หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
ลักษณะของวัด
 
คลิกดูภาพขนาดใหญ่
ลักษณะของวัดโสมนัสวิหาร
     สร้างขึ้นตามแบบแปลน ที่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางไว้อย่างเหมาะสม สวยงาม และถูกต้อง ตามพระธรรมวินัยมากที่สุดวัดหนึ่ง ในประเทศไทย ในเนื้อที่วิสุงคามสีมา ที่เป็นตัววัด มีเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ได้สมมติ เป็นมหาสีมาตลอดทั้งหมด เฉพาะภายในกำแพงวัด เว้นนอกกำแพงไว้ เป็นอุปจารสีมาและคู เพื่อป้องกันเขตบ้าน ในที่ธรณีสงฆ์ให้ห่างกัน เฉพาะพระอุโบสถ สมมติเป็นขัณฑสีมา มีสีมันตริก เขตคั่นกลาง ระหว่างมหาสีมาและขัณฑสีมา.
 
     รอบลานพระอุโบสถ กำแพงวัดที่ล้อมรอบมหาสีมา อันเป็นตัววัดนั้น ทั้งสูงและใหญ่ มีประตูทั้งหมด ๑๒ ประตู คือ มีประตูทิศละ ๓ ประตู แต่ในปัจจุบันนี้มีประตูเล็กทางด้านหลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประตู จึงมีประตูวัดทั้งหมดรวม ๑๓ ประตู ทำให้เข้าออกวัดได้สะดวก. มีซุ้มสีมาใหญ่เป็นโดมอยู่ทั้ง ๔ มุมวัด อันเป็นซุ้มมหาสีมา. ส่วนประตูด้านหน้าวัดทั้ง ๓ ประตู มีถนนพุ่งตรงไปยังคลองผดุงกรุงเกษม ๓ สาย ซุ้มประตูหน้าวัดด้านข้างทั้งสอง ทำเป็นศาลาราย ยื่นเข้ามาภายในกำแพงวัด ส่วนซุ้มประตูที่ด้านหน้าตรงกลาง สร้างเป็นศาลาจตุรมุข ยื่นออกไปนอกกำแพงวัด มองดูสวยงาม แหละเหมาะสมยิ่งนัก
 
     ขอย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ เมื่อเริ่มสร้างวัดอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จ ตามที่ทรงวางไว้นั้น สาเด็จพระวันรัต (ทับ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ของวัดนี้ ท่านมีความชำนาญ ทั้งในด้านคันถธุระ คือ การแตกฉานในพระไตรปิฎก และด้านวิปัสสนาธุระ คือการปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย และเป็นผู้มีความเข้าใจในการก่อสร้างด้วย ท่านจึงได้สร้างวัด ขยายออกไปตามแปลน ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางเอาไว้ และเป็นที่น่าภูมิใจว่า พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ได้ทรงวางแปลนวัดนี้ไว้อย่างดี อย่างเหมาะสม ตามหลักพระธรรมวินัยมาก เนื่องจากพระองค์ท่าน ผนวชอยู่ในพระพุทธศาสนาถึง ๒๗ พรรษา ทรงแตกฉาน ชำนาญ ในพระไตรปิฎกมาก เมื่อพระองค์มีความสามารถ ที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่ ในเมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติแล้ว พระองค์จึงได้สร้างวัดนี้ ตามพระราชดำริขึ้นเป็นวัดแรก โดยให้มีลักษณะ ตามพระธรรมวินัย ทางพระพุทธศาสนาทุกประการ ที่ว่าพระองค์ได้ทรงวางแปลนวัดนี้ไว้อย่างเหมาะสมนั้น คือ นอกจากวัดจะแยกพุทธาวาส และสังฆวาสที่อยู่ของพระออกจากกัน และแยกแต่ละคณะออก
เป็นสัดส่วนแล้ว ก็ยังกันเขตชุมนุมชน ให้ออกจากวัดโดยเด็ดขาด เราจะเห็นได้ว่า เขตจำนำพรรษาของวัดนี้นั้น มีคูล้อมรอบ แต่ในปัจจุบัน ทางวัดได้อนุญาต ให้ทางฌาปนสถานกองทัพบก ถมคูทางด้านหลังวัด เพื่อขยายศาลาบำเพ็ญกุศล ทำลานจอดรถ และถนน เพื่ออำนวยความสะดวก ในการจราจร แต่ก็ยังทำเป็นท่อน้ำขนาดใหญ่เอาไว้เช่นกัน เพื่อถ่ายเทน้ำได้โดยสะดวก และเพื่อรักษาสัญลักษณ์เดิมเอาไว้ ถัดจากคูเข้ามาเป็นอุปจารวัด
แล้วก็ถึงกำแพงวัด การที่มีคูและอุปจารวัดเช่นนี้ ก็เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้าน มาปลูกบ้านใกล้ชิดกับวัด
แม้ว่าบ้านเมื่อจะเจริญขึ้นมากเพียงไรก็ตาม บ้านก็ไม่มีทางที่จะมาชิดกับวัดได้เลย
ข้อนี้เป็นการหยั่งเห็นการณ์ไกล ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระองค์นั้น.
 
     เล่ากันว่า เดิมทีพระองค์ ได้บริจาคเนื้อที่ จำนวนถึง ๑๐๐ ไร่ ในบริเวณด้านข้างทั้งสอง และบริเวณหลังวัด เพื่อเป็นธรณีสงฆ์ สำหรับที่จะได้บำรุง และบูรณะวัด แต่ในปัจจุบัน เนื้อที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนไป จึงเหลือที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบริเวณนี้ ประมาณ ๓๑ ไร่เศษ และยังให้ปลูกต้นไม้ต่าง ๆ ภายในวัด.
 
     ส่วนในเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ภายในเขตกำแพงวัดนั้น แบ่งเป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ คือ
     ตอนกลาง เป็นเขตพุทธาวาส ในเขตนี้ถือกันว่า เป็นเขตปูชนียสถาน ประกอบไปด้วยพระวิหาร พระเจดีย์ พระวิหารคต พระอุโบสถ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาบำเพ็ญกุศล และห้องสมุด.
      ส่วนข้างทั้งสอง เป็นสังฆาวาส อันเป็นที่อยู่ ของพระภิกษุสามเณร แบ่งเขตคณะการปกครองของวัดเป็น ๖ คณะ คือ ทางด้านขวามือมี ๓ คณะ คือ คณะ ๑ คณะ ๒ และ คณะ ๓ ส่วนด้านข้างทางด้านซ้ายมือก็มี ๓ คณะเช่นกัน คือ คณะ ๔ คณะ ๕ คณะ ๖.
 
     ในเขตพุทธาวาสนั้น สร้างคล้ายวัดทางเมืองเหนือ ของประเทศไทย คือ มีทั้งพระวิหาร พระเจดีย์
และพระอุโบสถ และที่น่าสังเกตุมากก็คือ มีเรือนต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากต้นเดิมในประเทศศรีลังกา
ปลูกประดิษฐานอยู่ทางด้านหลังวัดด้วย (การที่มีเรือนพระศรีมหาโพธิ์อยู่ด้วยนี้ เป็นคติของวัด
พระพุทธศาสนา ฝ่ายลังกาวงศ์ ซึ่งได้มีอิทธิพลมากในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยที่
กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมา) และปูชนียสถานทั้ง ๔ อย่างนี้ สร้างขึ้นในแนวตรงกัน ผ่านกลางวัด
ทั้งสิ้น คือ พระวิหารอยู่ด้านหน้า ตรงประตูกลาง ถัดมาก็เป็นองค์เจดีย์ อันมีวิหารคตล้อมรอบ หลังจากองค์พระเจดีย์ ก็เป็นพระอุโบสถ และหลังพระอุโบสถ ก็เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีกำแพง หรือที่เรียกว่าเรือนพระศรีมหาโพธิ์ล้อมไว้ แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ อยู่นอกกำแพงทางด้านหลังของวัด ตรงกับประตูกลางด้านตะวันตก การสร้างปูชนีสถานทั้ง ๔ ในแนวเดียวกันนี้ ก็เป็นที่นิยมกันอย่างหนึ่ง ในการก่อสร้างวัด ทางพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย เป็นเพียงแต่ว่า บางแห่งไม่มีพระวิหาร บางแห่งไม่มีพระเจดีย์ และบางแห่ง หรือส่วนมาก ก็ไม่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่วัดโสมนัสวิหาร มีครบทั้ง ๔ อย่าง อันถือว่า เป็นความสง่างาม ควรแก่การเลื่อมใส ของพุทธศาสนิกชน ผู้ได้พบเห็นประการหนึ่ง.
 
     ส่วนด้านข้างทั้ง ๒ ที่แบ่งเป็น ๖ คณะ นั้น แต่ละคณะ ก็สร้างได้อย่างเหมาะ แก่การอยู่อาศัยและ
การปกครองของแต่ละคณะ แต่ละคณะก็มีกำแพงกั้น เป็นขอบเขต กุฏิส่วนใหญ่ ก็เป็นสองชั้นเกือบทั้งสิ้น แต่ละคณะ มีประตูเข้าออกคณะละ ๒ ประตู เว้นไว้แต่คณะ ๕ อันเป็นคณะ ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (ทับ) เคยประทับอยู่ประจำ มีถึง ๕ ประตู และคณะ ๒ อันเป็นคณะที่เจ้าพระคุณสมเด็จ พระมหาวีรวงศ์ (ยัง) เคยอยู่ มีถึง ๔ ประตู.
 
     ในคณะ ๑ คณะ ๓ คณะ ๔ และคณะ ๖ มีหอฉันอยู่กลางคณะด้วย. ส่วนในคณะ ๒ และคณะ ๕ ไม่มี
หอฉัน แต่มีกุฏิใหญ่ อยู่ตรงกลางคณะ. เฉพาะคณะ ๕ นั้น ใหญ่กว่าทุกคณะ เพราะมีกุฏิที่ประทับของสมเด็จพระวันรัต (ทับ) และหอพระไตรปิฎกรวมอยู่ด้วย.
กุฏิแต่ละคณะนั้น สร้างไว้ไม่แออัด ส่วนเขตระหว่างคณะต่อคณะ ก็มีช่องว่าง และมีถนนตัดผ่านทุกแห่ง.
 
     ณ กำแพงด้านหน้าวัด ก็มีซุ้มหอกลองอยู่ทางด้านขวามือ และมีซุ้มหอระฆังอยู่ทางด้านซ้ายมือ
สร้างได้ใหญ่โต และสวยงามอย่างมีศิลปะ ในด้านสถาปัตยกรรม.
 
     ด้านหน้าวัด เป็นสนามกลาง ในปัจจุบันใช้เป็นสนามเด็กเล่น และศูนย์เยาวชน เขตป้อมปราบฯ
ของกรุงเทพมหานคร ทางซีกด้านซ้าย และด้านขวา เป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมศึกษา ของกรุงเทพมหานคร เฉพาะอาคารเรียนโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งเป็นอาคาร ๑ อันอยู่ทางด้านขวานั้น นอกจากใช้เป็นสถาที่ศึกษาเล่าเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว ก็ยังเป็นสถานที่เรียน ของนักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ของวัด และในภาคค่ำ ก็เป็นที่เรียน ของนักเรียนศึกษาผู้ใหญ่ วัดโสมนัสอีกด้วย.
 
     ด้านหน้าวัด ที่ติดกับถนนกรุงเกษม มีรั้วเหล็กตลอด และมีต้นไม้ร่มรื่นทั่วไป. ส่วนด้านหลังวัด นอกกำแพงเขตมหาสีมา มีอาณาบริเวณกว้างขวาง เช่น ในปัจจุบันได้ใช้เป็นฌาปนสถานกองทัพบก
ประกอบด้วยเมรุ สำนักงาน และศาลาบำเพ็ญกุศล พร้อมกับมีสถานที่จอดรถกว้างขวาง
และส่วนที่ติดกับถนนพะเนียงนั้น ก็มีรั้วคอนกรีต แต่ส่วนบนเป็นรั้วเหล็กโดยตลอด.
 
 
     วัดนี้ยังรักษาสภาพวัด ตามรูปลักษณะเดิมไว้อย่างดีที่สุด มีต้นไม้ร่มรื่นภายในวัด เป็นวัดที่สวยงาม เดิมทีเมื่อสร้างวัดใหม่ๆ ทราบว่ามีต้นไม้ที่นำมาปลูกไว้ถึง ๑๐๐ ชนิด แม้ในปัจจุบันก็มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่ปลูกไว้ในสมัยโน้นยังเหลืออยู่บ้าง เช่น ต้นจันทน์ ต้นแก้ว ต้นหมากเหม้า และต้นมะขาม เป็นต้น ถึงในปัจจุบัน ก็มีต้นไม้อยู่มาก ทำให้วัดร่มรื่น และมีที่พักผ่อนหย่อนใจ เฉพาะในเขตพุทธาวาสนั้น มีสนามหญ้าสวยงาม และมีลานกว้างเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะแถบบริเวณด้านหน้า และข้างพระวิหาร เพราะมีแท่นหินอยู่รอบ ๆ ต้นไม้เกือบทุกต้น สามารถจะนั่งและนอนได้อย่างสบาย ซึ่งโดยปกติแล้ว บริเวณนี้ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ก็จะมีลมพัดมาปะทะองค์พระเจดีย์ แล้วหวลกลับมายังบริเวณใต้ต้นไม้ ทำให้บริเวณนี้ร่มรื่น และเย็นสบายเกือบทั้งวัน.
 
     วัดโสมนัสวิหาร ในสมัยเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีกว่ามาแล้วโน้น เป็นวัดอยู่นอกพระนคร เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร ของนักบวช ผู้ต้องการความสงบ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง
จนเกินไป ถูกต้องตามลักษณะของวัด ที่กล่าวไว้ในพระบาลี เมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ คงจะมองดูสวยเด่นมาก เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สูง ๆ เข้ามาปิดบังทัศนียภาพ แม้แต่ในปัจจุบันนี้เอง เมื่อมองจากหน้าวัดแล้ว ก็ยังเห็นว่าสวยงาม เป็นสง่าน่าเลื่อมใสอยู่ เพราะไม่มีตึกแถวหรือสิ่งก่อสร้างอื่นใด ที่จะมาบดบัง สิ่งก่อสร้างในเขตพุทธาวาส อันเป็นเขตปูชนียสถานทั้งสิ้น.
 
     จุดเด่นของวัดนี้ นอกจากลักณะของวัด ที่สร้างขึ้นตามแปลน ที่วางไว้อย่างเหมาะสม และสวยงามแล้ว ปัจจุบัน ก็ตั้งอยู่ในใจกลาง นครหลวง ในเขตที่มีกระทรวง ทบวง กรม และสถานที่ราชการอื่น ๆ จึงนับว่า วัดนี้ตั้งอยู่ในทำเล ที่เหมาะสมมากในปัจจุบัน การจะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก เพราะมีถนนตัดผ่าน ทุกด้านของวัด มลภาวะอันเกิดจากควันรถยนต์ ก็มีน้อยมาก เพราะมีต้นไม้มาก
และการจราจร ก็ไม่แออัด. โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียน ของพระภิกษุสามเณร จะไปเรียน
ต่างวัด หรือไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ ก็ไม่ไกลและไปได้สะดวกโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องลำบาก เหมือนพระเณรวัดต่าง ๆ ส่วนมากที่ต้องลำบาก ในการเดินทางไปเรียนไกล เพราะเหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่ ในศูนย์กลางที่เหมาะสมนั่นเอง แม้ว่าวัดนี้จะอยู่ย่านชุมนุมชน แต่โดยทั่วไปแล้วภายในวัดเงียบสงบ ถึงกับมีชาวต่างประเทศที่เข้ามาชมวัดนี้แล้วกล่าวว่า “วัดนี้มีลักษณะขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม คือ ข้างนอกวัดมีความสับสนวุ่นวาย แต่ภายในวัดเงียบสงบ” อันเป็นลักษณะที่แปลกมาก ไม่น่าจะเงียบสงบอยู่ได้ ในใจกลางนครหลวงยุคปัจจุบัน อันมีประชากรถึงประมาณหลายล้านคน ข้อนี้ เป็นพระปรีชาสามารถ และความรอบรู้ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสร้างวัดนี้.
 
     ลักษณะที่เด่นของวัดนี้อีกประการหนึ่ง คือ คือมีเมรุอยู่ทางด้านหลังวัด อยู่นอกกำแพงวัด และไม่ได้บดบังปูชนียสถานภายในวัดแต่ประการใด พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้า
เจ้าอยู่ ทรงให้เขียนแปลนวัด ไว้ที่ผนังพระอุโบสถ โดยให้เมรุอยู่นอกกำแพงวัด คือ แยกออกจากพุทธาวาส และสังฆาวาสโดยเด็ดขาด นับว่าเหมาะสมที่สุด เพราะว่าเป็นการกัน ไม่ให้งานศพหรือผู้คนที่มางานศพเข้ามา
พลุกพล่านวุ่นวายอยู่ในเขตของพระสงฆ์ อันจะทำให้ขาดความสงบ ที่พระเณรควรจะได้รับ.

      

     เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะได้พิจารณา ถึงลักษณะของวัด รูปแปลนของวัด และสถานที่ตั้งแล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่า วัดนี้สร้างได้เหมาะสมที่สุด มีแปลนสวยที่สุด และถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย.

© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th