกษัตริย์ ให้ตรัสแก้ไข. ส่วนสมเด็จพระเจ้าพระเจ้ามิลินท์ ปิ่นสาคลราชธานี จึงมีพระราชโองการแก้ปัญหาว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมจะได้เจรจามุสาวาท หามิได้. นามบัญญัติชื่อว่ารถนั้น อาศัยสัมภาระเครื่องรถ พร้อมกันหมด คือ งอนและจักรเพลา และคันชักรถ และเรือนรถ และเชือกรถ และประฏัก กับแอกทั้งหมด จึงได้บัญญัตินามชื่อว่ารถ นะพระผู้เป็นเจ้า. พระผู้เป็นเจ้าจงทราบ ด้วยประการฉะนี้"
     พระนาคเสนจึงมีเถรวาจา ถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในบวรมไหศวรรย์ อาตมาก็เหมือนกัน ที่ถวายพระพรไว้ว่า ชื่อนาคเสนนั้น จะได้มุสาหามิได้. อาศัยอาการ ๓๒ ของอาตมาเป็นอาทิ คือ เกศา โลมา ตลอดถึงมัตถลุงคังทั้งหมด จึงได้นามบัญญัติปรากฏ ชื่อว่านาคเสน. เหมือนชื่อว่ารถ อาศัยสัมภาระทั้งหมด จึงเรียกว่ารถยาน. ก็สมด้วยคำท่านปฏาจาราภิกษุณี กล่าวในที่เฉพาะพระพักตร์ ของสมเด็จพระทศพล พิชิตมารโมลี ยุติด้วยวาระแห่งพระบาลีว่า
          ยถาปิ องฺคสมฺภาโร    โหติ สพฺโพ รโถ อิติ
          เอวํ ขนฺเธสุ สนฺเตสุ    โลโก สตฺโตติ สมฺมตีติฯ 
     ความว่า อันว่าสัมภาระเครื่องรถพร้อมทั้งหมด ได้นามบัญญัติเรียกว่ารถ มีครุวนาฉันใด. ได้ชื่อว่าสัตว์ว่าบุคคลนี้ ก็อาศัยมีขันธ์พร้อม ๕ ประการ เปรียบปานดังรถนั้น ขอถวายพระพร. สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดี ทรงพระสวนาการแก้ปัญหาฉะนี้. ท้าวเธอมีน้ำพระทัยปรีดาปราโมทย์ ออกพระโอษฐ์ตรัสซ้องสาธุการว่า "สาธุ พระผู้เป็นเจ้าช่างแก้ปัญหาโยม อัศจรรย์นักหนา. โยมสำคัญว่า อยู่โยมแล้วทีเดียว. พระผู้เป็นเจ้านี้ เฉลียวฉลาดสามารถนักหนา กลับกล่าวปัญหา เปรียบเทียบอุปมาวิจิตร ให้คนทั้งหลายคิดเห็นกระจ่างแจ้งแจ่มใส. ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระชิเนนทรทศพล ยังสถิตมีพระชนม์อยู่นี้ จะโปรดปรานตรัสสาธุการประทาน ที่ฐานันดร ให้เป็นเอกบุคคลข้างแก้ปัญหา ในกาลบัดนี้.
(๔) วัสสปัญหา คำรบ๒.
       สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามวัสสปัญหา สืบต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้ามีพรรษาเท่าไร"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "อาตมามีวรรษาได้ ๗ พรรษา"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสซักว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสน พรรษานับได้ ๗ ปีนั้น นับพระผู้เป็นเจ้าเข้าด้วยหรือ หรือว่านับแต่ปีนั้น ๗ มิได้อาศัยผู้เป็นเจ้า ในกาลบัดนี้"
     ดังได้รู้มาว่า พระเจ้ามิลินท์ ภูมินทราธิบดี วันนั้น ทรงเครื่องปิลันธนาภรณ์พวกดอกไม้ มีพระฉายปรากฏลงไปที่น้ำ ในกระออมแก้ว.
     พระนาคเสนเห็นประจักษ์แล้ว จึงถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในสิริมไหศวรรย์ พระฉายที่ปรากฏ ในกระออมแก้วนั้น นับเนื่องอาศัยในพระองค์ของมหาบพิตรด้วย หรือประการใด"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ ปิ่นสาคลราชธานีจึงมีพระราชโองการตรัสว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เงาที่ปรากฏในกระออมแก้วนี้ ก็อาศัยเนื่องไปแต่ตัวโยม"
     พระนาคเสนก็โน้นน้อมเป็นอุปมาว่า "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในสิริมไหศวรรย์ พรรษาของอาตมานี้ ก็เหมือนกัน อาศัยอาตมาบรรพชามา คณนานับได้ ๗ พวรรษา ในกาลบัดนี้ "
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นพิภพ ได้ทรงฟังก็นอบนบ ซ้องสาธุการว่า "สาธุ ๆ ปัญหาเปรียบ ของพระผู้เป็นเจ้า เอามาเปรียบนี้ไม่ผิด ฟังนี้วิจิตรอัศจรรย์ครัน"
(๕) เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา คำรบ๓.

       พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า "ดูรานะมหาบพิตร จะเป็นอะไรตรัสว่ากระไร จงตรัสเถิด. แต่บพิตรผู้ประเสริฐ อย่าประภาษด้วยราชวาท จงตรัสกับอาตมาเป็นบัณฑิตวาท."
     พระเจ้ามิลินท์นรินทรราช จึงประภาษถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บัณฑิตวาทนักปราชญ์เจรจานี้ เจราจาประการใด. โยมยังสงสัยอยู่ นิมนต์วิสัชนาไปก่อน"
     "ขอถวายพระพร ธรรมดาว่าปราชญ์เจรจา ย่อมสุนทรอ่อนหวาน มิได้เจรจาหักหาญข่มขี่ กระทำดีเรียบร้อย ถ้อยคำย่อมกระทำให้วิเศษต่าง ๆ ย่อมกระทำปฏิเสธ กั้นกางการอกุศลกรรม ย่อมกระทำเคล้าคลึง โน้มน้อมเข้าในสิ่งเป็นกุศล มีรักษาศีล ให้ทานเป็นต้น มิได้กำเริบรานร้ายกาจ. ธรรมดาว่าปราชญ์ ย่อมเจรจาดุจอาตมาวิสัชนาฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าผู้ฉลาด อีกประการหนึ่ง ที่พระผู้เป็นเจ้าว่าราชวาท คือ คำกษัตริย์ขัตติยมหาศาลนั้น เป็นประการใด. จงวิสัชนาให้โยมฟังก่อน"
     "ขอถวายพระพร บรมกษัตริย์ขัตติยมหาศาล จะตรัสย่อมหักหาญเอาด้วยปัญญาของตน ปฏิญาณในวัตถุสิ่งเดียว ได้ตรัสให้กระทำดังนี้. ถ้ามีผู้ใดขัดพระราชโองการ. โทษก็มียิ่งแก่ผู้นั้น. อันกษัตริย์นี้ จะตรัสเจรจาพาที มิได้อนุโลมตามใคร. ความกระนี้ จึงไม่ให้ตรัสด้วยอาตมาเป็นคำราชวาท. บพิตรจะตรัสเป็นราชวาท กับอาตมา. อาตมาก็มิได้สนทนา ด้วยบพิตรพระราชสมภาร ในกาลบัดนี้"
     ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมนี้จะเอาคำนักปราชญ์มาเจรจา มิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า โดยคำท้าวคำพระยา"
     "อ้อ ถ้ากระนั้น จะตรัสอย่างไรเร่งตรัสมาเถิด ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จะลองปัญญาพระผู้เป็นเจ้าว่า จะเขลาเคลิ้มประการใด จึงตรัสไต่ถาม เป็นสำนวนลมปากเปล่าอีกเล่าว่า "โยมจะถามพระผู้เป็นเจ้า"
     "บพิตรจะถามอย่างไร จงถามเถิด"
     "โยมถามแล้ว"
     "ขอถวายพระพร อาตมาแก้แล้ว"
     "พระผู้เป็นเจ้าแก้อย่างไร จงวิสัชนาให้แจ้งก่อน"
     "ขอถวายพระพร อาตมาแก้แล้ว"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี ไต่ถามปัญหาสำนวนเปล่าเช่นนี้ทีหนึ่งแล้ว กลับมาถามซ้ำอีกเล่า หวังจะลองปัญญาพระนาคเสนว่า จะเขลาหรือฉลาด จะยั่งยืนอยู่ไม่ครั่นคร้าม หรือประการใดเท่านั้น.

(๖) เชิญพระนาคเสนเข้าวัง .
      แท้จริงอันดับนั้นมา สมเด็จบรมกษัตราธิราชมิลินท์ ภูมินทราธิบดี ทรงพระราชดำริฉะนี้ว่า "พระภิกษุรูปนี้ มีปัญญา อาจสามารถที่จะวิสัชนาได้. อาตมาจะถาม โดยเหตุอันพิเศษหลาก ๆ มากนักหนา. เวลานี้ก็เป็นเวลาสายัณห์ ตะวันอัสดงลงลับไป. ต่อวันรุ่งพรุ่งนี้ จะให้นิมนต์พระนาคเสน เข้าไปสู่พระราชฐานของอาตมา จะถามอรรถปัญหาให้หลาก ๆ มากกว่านี้." ดำริแล้วพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการ สั่งเทวมันติยอำมาตย์ผู้ฉลาดว่า "ดูกรเทวมันติยอำมาตย์ จงอาราธนาพระผู้เป็นเจ้านาคเสน ให้เข้ามาสั่งสนทนากับด้วยเรา ในราชนิเวศน์แต่เพลาเช้า อย่าให้พระผู้เป็นเจ้าไปในที่อื่น. ตรัสแล้ว พระองค์ก็ลาพระภิกษุแปดหมื่น กับพระนาคเสน เสด็จถึงประตูอสงไขยบริเวณวัด ก็เสด็จขึ้นหลังอาชาชาติสินธพพระที่นั่ง ทรงพร้อมด้วยหมู่นิกรแสนจตุรงค์ พระองค์ก็ตรัสบ่นแต่ว่า "นาคเสน นาคเสน" มาบนหลังสินธพพระที่นั่ง กระทั่งถึงประตูพระราชวัง เสด็จเข้ายังอันเตปุระราชนิเวศน์ ตำหนักทองของพระองค์.
     ในกาลครั้งนั้น ฝ่ายเทวมันติยอำมาตย์ ก็อาราธนาพระนาคเสน ดุจกระแสพระราชโองการ. ส่วนพระนาคเสน ก็ชื่นบานรับอาราธนา. ครั้นรุ่งราษราตรีรัศมีทิวากรสว่างกระจ่างฟ้า. ฝ่ายว่า อำมาตย์ทั้งหลาย ๔ คน ชื่อว่าเนมิตติยอำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าอันตกาย อำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าอังกุรอำมาตย์คน ๑ ชื่อว่าสัพพทินนอำมาตย์คน ๑ สิริเป็น ๔ คนด้วยกัน จึงทูลสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีว่า "ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม เพลาเช้าวันนี้ ทรงพระกรุณาจะให้พระนาคเสน มาสู่ราชฐานหรือประการใด." จึงมีพระราชโองการตรัสว่า "เออให้เธอเข้ามาเถิด." อำมาตย์จึงทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระภิกษุบริวาร พานจะมากถึงแปดสิบพัน จะโปรดให้พระนาคเสนนั้น นิมนต์มาด้วยเท่าไร". จึงมีพระราชโองการตรัสว่า "ตามแต่ในพระนาคเสนท่านจะพามา". สัพพทินนอำมาตย์จึงทูลว่า "ขอพระราชทานให้พระนาคเสน นิมนต์พระสงฆ์มาด้วย ๑๐ องค์ อย่าให้เอามามากเลย".
     พระราชโองการตรัสว่า "สัพทินนะเอ๋ย อย่าบังคับเลย. ตามในท่านจะมาเถิด. สัพพทินน ของที่จะเลี้ยงพระภิกษุนี้ สิ้นไปไม่มีหรือประการใด. ท่านจะเข้ามาเท่าไร ตามใจท่าน. โภชนาอาหาร ในราชฐานของเรามีเป็นนักเป็นหนา. จังหันจะไม่พอเพียง ที่จะเลี้ยงท่านหรือประการใด. สัพพทินนะฟังพระราชโองการ ก็ก้มหน้านั่งนิ่งอยู่ หารู้ที่จะรู้ทูลทัด ขัดพระราชโองการไม่. ส่วนอำมาตย์ทั้ง ๔ ได้สวนาการฟังกระแสพระราชโองการฉะนี้ อำมาตย์ทั้ง ๔ คือสัพพทินนะ เนมิตติยะ เจ้าอังกุระและเจ้าอันตกายะ ก็พากันถวายบังคมลา ลุกมาขมีขมันมิทันใด ก็ถึงอสงไขยบริเวณ จึงเข้าไปสู่สำนักพระนาคเสน องค์เอกอเสกขบุคคล นิมนต์พลันว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มีพระราชโองการ ให้กระหม่อมฉันมานิมนต์พระผู้เป็นเจ้า ให้เข้าไปฉันยังนิเวศน์วังใน กับภิกษุบริวารมากเท่าใด ก็ตามน้ำใจพระผู้เป็นเจ้า จะพาเข้าไปในกาลบัดนี้".
     ขณะนั้น พระนาคเสนองค์พระอรหันต์ อันมีอายุมิ่งมงกุฎโมลี โดยฟังอำมาตย์ทั้ง ๔ อาราธนา ก็นุ่งสบงทรงจีวร มีพระกรจับบาตร พาสงฆ์แปดหมื่น ลีลาศมาเป็นอันดับกัน แต่เพลาเช้า. พระผู้เป็นเจ้า ก็เข้าสู่พระราชธานี ฝ่ายอำมาตย์ทั้ง ๔ ก็ตามไปด้วยกัน
.
(๗) อัตกายปัญหา คำรบ๔.
       อันตกายอำมาตย์นั้น จึงถามปัญหาพระนาคเสน องค์เอกอรหันต์ว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้ากล่าววานนี้ว่า "ชื่อของพระผู้เป็นเจ้า ชื่อนาคเสน. แต่ว่าชื่อนาคเสนนี้ มิได้จัดเป็นสัตว์เป็นบุคคล. นี่แหละข้าพเจ้ายังสงสัย".      พระนาคเสน จึงถามอันตกายะไปว่า "ท่านเข้าใจว่า อะไรชื่อนาคเสน". อันตกายะจึงกล่าววาจาว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าลมหายใจเข้าออกในกายนี้ยังมีอยู่ตราบใด ก็ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ เหมือนอย่างพระผู้เป็นเจ้าฉะนี้ มีชีวิตอยู่ได้ว่านาคเสน
     ขณะนั้น พระนาคเสนจึงถามว่า "ดูกรอำมาตย์ อาตมาจะถามท่าน ถ้าแม้ว่าลมระบายหายใจออกจากกาย มิได้กลับเข้าภายในกาย คน ๆ นั้นจะตายหรือว่าหามิได้"
     อันตกายอำมาตย์จึงว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลมไม่เข้าไปภายในกาย ลมออกไปภายนอกกาย ไม่กลับเข้าไปในกายแล้ว ผู้นั้นก็ตาย"
     พระนาคเสนองค์อรหันต์ท่านจึงว่า "ถ้าฉะนั้น ดูกรอันตกายะ คนที่เป่าแตรเป่าสังข์ทั้งหลาย ลมออกนอกกาย จะมิตายสิ้นหรือ"
     อันตกายอำมาตย์ว่า "ไม่ตาย"
     พระนาคเสนองค์อรหันต์จึงว่า "ดูกรอันตกายะ เหมือนช่างทองทั้งหลาย เป่ากล้องประสานทองก็ดี คนพวกนี้ลมออกนอกกาย ไม่กลับเข้าในกายนี้ จะตายหรือประการใด. อนึ่งเล่า คนที่เป่าปี่กระนี้ จะมิตาย"
     อันตกายะจึงว่า "ไม่ตาย"
     พระนาคเสนจึงว่า "ดูกรอันตกายะ เออ ท่านสิว่า ลมออกนอกกายไม่เข้าไปภายในกายแล้ว ก็ตาย. ก็ทำไมคนทั้งหลาย ที่เป่าแตรและเป่าสังข์ คนทั้งหลายที่เป่ากล้องประสานทอง และคนที่เป่าปี่. คนทั้งหลายนี้ลมออกนอกกาย จึงไม่ตายเล่า เพราะเหตุอย่างไร"
     อันตกายะก็จนใจไม่รู้ที่จะแก้ไข จึงว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า แก้ไขออกให้แจ้งเถิด. ข้าพเจ้ารู้อะไรจะไปตอบโต้ถ้อยคำ กับพระผู้เป็นเจ้าเล่า"
     ครั้งนั้น พระนาคเสนจึงว่า "ดูกรอันตกายะ ท่านว่าลมนี้คือลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกายสังขาร"
     อันตกายะจึงถามพระนาคเสนว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า กายสังขารตั้งอยู่ที่ไหน"
     พระนาคเสนจึงบอกให้ว่า "กายสังขารตั้งอยู่ในขันธ์." ว่าแล้วเท่านั้น พระนาคเสนก็สำแดงธรรมเทศนาแก้ไข ให้อันตกายอำมาตย์ฟัง.
     อันตกายะตั้งใจสวนาการไป ก็มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ศรัทธาเคารพพระศรีรัตนตรัย เป็นอุบาสกในพระศาสนา. ตกว่าพระนาคเสนว่า "ลมอัสสาสะปัสสาสะ คือลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นกายสังขาร. แหละถ้าท่านทายกไม่เข้าใจว่า กายสังขารนี้คือลมบำรุงกาย. นัยหนึ่งว่า ลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นรูปเนื่องมาแต่มหาภูตรูป คือ วาโยธาตุ ลมหายใจเข้าออกนี้ เรียกว่ากาย จะถือว่าเป็นชีวิตนั้นไม่ควร. และกายสังขาร คือ ลมหายใจเข้าออกนี้ก็ตั้งอยู่
ในขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น. อธิบายทั้งนี้ จะให้เข้าใจว่า กายสังขารนี้ เป็นชื่อแห่งลมหายใจเข้าออก. โลกย่อมพูดกันว่า เราท่านทุกวันนี้ มีลมหายใจเข้าออกอยู่ก็ว่าคน. และคำอันนี้ว่าแต่พอจะให้เห็นพระทุกขัง พระอนิจจัง พระอนัตตา. แต่ว่าลมหายใจเข้าออกนี้ จะถือว่ามีพร้อมกันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นชีวิตนั้นไม่ได้. เป็นแต่บำรุงกาย บำรุงชีวิต และลมหายใจ จะเป็นชีวิตหามิได้.

(๘) ปัพพชาปัญหา คำรบ๕.
     อันดับนั้น แท้จริง เมื่อพระนาคเสนผู้มีอายุ มิ่งมงกุฎวิสุทธิสงฆ์องค์อรหันต์ เทศนาโปรดอันตกายอำมาตย์แล้ว ก็ดำเนินลีลาศเข้าสู่พระนิเวศน์วังใน เสด็จขึ้นไปบนปราสาท นิสัชนาการนั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์ กับพระภิกษุแปดหมื่น. สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นพิภพขึ้นชมพูทวีป ก็ทรงรับรัดเร่งให้ปรนนิบัติ ด้วยโภชนียะของเคี้ยว ของกัดดูดดื่มอันประณีตบรรจง ยังพระนาคเสนกับพระภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว. สมเด็จบรมบพิตร ก็ถวายไตรจีวรให้ ทั้งแปดหมื่นแล้ว ก็มีพระทัยชื่นชมต่อบรมทาน จึงมีพระราชโองการ ให้พระนาคเสนเอาภิกษุหนุ่มไว้แต่ ๑๐ องค์. นิมนต์พระภิกษุมากกว่านั้น อันเฒ่าแก่กลัวนั่งเจ็บหลัง นิมนต์กลับไปยังอสงไขยบริเวณ. ส่วนสมเด็จกรุงมิลินท์ ก็จับเอาอาสนะนั่งใกล้พระนาคเสน องค์เอกอรหันต์ จึงมีสุนทรพจนารถราชโองการประภาษว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า เราทั้ง ๒ นี้ จะสนทนาพาที ด้วยเหตุอันใดดี ในกาลบัดนี้ .
     ฝ่ายพระนาคเสนเถรเจ้า จึงมีเถรวาจาถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ อามตากับมหาบพิตรนี้ คิดว่าจะสนทนากัน ที่เป็นประโยชน์ ขอถวายพระพร. ขณะนั้น พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นประชากร มีสุนทรพจนารถราชโองการ ตรัสถามปัญหา เหมือนอันถามแล้วในวันก่อนนั้นว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้าอุดมอย่างไร. บรรพชานี้จะให้ประโยชน์อะไร". พระนาคเสนก็แก้ไข เหมือนอันวิสัชนาในวันก่อนว่า "ขอถวายพระพร บรรพชานี้ เพื่อจะให้ระงับทุกข์ คือ ทุกข์ ๔ กอง มีชาติทุกข์เป็นต้น ให้ระงับดับไป มิให้ทุกข์อื่นบังเกิด คือจะเกิดอีกนั้นมิให้มีประการ๑. อีกประการหนึ่งเล่า มีอรรถอันอุดม คือ จะให้ได้พระนิพพาน หาเชื้อกิเลสตัณหามิได้ ขอถวายพระพร..      สิ้นคำวิสัชนาพระนาคเสนเท่านี้ พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี เอาปัญหาที่ถามแล้ว กลับเอามาถามอีก หวังจะตั้งเป็นเหตุ จะได้ถามลักษณะแห่งบุคคลบรรพชา เหตุฉะนี้พระองค์จึงมีพระราชปุจฉา ถามพระนาคเสนฉะนี้ว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลักษณะบุคคลจะเข้าบรรพชาบวช ในพระพุทธุบาทศาสนานี้มีประโยชน์อย่างไร"
    พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในสิริมไหศวรรย์ คนทั้งหลายคิดต่างกัน บางพวกนั้น คือ ท้าวพระยาเบียดเบียนใช้สอย หนีออกไปบวชในพระพุทธศาสนาก็มี. .บางทีบรรพชาเพื่อจะให้คุ้นเคยท้าวพระยา รู้จักมักใคร่ก็มี. บางทีบวชเพื่อจะได้อิสริยยศ เป็นที่ทางอันใหญ่. บางทีบวชเพื่อจะได้อาหารเลี้ยงชีวิต. บางทีคิดกลัวภัย โจรจะคอยฆ่า. กลัวภัยท้าวพระยาจะฆ่าตี. กลัวภัยเจ้าหนี้จะตามทวง. กลัวทั้งปวงนี้ก็หนีเข้าบรรพชา. ที่ว่าจะคิดถึงตัวกลัวภัยในสงสาร ออกบรรพชา ปรารถนาพระนิพพานก็มี ขอถวายพระพร."
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระราชโองการ ย้อนถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้านี้มาบรรพชา จะปรารถนาอย่างไร นิมนต์วิสัชนาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะมหาบพิตร อาตมานี้บรรพชาแต่ยังเป็นทารกได้ ๗ ขวบก็หารู้ไม่. ครั้นจำเริญใหญ่ขึ้นมา ท่านสมณะที่เป็นสากยบุตรพุทธชิโนรสผู้ใหญ่ ฝึกสอนอาตมา โดยให้มีสติปัญญา รู้ซึ่งพุทธาธิบาย. บัดน ี้อาตมาบรรพชาก็หมายจะใคร่ได้พระนิพพาน ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร ก็รับคำสรรเสริญว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนี้ สมควรแล้ว"
(๙) ปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ๖.
     ครั้งนั้น พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี จึงมีพระราชปุจฉา ถามอรรถปัญหาอันอื่น ต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า คนที่ตายไปแล้ว จะไม่ปฏิสนธิเกิดมาเป็นร่างกายจิตใจ สูญไปนี้ จะมีบ้างหรือ หรือว่าไม่มี"
พระนาคเสนได้ฟังพระโองการฉะนี้ จึงถวายพระพรว่า "ดูรานะมหาบพิตร คนบางจำพวกดับจิตแล้ว ไม่เกิดอีกก็มี ที่กลับมาเกิดอีกก็มี"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี จึงซักถามต่อไปนี้ว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าว่า บุคคลที่ดับจิตไม่ได้เกิดอีกนั้น ได้แก่คนจำพวกใด. คนที่ดับจิตตายไปแล้ว กลับเกิดใหม่นั้นได้แก่คนจำพวกใด นิมนต์วิสัชนาไปให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตร คนที่มีราคาทิกิเลส ดับจิตแล้วเกิดใหม่. ที่หากิเลสมิได้ดับจิตแล้วไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงย้อนถามว่า "ก็พระผู้เป็นเจ้านี้เล่า ดับจิตแล้วจะเกิดใหม่. หรือว่าไม่เกิดอีกในภพเป็นประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ถ้าว่าอาตมาประกอบไปด้วยกิเลส ดับจิตไป ก็ต้องเกิดใหม่. ถ้าว่าอาตมาหากิเลสมิได้ ก็จะดับสูญไปไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร ก็มีพระโองการสรรเสริญว่า "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว"
(๑๐) มนสิการปัญหา คำรบ ๗.
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์ มีพระราชโองการ ตรัสถามอรรถปัญหาต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมนี้ยังสงสัยอยู่ ด้วยบุคคลไม่ปฏิสนธิ คือ ไม่เกิดใหม่นั้น ไม่เกิดใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการดังฤๅ"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในศฤงคาร บุคคลไม่ปฏิสนธิเกิดใหม่นั้น ด้วยโยนิโสมนสิการ กับกุศลธรรมอื่นที่บำเพ็ญไว้แต่ก่อน มีบารมีเต็มตามกำหนด ให้สำเร็จพระนิพพาน อีกกับปัญญาพร้อมด้วยสิ่ง ๓ ประการนี้ จึงมิได้เกิดใหม่ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์มีพระราชโองการ ซักถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้มีปรีชาญาณ โยนิโสมนสิการนั้น ไม่ใช่ปัญญาหรือประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "โยนิโสมนสิการมิใช่ปัญญา และโยนิโสมนสิการนั้น มีลักษณะสถาน๑. ปัญญามีลักษณะสถาน ๑. และโยนิโสมนสิการนั้น มีในสันดานแห่งสัตว์ทั้งหลาย คือ วัว ควาย ช้าง ม้า สรรพสัตว์ทั้งปวง
เหล่านี้. และสัตว์ดังพรรณนานี้จะได้มีปัญญาหามิได้ มีแต่โยนิโสมนสิการ ขอถวายพระพร"
(๑๑) มนสิการลักขณปัญหา คำรบ ๘.
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถาม ด้วยลักษณะแห่งโยนิโสมนสิการว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสน ผู้ปรีชาญาณ และโยนิโสมนสิการนั้นมีลักษณะอย่างไร"
     พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า "โยนิโสมนสิการนั้น มีลักษณะให้อุตสาหะ มีพยายามความเพียรประการ ๑ มีลักษณะจะถือเอาให้ได้ เหมือนกับสัตว์เป็นต้นว่า แพะ ลา โค มหิสา ถึงจะผูกไว้ก็จะดิ้นไปกินหญ้านั้นประการ ๑ ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระราชโองการถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประเสริฐ ด้วยปรีชาญาณ ลักษณะปัญญานั้นอย่างไร
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในสิริมไหศวรรย์ ปัญญานั้นมีลักษณะตัดให้ขาด ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีพระราชโองการนิมนต์พระนาคเสน ผู้ปรีชาญาณ ให้กระทำอุปมา จึงตรัสว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ประกอบด้วยปรีชาญาณ ลักษณะโยนิโสมนสิการ กับลักษณะปัญญา ที่พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนามานี้ โยมฟังยังคลางแคลงอยู่ นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนจึงถวายพระพร อุปมาว่า "ดูรานะมหาบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐในศฤงคาร ลักษณะโยนิโสมนสิการ กับลักษณะปัญญานี้ ถ้าจะเปรียบเป็นอันเดียวเหมือนเกี่ยวข้าว ลักษณะชาวนาเกี่ยวข้าวนั้น เขาทำประการใด"
     "อ้อ โยมเข้าใจอยู่"
     "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐในมไหศวรรย์ ชาวนาเกี่ยวข้าวนั้นเขาทำอย่างไร"
     "อ้อ ชาวนานั้น เขาเอาเท้าเหยียบต้นข้าวไว้ มิให้ขยาย มือซ้ายหน่วงเอารวงข้าวนั้นมา มือขวาจับเคียว เกี่ยวกระชากให้รวงข้าวขาดติดมือเบื้องซ้าย. ชาวนาทั้งหลายเขากระทำอย่างนี้ โยมรู้อยู่"
     "ดูรานะบพิตร ผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์ ความนี้ฉันใด มือซ้ายที่ถือรวงข้างไว้ ได้แก่โยนิโสมนสิการ อันมีลักษณะถือเอา. มือขวาที่ถือเคียวเกี่ยวรวงข้าว ตัดกระชากให้ขาดนั้น ได้แก่ปัญญา อันมีลักษณะตัดให้ขาด ด้วยประการดังนี้"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดี ได้ฟังพระนาคเสนอุปมา ก็ทรงพระปรีชาชื่นชม ตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้ สมควรนักหนา. สาธุ สัตบุรุษผู้มีศรัทธา พึงเข้าใจเถิดว่า บุคคลที่ไม่เกิดอีกนั้น คือพระอรหันตขีณาสพ ท่านไม่เกิดอีก คือท่านเข้านิพพาน"
(๑๒) สีลปติฏฐานลักขณปัญหา คำรบ๙.
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "มหาราช ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐในทวีปชมพู พื้นกุศลอันอื่น คือศีลบารมี และสติปัฏฐาน สมาธิและปัญญาบารมีเป็นต้นนี้ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดีถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าศีลนี้ มีลักษณะอย่างไร นิมนต์วิสัชนาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อันว่าศีลนี้ มีลักษณะเป็นที่ตั้ง แห่งกุศลธรรมทั้งปวง นี้แหละ. ศีลนี้ประเสริฐใหญ่หลวง เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง คือ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ วิโมกขธรรม ๘ สมาธิ ๑ สมาบัติ ๘ ประการ. ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร บุคคลจะไม่ถอยไม่เสื่อม จากกองการกุศลธรรมทั้งปวงนี้ ก็อาศัยศีลเป็นที่ตั้ง ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงตรัสอาราธนาว่า "อุปมาให้โยมเห็นแจ้งก่อน"
     พระนาคเสนจึงถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐในราชศฤงคาร เปรียบปาน ดุจพืชคามภูตคาม. พืชคาม คือพืชอันแรกงอกขึ้นนั้น. และภูตตามได้แก่ต้นไม้ใบหญ้า อันเทวดาสิง อาศัยแผ่นดินแล้ว งอกจำเริญแตกหน่อ กอ ก้าน กิ่ง ใบ ผลิดอก ออกผล ต้นลำ มีอุปมาฉันใด. ขอถวายพระพร. พระโยคาวจร ก็อาศัยปาติโมกขสังวรวิสุทธิศีลนั้น ยังอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๒ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ให้จำเริญไป ๆ. มีอุปไมยเหมือนต้นไม้ใบหญ้าพืชลดาวัลย์ อันงอกคร่ำไปอาศัยแก่แผ่นดินนั้น ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการ ตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาอุปไมย ให้ภิยโยภาวะ ยิ่งขึ้นไปกว่านี้"
     พระนาคเสนองค์อรหาธิบดี ก็มีเถรวาจาถวายพระพรว่า "ดูรานะบิตรพระราชสมภาร เปรียบปานประดุจบุคคลทั้งหลาย อันกระทำการกสิกรรม การไร่ การนา การค้าล้อ ค้าเกวียน การสถลมารค เป็นการบก ดาษไปทั้งพื้นปฐพี ก็อาศัยแก่แผ่นดิน ฉันใด. ศีลนี้ก็เป็นตั้งแห่งกุศลธรรม. เมื่อโยคาวจร สถิตในปาติโมกขสังวรศีลนั้น ก็ยังปัญจอินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีอินทรีย์แห่งศรัทธาเป็นต้น คือ ให้มีศรัทธาเป็นใหญ่จำเริญได้. มีอุปไมยดุจบุคคลทั้งหลาย กระทำการอาศัยพื้นแผ่นดินฉะนั้น ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีพระราชโองการ อาราธนาว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมา ให้ภิยโยภาวะยิ่งขึ้นไปกว่านี้"
     พระนาคเสนผู้ปรีชา จึงอุปมาต่อไปอีกเล่าว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเจ้า ดุจหนึ่งว่าบุคคลมีวิชาการ ข้างเล่นเต้นโลดลอดบ่วง และวิชาบังเหลื่อมนั้น ย่อมขุด แผ่นดิน หิน กรวด หลักตอ ให้ราบรื่น กระทำพื้นภูมิภาค ให้เสมอเป็นอันดี อาศัยพื้นแผ่นดินเป็นที่ตั้ง จึงได้แสดงวิชาของอาตมา มีครุวนาฉันใด. โยคาวจรเจ้า ตั้งอยู่ในพระปาติโมกขสังวรศีล อาศัยศีลนั้น ก็ยังปัญจอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ให้จำเริญขึ้น. เปรียบดุจพื้นแผ่นดินอันเป็นที่ตั้ง เหมือนพวกหกคะเมนเต้นโลดลอดบ่วงนั้น ขอถวายพระพร"
     พระนาคเสนถวายพระพร อุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบดุจนายวัฑฒกี สร้างพระนครราชธานี จึงถางที่ให้เตียน นำเสี้ยนหนามหลักตอ ตัดโคนให้ราบ ปราบพื้นให้ราบดีแล้ว จึงกระทำเป็นราชธานีนคร ฉันใด. พระโยคาวจร ก็รักษาศีลสังวร ให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นอันดี ยังอินทรีย์ ๕ คือสัทธินทรีย์ คือวิริยินทรีย์ คือสตินทรีย์ คือสมาธินทรีย์ คือปัญญินทรีย์ ให้จำเริญเป็นอันดี เหมือนวัฑฒกีอันสร้างนครนั้น ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ ทรงได้ยินพระนาคเสนอุปมา มีพระโองการตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาให้ยิ่งกว่านั้น"
     พระนาคเสน ถวายพระพรแก่พระเจ้ามิลินท์ ภูมินทราธิบดี เป็นอุปมาว่า "ยังมีโยธาจตุรงค์ อันจะเข้าสู่พิชัยสงคราม รบพุ่งฆ่าฟันซึ่งปัจจามิตรอันมา ก็ย่อมหาที่ชัยภูมิอันดี กระทำพื้นปฐพีให้ราบปราบให้ดี ที่จะตั้งค่ายค.ู ครั้นศัตรูมา โยธานั้น ก็รบชนะมีชัย มีครุวนาฉันใด. พระโยคาวจร ก็อาศัยศีลสังวรเป็นที่ตั้ง ยังอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ให้บังเกิดจำเริญในบวรสันดาน. เปรียบปานดุจทหารโยธา อันอาศัยกระทำที่ชัยภูมิก่อน จึงมีชัยฉะนั้น. อนึ่งเล่า ก็สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมโลกนายก ยิ่งบุคคลทศพลญาณ ตรัสประทานธรรมเทศนาไว้ดังนี้ว่า
          สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
          อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ
          อยํ ปติฏฺฐา ธรณีว ปาณีนํ อิทญฺจ มูลํ กุสลาภิวุฑฺฒิยา
          มูลมิทํ สพฺพชินานุสาสเน สสีลกฺขนฺโธ วรปาติโมกฺขิโยติ ฯ
     ในกระแสพระพุทธฎีกา ตรัสว่า "ฝูงชนคนใดมีใจศรัทธา ตั้งอยู่ในศีล รักษาศีลไว้. ผู้นั้นแหละได้ชื่อว่า เป็นภิกษุ จำเริญไปในสมาธิจิต และสมาธิปัญญา ก็ยังสมาธิจิต แลสมาธิปัญญาให้จำเริญ ก็จะมีปัญญาแก่กล้า เหตุว่ามีเพียรให้กิเลสเร่าร้อน ก็จะถึงธรรมวิเศษ กำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาภายนอกภายใน ให้ขาดไปจากสันดาน. ศีลเป็นเหตุ ที่จะให้ถาวรเป็นผล เป็นรากเหง้า เป็นลำ เป็นต้น ที่จะให้เกิดก่อกองกุศล. ดุจปฐพีดลพื้นภูมิภาค แผ่นธรณีอันหนาแน่น ได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโขดเขา ลำนที อันเป็นที่พึ่งแก่นาค ครุฑ มนุษย์ นิกร อมร ภูต ปีศาจ สรรพสัตว์ทุกชาติ ย่อมอาศัยทั่วทิศแดนธรณี มีครุวนาฉันใด. ศีลที่รักษาไว้ก็เหมือนกัน ศีลนั้น คือศีลขันธ์ ได้แก่พระปาติโมกข์อันประเสริฐ อันจะบังเกิด ตั้งมั่นไปในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นที่สั่งสอนสืบมา แห่งสมเด็จพระชิเนนทร สัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก่อนนั้น. นี่แหละคำอาตมา อันวิสัชนาก็สมด้วยพระพุทธฎีกา โปรดไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     เมื่อพระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขเป็นอุปมาอุปไมยฉะนี้. สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ ปิ่นธรณีก็ชื่นชมภิรมย์ยินดี ตรัสว่า "ปัญหาซึ่งพระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้ ก็สมควรนักหนา ในกาลบัดนี้".
(๑๓) สัทธาลักขณปัญหา คำรบ ๑๐.
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ ตรัสถามอรรถปัญหาต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เป็นเจ้าผู้มีปรีชา อันว่าศรัทธานี้ มีลักษณะกี่ประการ"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ศรัทธานี้มีลักษณะ ๒ ประการ คือ สัมปสาทลักขณสัทธาประการ ๑ สัมปักขันทลักขณสัทธาประการ ๑ ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีพระราชโองการซักว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปรีชา สัมปสาทลักขณสัทธานี้เป็นประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อันว่าสัมปสาทลักขณสัทธานั้น เมื่อจะบังเกิดนั้น ข่มขี่เสียซึ่งนิวรณธรรม ให้ดวงจิตนั้นผ่องใส ไม่ขุ่นมัวไปด้วยมลทิน. เมื่อจะรักษาศีล ให้ทาน สวนาการฟังพระสัทธรรมเทศนา และจำเริญเมตตาภาวนา. จิตนั้นมีสภาวะผ่องใส อย่างนี้ได้ชื่อว่า สัมปสาทลักขณสัทธา ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีพระราชโองการตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาอุปไมยไปก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะพิตรพระราชาสมภาร เปรียบปานดังสมเด็จบรมจักรพรรดิราช อันยกพลจตุรงคนิกรลีวาศ ไปสู่ประเทศแห่งหนึ่ง จึงข้ามแม่น้ำน้อยนั้น ไปด้วยพลหัตถีช้าง มาปรากฏพลบทจรเดินลำลอง ตกว่าท้องน้ำนั้น ก็ขุ่นมัวนักหนา. พอสมเด็จบรมจักรพรรดิราชนั้น อยากจะเสวยอุทกังเป็นกำลัง จึงมีพระราชโองการ สั่งให้ตักเอาอุทกังอันขุ่นมัว. ชาวพนักงาน กลัวพระราชอาญา จึงตักอุทกังขุ่นนั้น มาใส่ในพระเต้าแก้ว แล้วน้ำนั้นก็ผ่องใสในทันที. จึงเอาน้ำในพระเต้าแก้วมณี ถวายในทันใดนั้น ความนี้ฉันใด. สัมปสาทลักขณสัทธานี้ อุปมาดุจพระเต้ามณี กำจัดเสียซึ่งเปือกตมอันขุ่นมัว คือตัวนิวรณธรรมให้สิ้นไป. อุทกังก็ผ่องใส ได้แก่ดวงจิต อันมิได้ติดด้วยนิวรณธรรม คือ โลโภ โทโส โมโห จิตปราศจากโทษแล้ว ก็ผ่องใส. อันว่าสัมปสาทลักขณสัทธา มีลักษณะดุจเปรียบมาฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการ ตรัสถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ประกอบด้วยปัญญาปรีชา อันว่าสัมปักขันทลักขณสัทธานี้ อย่างไรเล่า"
     พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า จึงถวายพระพรวิสัชนาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อันว่าสัมปักขันทลักขณสัทธานี้ ได้แก่พระโยคาวจร อันมีจิตผ่อนให้เบา จากราคาทิกิเลส ก็ได้ธรรมวิเศษ คือ โสดาปัตติมรรคผล และสกิทาคามิมรรคผล อนาคามิมรรคผล อรหัตมรรคผล ได้วิมุตติธรรมฉะนี้. ก็มีจิตแล่นไป ในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และได้มรรคแล้ว จิตแล่นไปเพื่อจะกระทำให้ได้ผล. และได้ผลแล้วยังมิได้มรรคผลอันใด ก็กระทำความเพียร เพื่อจะให้ได้มรรคและผลนั้น นี่แหละชื่อว่า สัมปักขันณสัทธา ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า "นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนจึงถวายพระพรอุปมาว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดุจมหาเมฆอันใหญ่อันมาก มาเห็นแม่น้ำนั้น ก็ชะงักอยู่ มิอาจจะข้ามไปได้. ยังมีบุรุษผู้หนึ่งนั้นไซร้ บ่มิได้ปรากฏนามและโคตร โจงกระเบนขัดเขมร โดดโลดโผนลง ก็ข้ามไปได้ถึงฝั่งฟากโพ้น. คนเหล่านั้น ก็โจนลงในแม่น้ำนั้น เพราะเห็นเพื่อนข้ามได้ ก็ข้ามตามกันไป ถึงฝั่งได้สิ้น เพราะดูเยี่ยงกัน ข้ามตามกัน ฉันใดก็ดี. อุปไมย ดุจพระโยคาวจรเจ้า ที่เห็นเพื่อนกัน มีจิตพ้นจากราคะไปได้ ก็มีน้ำใจแล่นไป ในที่จะได้พระโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล. แม้ยังบ่มิได้ ก็กระทำความเพียรไป เพื่อจะให้รู้ซึ่งธรรมอันยังไม่รู้ เพียงไปเพื่อจะทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมอันยังไม่แจ้ง. เปรียบดังบุรุษ อันข้ามน้ำตามกัน และสัมปักขันทลักขณสัทธานี้ มีลักษณะดุจอุปมานี้ ขอถวายพระพร. อนึ่ง ก็สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระทศพลญาณ โปรดประทาน พระสัทธรรมเทศนาไว้ ดังนี้ว่า
          สทฺธาย ตรติ โอฆํ อปฺปมาเทน อณฺณวํ
          วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ปญฺญาย ปริสุชฌตีติ ฯ
     กระแสพระพุทธฎีกาตรัสว่า "พระโยคาวจร จะข้ามโอฆะทั้ง ๔ ไปพ้นได้ ด้วยสัมปักขันทลักขณสัทธา. จะข้ามไปให้พ้นมหาสมุทรสงสารได้ ด้วยไม่ประมาทลืมตน. จะข้ามไปให้พ้นจากกองทุกข์นี้ ด้วยมีวิริยะความเพียร. จะบริสุทธิ์สิ้นกิเลสตัณหา ด้วยเฉทลักขณปัญญา อันตัดกิเลส และมิให้บาปธรรม อันข้องขัดเหลือเศษอยู่ ในสันดานของอาตมานั้นได้ โดยนัยดังวิสัชนามาฉะนี้. นี่แหละ โปรดประทานธรรมเทศนาไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     ครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทรารธิบดี มีพระทัยท้าวเธอหรรษา จึงมีพระราชโองการตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้า วิสัชนาสมควรในกาลบัดนี้".
(๑๔) วิริยลักขณปัญหา คำรบ ๑๑.
    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสปุจฉา ด้วยลักษณะแห่งวิริยะว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าวิริยะนั้นเล่า มีลักษณะเป็นประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภาร อันว่าวิริยะนี้มีลักษณะว่า อุปถัมภนาการค้ำชูไว้ มิให้กองกุศลธรรมทั้งหลาย สิ้นเสื่อมสูญไป ของถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงตรัสว่า นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานเหมือนเรือน อันเก่าชำรุดทรุดเซ อันจะล้มไป เขาจึงเอาไม้เข้าค้ำจุนไว้ มิให้เรือนเก่า ตีนเสาขาดนั้นล้มลง ช่วยปะทะปะทังค้ำจุนไว้ มีครุวนาฉันใด. วิริยะก็อุปถัมภ์ค้ำชูไว้ ซึ่งกุศลธรรมในสันดาน อันมีจิตเป็นกุศล มิให้เสื่อมไปได้. ดุจตอม่อไม้จุนเรือน ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมา ให้ยิ่งไปกว่านี้ก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปานดุจบรมกษัตริย์ เสด็จไปปราบอรินทร์ราช ด้วยเสนาเป็นอันมาก ก็มิอาจจะรุกรบ หมู่อรินทร์อันน้อยได้อันดับนั้นไป. จึงมีพระราชโองการ ให้เสนาไปแต่น้อย ตั้งตัวนายไปตรวจตรา ตามหน้าที่ เรียงตัวกันเป็นกองอุด กองหนุน กำชับกำชาเป็นอันดี ก็เข้ากระโจมตีเสนาอันมากมาย ให้พ่ายแพ้ไป อาศัยตั้งกองอุด กองหนุน และกองตรวจตรา มีครุวนาฉันใด. วิริยะมีลักษณะค้ำชูไว้ ซึ่งกองกุศลมิให้เสื่อมได้ .อุปมาดุจเสนาน้อย มีกองหลังตรวจ อุดหนุนค้ำชู ยังหมู่เสนาเป็นอันมาก ให้กระจัดกระจายพ่ายแพ้ไปนั้น. ต้องด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์อนาวรณญาณ ตรัสประทานธรรมเทศนา ไว้ดังนี้
           "วิริยพโล ภิกฺขเว อริยสาวโก อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ
           สาวชฺชํ ปชหติ อนาวชฺชํ ภาเวติ สทฺธมฺมา น ปริหายนฺตีติฯ
     กระแสพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวก ย่อมฝักใฝ่ในวิริยพละ มีเพียรเป็นกำลัง ยังกองอกุศลให้สูญเสื่อมไป แล้วให้กุศลธรรม จำเริญสุกใสไพโรจน์ ละเสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษ กระทำแต่ที่หาโทษมิได้นั้น มิให้สูญเสียจากพระสัทธรรม. นี่แหละสมเด็จพระสรรเพชญ์พุทธเจ้า โปรดไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี ได้ทรงฟัง ก็มีพระทัยชื่นชมภิรมย์ รับคำว่า "พระผู้เป็นเจ้า ช่างกล่าวอุปมา ฟังดูก็สมควร ในกาลบัดนี้ ".
(๑๕) สติลักขณปัญหา คำรบ ๑๒.
         ขณะนั้น พระเจ้ากรุงมิลินท์ ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถาม ด้วยลักษณะแห่งสติต่อไปว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า สตินี้เล่า มีลักษณะประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภาร สติมีลักษณะ ๒ประการ คือ อปิลาปนลักขณะสติ ๑ อุปคัณหณลักขณาสติ ๑"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลิทน์ มีพระราชโองการซักถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้มีปัญญาปรีชา อปิลาปนลักขณาสตินั้น ประการใด"
     พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูกรบพิตรพระราชสมภาร อปิลาปนลักขณาสตินั้น คือ อารมณ์ให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลาย คือ เตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว. สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์. สิ่งนี้เป็นโทษ. สิ่งนี้เป็นคุณ. สิ่งนี้ขาวสิ่งนี้ดำ. เตือนอารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลายนี้ว่า ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นสัมมัปปธาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอิทธิบาท ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอินทรีย์ ๕ ธรรมสิ่งนี้เป็นพละ ๕ ธรรมสิ่งนี้โพชฌงค์ ๗ ธรรมสิ่งนี้เป็นอัฏฐังคิกมรรค ๘ ประการ. ธรรมสิ่งนี้เป็นสมถกรรมฐาน. ธรรมสิ่งนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน. ธรรมสิ่งนี้เป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นวิชชา เป็นวิมุตติ เป็นกองจิต กองเจตสิก. เมื่อโยคาวจร ได้อปิลาปนลักขณาสติ เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงธรรม ดังนี้. ก็มิได้ส้องเสพ ซึ่งธรรมอันมิควรจะส้องเสพ. กลับส้องเสพซึ่งธรรมควรจะส้องเสพ ดังนี้ ชื่ออปิลาปนลักขณาสติ ของถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ ตรัสนิมนต์พระนาคเสนให้กระทำอุปมา.
     พระนาคเสนจึงเถรวาจาอุปมาถวายว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดุจภัณฑาคาริก บุรุษผู้หนึ่ง เป็นชาวคลังของบรมจักร ย่อมทูลบรมจักร ตักเตือนให้ระลึกถึงสมบัติทุกเช้าเย็น. ทูลว่าเครื่องประดับช้างเท่านั้น ม้าเท่านั้น รถเท่านั้น พลเดินลำลองเท่านั้น ทองเท่านั้น เงินเท่านั้น มีครุวนา ฉันใด. อปลาปนลักขณาสตินี้ไซร้ เมื่อบังเกิด ก็เตือนอารมณ์ ให้ระลึกถึงปฏิภาคธรรมทั้งหลาย คือ กุศล อกุศล บาป บุญ คุณ โทษ. เปรียบดุจสีขาวกับดำ และเตือนอารมณ์ให้ระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้คือสติปัฏฐาน เป็นอาทิฉะนั้น. ก็ย่อมส้องเสพ ซึ่งธรรมอันควรจะเสพ. อปิลาปนลักขณาสตินี้ เตือนอารมณ์ให้ระลึก ไปในเบื้องหน้า เบื้องหลัง. เหมือนชาวคลังระลึก ทูลเตือนบรมจอมจักรพรรดิ ให้ระลึกถึงสมบัตินั้น ขอถวายพระพร"
     ขณะนั้น พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร ก็เห็นสมควรด้วยอุปมาในกาลนั้น. สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองงการตรัสว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าผู้ปรีชา อันว่าอุปคัณหณลักขณาสตินั้น มีลักษณะเป็นประการใด"
     พระนาคเสนจึงวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร อุปคัณหณลักขณาสตินั้น เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี. พระโยคาวจรเจ้า เมื่ออุปตัณหณลักขณาสติ บังเกิดในสันดาน ย่อมพิจารณาว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการธรรม สิ่งนี้หาอุปการมิได้ ก็นำเสียซึ่งธรรม อันมิได้เป็นประโยชน์ ถือเอาธรรม อันเป็นประโยชน์ นำเสียซึ่งธรรม อันมิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ. ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ อุปคัณหณลักขณาสตินั้น มีลักษณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว ถือเอาแต่สิ่งอันดี ดังนี้แหละ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นประชากร มีสุนทรพจนารถ อาราธนาว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดุจนายประตู ของบรมกษัตริยาธิราช ถ้าเห็นผู้ใดประหลาด เข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น ก็ห้ามเสีย มิให้เข้าไป. ผู้ใดที่เป็นอุปการ แก่บรมกษัตริย์เจ้า คือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้น ก็ปล่อยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน. นายประตูเฝ้าพระทวาร กำจัดเสียซึ่งคนอันใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ที่ข้าเฝ้า ให้เข้าไปสู่พระราชฐานนั้น มีครุวนา ฉันใด. อุปคัณหณลักขณาสตินั้น ถือเอาแต่ธรรม อันเป็นคุณ เว้นเสียซึ่งธรรม อันมิได้เป็นคุณ. ดุจนายประตู อันห้ามเสียซึ่งคนใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ข้าเฝ้า ที่คุ้นเคยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน. นี่แหละพระโยคาวจรเจ้า มีสติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติ เว้นเสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษ ถือเอาซึ่งธรรม อันเป็นประโยชน์เป็นคุณ. ชื่อว่ามีสติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติ สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมนายกโลกนาถศาสดาจารย์ ประทานพระสัทธรรมเทศนาว่า
          "สติ จ โข อหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ"
     พระพุทธฎีกาตรัสว่า "ดูรานะภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตนี้สรรเสริญว่า สติให้สำเร็จประโยชน์ นำเสียซึ่งโทษ. นี่แหละ พระพุทธฎีกา โปรดไว้ฉะนี้ ขอถวายพระพร"
     ส่วนสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร ได้ทรงฟังพระนาคเสน พยากรณ์แก้ปัญหา จึงตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนี้ สมควรแล้ว".
(๑๖) สมาธิลักขณปัญหา คำรบ ๑๓.
      สมเด็จพระเจ้ามิลินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสถามว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้ประกอบด้วยปรีชา สมาธิมีลักษณะอย่างไร"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร สมาธินี้มีลักษณะเป็นประธาน. อันว่ากุศลธรรมบรรดามีนั้น มีพระสมาธิเป็นประธาน เป็นหัวหน้า. มีพระสมาธิเป็นจอม. มีพระสมาธิเป็นเงื้อม. มีพระสมาธิปกงำ. ตกว่ากุศลธรรมทั้งปวงนี้ มีสมาธิเป็นปุเรจาริก ดังนี้. จึงว่าสมาธิมีลักษณะเป็นประธาน พระราชสมภารพึงเข้าพระทัยด้วยประการฉะนี้"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า กระทำอุปมาไปก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบดุจนิเวศเรือนมียอดอันงามยิ่ง ฝา และพรึง ขื่อ เชิงกลอน และจั่ว ทั่วทัพพสัมภาระเครื่องเรือนนั้น ประชุมกันสิ้น. เรียกว่าเรือนยอดนั้น อาศัยมียอดเป็นจอม. อาศัยมียอดเป็นเงื้อม. อาศัยมียอดง้ำชะง่อนปกไป ฉันใด. พระสมาธินี้ เป็นประธานแก่กองกุศลทั้งปวงสิ้น. กุศลธรรมทั้งสิ้นนั้น มีพระสมาธิเป็นยอด เป็นเงื้อม เป็นที่ปกงำ. ดุจเรือนยอดนั้น ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์เป็นภูมินทราธิบดี มีพระราชาโองการตรัสว่า "อาราธนาพระผู้เป็นเจ้า กระทำอุปมาให้ภิยโยภาวะ ยิ่งขึ้นไปกว่านี้"
     พระนาคเสนมีเถรวาจา อุปมาอีกเล่าว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ ในสมบัติมหาศาล เปรียบปานดุจบรมกษัตริย์ อันมีที่เสด็จไปสู่ประเทศอันใดอันหนึ่ง ด้วยพระบวรยศอันยิ่ง มีพยุหยาตรา พร้อมด้วยจตุรงคเสนาทั้ง ๔ คือ เสนาหัตถี เสนีอาชา เสนารถ เสนีบทจรเดินลำลอง ปกป้องแห่แหนแสนสุรโยธา และเสนาจตุรงค์. บรรดาที่ยกมานั้น มีสมเด็จบรมกษัตราธิราชนั้น เป็นประธานสิ้น. มีพระมหากษัตราธิราชนั้น เป็นจอม เป็นเงื้อม เป็นที่ปกงำ ฉันใด. อันว่ากุศลธรรมทั้งหลาย ก็อาศัยพระสมาธิ เป็นประธาน เป็นจอม เป็นเงื้อม เป็นที่ปกงำ. ดุจคนทั้งหลาย อาศัยสมเด็จบรมกษัตริย์ ฉะนั้น ขอถวายพระพร. สมด้วยวาระพระบาลี สมเด็จพระชินวร ตรัสไว้ฉะนี้
          สมาธิ ภิกขเว ภาเวถ สมาธิโก ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตีติ
     แปลตามกระแสพระพุทธฎีกาว่า "ดูรานะภิกษุ ผู้กลัวภัยในวัฏสงสาร ท่านทั้งหลาย จงพากันฝักใฝ่เถิด ซึ่งพระสมาธิอันประเสริฐ. ภิกษุรูปใด ได้จำเริญพระสมาธิอันเลิศนี้ จะดีนักหนา จะตรัสรู้มรรคและผล และไตรวิชชาสมาบัติ เที่ยงแท้ ดังนี้. นี่แหละ พระพุทธฎีกาโปรดไว้ จงทราบในพระบวรราชสันดาน ด้วยประการดังนี้
     ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นกษัตริย์ ก็มีพระราชโองการตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้ สมควรแล้ว"
(๑๗) ปัญญาลักขณปัญหา คำรบ ๑๔.
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์ มีพระราชโองการ ตรัสถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ปัญญานี้เล่า มีลักษณะอย่างไร"
     พระนาคเสนจึงถวายพระพร ตอบไปว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปัญญานี้มีลักษณะตัดรอน. อาตมาได้ถวายพระพรแล้ว บัดนี้ ทรงถามอีกก็จะต้องวิสัชนาอีก ปัญญานี้มีลักษณะโอภาส"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์ มีพระราชโองการตรัสว่า "ปัญญามีลักษณะโอภาสอย่างไร"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปัญญาโอภาสนั้น เมื่อจะบังเกิด ย่อมกำจัดอนธการอันมืดมัว คือตัวอวิชชาชาติ จึงให้วิชชาโอภาสบังเกิดส่องสว่าง คือรู้ไปในธรรมแล้ว. มีปัญญาเล่า ก็คือปัญญาผ่องแผ้ว สว่างกระจ่างแจ้ง พิจารณาเห็นองค์ แห่งพระอริยสัจสันทัดแน่นอน.
     ลำดับนั้น พระโยคาวจรพิจารณาซึ่งสังขาร ก็เห็นเป็นบ้าง ด้วยโอภาสลักขณะ. ปัญญาเห็นสว่างกระจ่าง มาแต่พระอริยสัจนั้น. อย่างนี้ชื่อว่า โอภาสลักขณปัญญา ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีสุนทรราชโองการ ตรัสว่า "นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า กระทำอุปมาไปก่อน"
     พระนาคเสนก็ถวายพระพรอุปมว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐยิ่ง มิ่งมไหศวรรย์ เปรียบปานดุจบุรุษผู้หนึ่งนั้น จุดประทีปคันและเทียน ส่องเข้าไปในห้องเรือนอันมืดมนอนธการ ก็ชัชวาลสว่างกระจ่างแจ้ง แลเห็นรูปต่าง ๆ เป็นต้นว่า ถ้วยโถ โอจาน พาน ภาชนะอันตั้งเรียงเคียงกัน. มีครุวนาฉันใด. โอภาสลักขณปัญญานี้ไซร้ เมื่อจะบังเกิดในสันดานท่าน ผู้เป็นโยคาวจรนั้น ก็กำจัดเสียซึ่งมืด คืออวิชชาอันบังปัญญา มิให้รู้ธรรม ยังวิชโชภาสอันสุกใสไพโรจน์ คือ วิชชาอันจะรู้ไปในธรรมนั้น ให้สว่างกระจ่างแจ้ง ยังญาณาโลกให้สว่างไสว ก็เห็นแจ้งในพระอริยสัจทั้ง ๔. ทีนั้น พระโยคาวจรเจ้า ก็เห็นเป็นพระไตรลักษณญาณว่า เป็นอนิจจังบ้าง เป็นทุกขังบ้าง เป็นอนัตตาบ้าง. อย่างนี้แหละชื่อว่า โอภาสลักขณปัญญา ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี ทรงฟังอุปมาฉะนี้ ก็มีน้ำพระทัยหรรษา จึงตรัสสาธุการว่า "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้ สมควรอยู่แล้ว"
(๑๘) นานาเอกกิจกรณปัญหา คำรบ ๑๕.
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ จึงมีพระราชโองการตรัสว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า ผู้ประกอบด้วยปรีชา อันว่ากุศลธรรมทั้งหลายนี้ มีสันดานต่าง ๆ กัน ให้สำเร็จซึ่งประโยชน์อันเดียวกันหรือ"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "กระนั้นแหละมหาบพิตร ธรรมทั้งหลายมีสันดานต่างกัน ให้สำเร็จประโยชน์อันเดียว แล้วฆ่าเสีย ซึ่งกิเลสด้วย ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเข้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงนิมนต์ให้พระนาคเสน กระทำอุปมา. พระนาคเสนผู้ปรีชา ก็กระทำอุปมาอุปไมยว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานประดุจเสนาจตุรงค์ แห่งองค์สมเด็จบรมกษัตริย์ อันยกไปปราบปัจจามิตร หมู่อรินทรราชอันราวี. ฝ่ายจตุรงคเสนาทั้ง ๔ คือ เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนา บทบาทเปล่า เหล่านี้ต่างกัน กระทำสงครามได้อันเดียว คือ ชนะศึกอันเดียว แล้วก็ฆ่าเสีย ซึ่งหมู่ปัจจามิตรทั้งหลายนั้น. มีครุวนาฉันใด. กุศลธรรมทั้งหลายนี้ไซร้ มีสันดานต่างกัน มีลักษณะต่างกัน ให้สำเร็จประโยชน์สิ่งเดียว แล้วฆ่าเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายให้ประลัย. อุปไมยเหมือนจตุรงคเสนี มีสันดานต่างกัน ชนะสงครามอันเดียว แล้วฆ่าเสียซึ่งข้าศึกนั้น"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นกษัตริย์ ทรงฟังก็โสมนัส ตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้ สมควรแล้ว"
(๑๙) ธัมมสันตติปัญหา คำรบ๑.
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมิทาธิบดี มีพระราชโองการ ถามอรรถปริศนาแก่พระนาคเสนว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า มนุษย์และบุรุษหญิงชาย ฝูงสัตว์ทั้งหลาย ๒ เท้าก็ดี ๔ เท้าก็ดี หาเท้ามิได้ก็ดี. ครั้นเกิดมาในโลกนี้ ถ้าเป็นชาย เมื่อยังเป็นทารกอยู่ ครั้นเจริญวัยใหญ่ขึ้น ก็กลายเป็นชายอื่นไป. ถ้าว่าเป็นสตรี ก็เป็นสตรีอื่นไป. ถ้าเป็นสัตว์สองเท้า ก็กลายเป็นสัตว์สองเท้าอื่นไป. ถ้าเป็นสัตว์สี่เท้า ก็กลายเป็นสัตว์สี่เท้าอันอื่นไป. ถ้าเป็นสัตว์หาเท้ามิได้ ก็กลายเป็นสัตว์หาเท้ามิได้อันอื่นไป. ที่มีเท้ามาก ก็กลายเป็นสัตว์มีเท้ามากอันอื่นไป. อย่างนั้น หรือประการใด"
     พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ อันว่ามนุษย์ และสัตว์เดียรัจฉานทั้งปวง เกิดมาแล้ว จะได้กลายเป็นอื่นไปนั้น หามิได้. ฝ่ายมนุษย์นั้น ที่เกิดมาเป็นสตรี. ผู้นั้นก็เป็นสตรี .ที่เกิดมาเป็นบุรุษ ผู้นั้นก็เป็นบุรุษ. จะว่าด้วยสัตว์เดียรัจฉานเล่า ก็เหมือนกัน. เกิดมาแล้วเป็นนามเป็นรูปสิ่งหนึ่ง และจะกลายเป็นนามรูปอื่นหามิได้ ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร มีสุนทรพระราชโอการตรัสว่า "โยมยังสงสัย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานดังบพิตร พระราชสมภารฉะนี้ เมื่อยังเป็นทารกแรกประสูตินั้น พระกำนัลนางนม เชิญให้บรรทมหงายอยู่ บนพระที่พระยี่ภู่ ณ พระอู่ทอง แต่เมื่อยังเป็นทารกอยู่นั้น. ครั้นทรงพระจำเริญมา คุ้มเท่าบัดนี้นี่ เป็นมหาบพิตรนี้ หรือว่าเป็นอื่นไป"
     พระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์ตรัสว่า "เมื่อเป็นทารกอยู่นั้น ก็เป็นทารกอยู่. ครั้นจำเริญมา ก็เป็นอื่นไป. จะได้เรียกว่าทารกนั้น คือโยมนี้มิได้. เมื่อเล็กอย่างหนึ่ง. เมื่อโตอย่างหนึ่ง. ตกว่าเกิดมาแล้ว เมื่อเป็นทารก มีนามรูปอย่างหนึ่ง. ครั้นจำเริญใหญ่แล้ว ก็เป็นอื่นไป กระนี้แหละ พระผู้เป็นเจ้า"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ถ้าบพิตรพระราชสมภารตรัสฉะนี้ มารดาของมนุษย์บุรุษสตรีก็ดี เมื่อแรกเกิด ในกลละก็เป็นอื่น. เมื่อกลละข้นเข้า เป็นอัพพุทะ. มารดาก็จะเป็นคนอื่น. เมื่อจะเป็นชิ้นมังสัง. มารดาก็จะกลายเป็นอื่น. เมื่อตั้งฆนะเป็นเนื้อแน่น ตราบเท่าแตกเป็นปัญจสาขา กายาบริบูรณ์นั้น มารดาก็จะกลายเป็นอื่น ๆ ไปทุกที ตราบเท่าออกจากครรภ์มารดา ยังเป็นทารกอยู่. มารดาก็จะกลายเป็นมารดาอื่น. ครั้นจำเริญใหญ่ มารดาก็จะกลายเป็นคนอื่น. นี่มารดาก็ยืนอยู่ผู้เดียว มิได้กลับไปเป็นอื่น. ถ้าจะถือว่าตัว กลายเป็นผู้อื่นแล้ว. นับถือไว้ว่า เป็นมารดาทำไม. อนึ่ง เล่าเรียนศิลปศาสตร์ไว้แต่น้อย. ครั้นใหญ่โตแก่เฒ่าไป ศิลปศาสตร์ที่เล่าเรียนไว้ ก็จะมิพลอยกลาย ตามกายแก่เฒ่าไปด้วยหรือ. ก็เมื่อเปล่าทีเดียว. ไฉน จึงจะทรงพระดำริผิดไปฉะนี้เล่า ขอถวายพระพร"
     ฝ่ายพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงตรัสว่า "เมื่อเป็นไปอย่างนี้เล่า พระผู้เป็นเจ้าจะเห็นเป็นกระไร จงวิสัชนาไปในกาลบัดนี้"
     พระนาคเสนจึงมีวาจาถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ผู้ประเสริฐยิ่งมิ่งมหาศาล เปรียบปานเหมือนอาตมาฉะนี้แล เมื่อยังเป็นทารกอยู่ ก็ตัวอาตมา. ครั้นว่าจำเริญใหญ่มา ก็ตัวของอาตมา. จะได้กลับกลายเป็นอื่นหามิได้. เมื่อบพิตรตรัสว่า เมื่อน้อย ๆ เป็นผู้นี้. เมื่อใหญ่เป็นผู้อื่น. ก็ถ้าเมื่อเล็กนั้น ตีนด้วน หัวด้วน หูฉีก ปากแหว่งก็ดี. ถ้าใหญ่ขึ้น กลายเป็นอื่นได้. ก็จะกลับกลายมีกายเป็นปรกติ หาตำหนิมิได้นี้แหละ. รูปเข้าใจแรกเกิดเป็นสตรี ก็เป็นสตรี. เป็นชายก็เป็นชาย. ถึงมาตรว่าอุภโตพยัญชนกะ ที่ข้างขึ้นเป็นชาย ข้างแรมกลายเป็นสตรีนั้นก็ดี. ดวงจิตก็ดวงเดียว. รูปก็เดียวนั้น. จะได้เป็นอื่นหามิได้. เช่น อาตมาฉะนี้ เมื่อน้อยก็ตัวอาตมา. เมื่อใหญ่จนได้บรรพชานี้ก็ตัวอาตมา ขอถวายพระพร"
     สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร จึงตรัสประภาษว่า "โยมนี้ยังสงสัย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้า อุปมาอุปไมยให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ปานประดุจประทีปอันเดียว บุคคลตามไว้แต่หัวค่ำจนรุ่ง จึงใส่ไส้เติมน้ำมันไปกว่าจะรุ่ง ตามไว้เมื่อปฐมยามนั้น จะเป็นประทีปอื่น หรือว่าในมัชฌิมยาม มิใช่ประทีปนั้น เป็นประทีปอื่น. หรือว่าในปัจฉิมยามล่วงแล้วมิใช่ประทีปนั้น. จะได้เป็นประทีปอันอื่น หรือประการใด"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระบวรราชโองการ ตรัสว่า "จะเป็นประทีปอื่นหามิได้. ประทีปในปฐมยามตามไว้ ก็เป็นประทีปอันนั้น. เมื่อมัชฌิมยามตามอยู่ ก็ประทีปอันนั้น. เมื่อปัจฉิมยามตามไว้ ก็ประทีปอันนั้น. จะได้เป็นประทีปอันอื่นหามิได้"
     พระนาคเสนเจ้าซักถามว่า "เพราะเหตุอะไรเล่า มหาบพิตรพระราชสมภาร"
     สมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ จึงมีพระราชโองการแก้ว่า "เพราะเหตุว่า ประทีปอันเดียวตามไว้"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ประทีปอันเดียวตามไว้ มิได้กลายเป็นอื่นไป มีครุวนา ฉันใดก็ดี. ธรรมสันตติสืบสาย แห่งรูปธรรมนามธรรม ของสัตว์ที่เกิดมาด้วยจิตปฏิสนธิ คือจิตเกิดมานั้น และสืบสายแห่งรูปธรรมนามธรรมนี้. เดิมเมื่อยังไม่ปฏิสนธิ คือ ยังไม่เกิดมานั้น เมื่อจะบังเกิดเมื่อจะดับก็ดี ธรรมอันอื่นจะเกิดก็ดี ธรรมอันอื่นจะดับก็ดี ครั้นปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น รูปธรรมกับนามธรรมนี้ ก็เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลังกัน. สัตว์ที่เกิดมาด้วยจิตปฏิสนธินั้น ถึงจะจำเริญใหญ่แก่เฒ่าไป ประการใดก็ดี. จะได้เป็นจิตอื่นรูปอื่นหามิได้. คือ ปัจฉิมวิญญาณจิต จิตแรกปฏิสนธิเกิดมานั้น จะได้เป็นสัตว์อื่นจิตอื่น หามิได้. ก็จิตดวงเดียวเมื่อเกิดนั้น เหมือนประทีปดวงเดียว ตามไว้ตั้งแต่ปฐมยาม ตราบเท่าปัจฉิมยามนั้น ขอถวายพระพร"
     ขณะนั้น พระเจ้ามิลินท์ปิ่นประชากร มีพระบวรราชโองการ ตรัสว่า "ปัญหานี้โยมยังสงสัย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าอุปมาอุปไมย ให้ภิยโยภาวะยิ่งไปกว่านี้"
     พระนาคเสน จึงถวายอุปมาสืบไปอีกเล่าว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ประเสริฐยิ่งมิ่งมหาศาล ขอถวายพระพร เปรียบปานประดุจน้ำนมโค ที่บุคคลรีดแล้วใส่ภาชนะขังไว้นาน เวลากาลล่วงไปก็กลายเป็นทธิ. แล้วนานเข้าก็เป็นนวนีตะ เป็นเปรียงไป. ก็คนทั้งหลาย จะเรียกอย่างไร จะเรียกว่านวนีตะใช่น้ำนม. ทธิใช่น้ำนม. เปรียงใช่น้ำนม. จะเรียกฉะนี้ หรือประการใด"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดีตรัสว่า "หามิได้ เขาไม่เรียกอย่างนั้น. เขาก็เรียกว่า น้ำนมนวนีตะ นมทธิ นมเปรียง อาศัยน้ำนมเดิมนั้น"
     พระนาคเสนถวายพระพรว่า "ฉันใดก็ดี ธรรมสันตติ คือสืบต่อเป็นรูปธรรม นามธรรม ตั้งขึ้นเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นจิตแล้ว จะจำเริญวัยใหญ่โต แก่เฒ่าไปประการใด ก็ถึงซึ่งคงเรียกว่า จิตแรกเกิดนั้น. จะเป็นจิตอื่นจะเป็นผู้อื่นไป หามิได้. อุปไมยดุจนมโค อันกลายเป็นนวนีตะ เป็นเปรียงนั้น ใช่อื่นคือนมนั่นเอง. ขอบพิตรพระราชสมภาร จงทราบพระญาณเถิด ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นประชากรได้ฟัง ก็ยินดีปรีดา มีพระราชโองการ ตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้ สมควรกับปัญหาในกาลบัดนี้ ".
(๒๐) นับปฏิสนธิคหณปัญหา คำรบ ๒.
     ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ ถามอรรถปัญหาอื่นสืบไปอีกเล่าว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าบุคคลผู้ใด ไม่เกิดอีกในชาติเบื้องหน้า. บุคคลผู้นั้น รู้ตัวหรือไม่ว่า อาตมานี้จะไม่เกิดต่อไป. จะรู้กระนี้หรือว่า หามิได้"
     พระนาคเสนผู้ปรีชาแก้ไขว่า "รู้ซิ ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ ตรัสซักว่า "เมื่อผู้นั้นไม่เกิดแล้ว ทำไมจึงรู้"
     พระนาคเสนผู้ประเสริฐแก้ไขว่า "เหตุปัจจัยที่ไม่เกิดต่อไปนั้น ดับหมด ไม่มีเหตุฉะนี้. จึงรู้ว่า อาตมานี้ไม่เกิดเป็นรูปเป็นจิตต่อไป ขอถวายพระพร"
     พระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์ตรัสว่า "นิมนต์อุปมาให้แจ้งก่อน"
     พระนาคเสน ถวายพระพรอุปมาว่า "ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร เปรียบปานประดุจคหบดีชาวนา ถากไร่ไถนาด้วยตน ทำลงคงเส้นคงวา นับนาได้หลายอัน ครั้นถาก ไถดะ แปรเสร็จแล้วมินาน ก็หว่านข้าวลงในนา. ครั้นถึงกำหนดห้าเดือนหกเดือน จึงเป็นรวงสุกแล้ว ก็เตือนให้ข้าสินไถ่ไปเกี่ยวข้าว บรรทุกลงล้อเกวียน ลากเข็นมาริมบ้าน กองไว้ในลาน นวดฟั้นแล้ว ขนข้าวนั้นขึ้นใส่ไว้เต็มยุ้งในปีแรกทำนั้น. ครั้นรุ่งปีใหม่ คหบดีก็ถากไถไร่นา ตามที่เคยทำนั้น หว่านข้าวปลูกลงนา ตามเคยหว่านมา. ถ้าน้ำดีปีใหม่ข้าวไม่เสียหาย คหบดีนายนาจะรู้หรือไม่ ว่าข้าวปลูกที่หว่านลงไว้ จะได้เต็มยุ้งเท่าเก่า
     พระเจ้ากรุงมิลินท์ตรัสว่า "คหบดีนั้นเขารู้ซิ พระผู้เป็นเจ้า"
     "ขอถวายพระพร เขารู้ด้วยเหตุอะไร"
     "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เขารู้ด้วยเหตุปัจจัยอันแรกระทำนั้นเต็มยุ้ง. ครั้นปีใหม่ เขาก็กระทำเท่าที่เคยกระทำนั้น จึงรู้ว่าจะเต็มยุ้งพอกินไป"
     "ขอถวายพระพร ฉันใดก็ดี พระโยคาวจร ที่ไม่เกิดต่อไปอีกชาติหน้า ก็รู้ว่าเหตุปัจจัย ที่แต่งให้เวียนว่ายเกิดตายในวัฏสงสาร นานช้าจะคณนานับมิได้ และเหตุปัจจัยนั้นสิ้นไป. ท่านก็เข้าใจว่า อาตมานี้จะมิได้เกิดต่อไปอีก ในภพเบื้องหน้า. บรมบพิตรจงทราบด้วยอุปมานี้. พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงฟัง ก็ยินดีปรีดาว่า "พระผู้เป็นเจ้าอุปมานี้ สมควรกับปัญหา ในกาลบัดนี้"
กลับด้านบน
กลับด้านบน
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.