สมเด็จพระวันรัต(ทับ พุทฺธสิริ)
 
(๑) บุญเป็นอย่างไร (๒) บุญนั้นอยู่ที่ไหน (๓) ความตาย
(๔) ตอบปัญหาธรรม (๕) การสร้างและบูชาเจดีย์ (๖) ปวารณาต่อสงฆ์
(๗) อามิส ๒ (๘) การทำบุญกุศล (๙) สังคหะ ๔
(๑๐) เตรียมตัวตาย (๑๑) ปัญหาพยากรณ์ ๔ (๑๒) สัมปชัญญะ ๔
(๑๓) อะไรเป็นทุกข (๑๔) ธรรม ๔ (๑๕) ธรรมเพื่อชีวิต
(๑๖) คนมั่งมีในศาสนา (๑๗) สังขารุเปกขาญาณ (๑๘) ตายก่อนตาย
(๑๙) เมถุนสังโยค ๗ (๒๐) วิบัติ ๖ (๒๑) พุทธานุสสต
(๒๒) เจริญเมตตา (๒๓) เจริญอสุภะ (๒๔) เจริญมรณสต
(๒๕) การเจริญวิปัสสนา (๒๖) มหาภูตรูป ๔ (๒๗) เตโชธาตุ ๔
(๒๘) วาโยธาตุ ๖ (๒๙) อุปาทายรูป ๒๔ (๓๐) วิสัยรูป ๔
(๓๑) ว่าด้วยรูป (๓๒)วิญญัตติรูป ๒ (๓๓) วิการรูป ๓
(๓๔) ลักขณรูป ๔ (๓๕) เวทนาไม่เที่ยง (๓๖) สัญญาไม่เที่ยง
(๓๗) สังขารไม่เที่ยง (๓๘) เจตสิกที่เป็นตัวบาปแท้ ๑๔ (๓๙) เจตสิกที่เป็นกุศลแท้ ๒๕
(๔๐) เจตสิก ๕๐
 

    

(๑) บุญเป็นอย่างไร
     คนส่วนมากอยากได้บุญ แต่บุญเป็นอย่างไรอยู่ที่ไหน ก็หารู้จักไม่ เป็นแต่เขาว่าอย่างนี้ได้บุญก็เชื่อ หาตรึกตรองด้วยปัญญาของตนเองไม่
เมื่อทำไปก็ผิดบ้าง เป็นแต่เฉียดๆ บ้าง. อีกอย่างหนึ่ง คืออยากได้บุญแต่ ขี้เกียจ มักง่าย เลือกทำแต่ที่ง่าย ๆ สบาย ๆ ตามชอบใจของตน ที่อยาก
เป็นบุญเป็นกุศลแท้ก็หาทำไม่ ท้อถอยเสีย โดยที่สุดจะภาวนานั่งหลับตาบริกรรมครู่หนึ่ง พอเมื่อยขาก็ว่าได้บุญมากแล้ว
ละความเพียร นอนเสีย. ถ้าทำโดยขี้เกียจ มักง่ายดังว่ามานี้ ก็หาถูกต้องเป็นบุญเป็นกุศลไม่ เป็นแต่เฉียดๆ ไป.


(๒) บุญนั้นอยู่ที่ไหน
     บุญนั้นอยู่ที่ไหน? บุญนั้นเป็นอย่างไร? บุญนั้นอยู่ที่ใจ ใจอย่างไรจึงเป็นบุญ? คือใจที่มีสติ ถ้าระลึกตรึกอยู่ในอารมณ์ ที่ควรระลึกควรตรึกแล้ว ก็เป็นบุญอยู่เสมอ. ถ้าปล่อยสติเสีย วางสติเสีย บาปก็เข้าได้ ก็การที่ระลึกตรึกนั้น จำเพาะให้ระลึกให้ตรึกอยู่ ๔ อย่างคือ กาย เวทนา จิต ธรรม.


(๓) ความตาย
     ธรรมดาว่าคนตาบอด ตกจากยอดไม้อันสูง เมื่อพลัดแล้วก็ลิ่ว ๆ ต่ำลงมาหาที่แตกที่ตาย ความตายนั้นใกล้ตัวเข้ามาอยู่เสมอ ฉันใด. ตัวเราก็เหมือนกัน เกิดมาได้ชื่อว่าพลัดตกลงมาแล้ว วันคืนล่วงไปๆ ได้ชื่อว่าตัวลิ่ว ๆ ลงมาหาความแตกความตาย ใกล้อยู่เป็นนิตย์ แต่ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน จะตายด้วยโรคอะไร จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่เที่ยงที่จะตายอย่างเดียว เหมือนคนตาบอดที่ตกจากยอดไม้ ฉะนั้น.


(๔)   ตอบปัญหาธรรม
     คนที่อายุสั้น ก็โทษปาณาติบาต ไม่ตั้งอยู่ในศีล แล้วทำไมเกิดเป็นมนุษย์ได้?
ตอบ คนที่สมาทานศีลแล้วไปทำปาณาติบาต ส่วนที่รักษาศีล ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ ส่วนที่ทำปาณาติบาตก็ทำให้อายุสั้น
เมื่อจะบริจาคทาน ก็ให้คิดว่า ปฏิคาหกก็นับว่าพระรัตนตรัย เราก็นับถือพระรัตนตรัย เราให้ไป ก็ชื่อว่าถวายพระรัตนตรัย.



(๕)  การสร้างและบูชาเจดีย์
      เมื่อจะไหว้พระบูชาพระ ให้คิดว่าบรรดาเจติยฐานทั้งสิ้น สร้างเฉพาะต่อพระพุทธเจ้าพระองค์ใด. ข้าพเจ้าไหว้บูชาพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทั้งพระธรรมด้วย พระสงฆ์ด้วย จงเป็นประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าด้วย แก่เทพยดาและมนุษย์ ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วย. สร้างพระเจดีย์ได้บุญมากกว่า สร้างพระพุทธรูป ด้วยพระเจดีย์พระพุทธเจ้าอนุญาตให้สร้าง. ส่วนพระพุทธรูปพระองค์ไม่ได้อนุญาต พระพุทธรูปนั้น บางทีจะให้เกิดสัตตูปสัญญา ถือว่าพระองค์นั้นงาม องค์นั้นเล็ก องค์นั้นใหญ่ จะสร้างก็ให้ถูกพระมหาปุริลักษณะ จะได้เกิดความเลื่อมใส. สร้างพระเจดีย์นั้น เพื่อจะให้เห็นว่า เป็นแต่ธาตุ เป็นของสูญ จึงได้บุญมาก. เดี๋ยวนี้ไม่อยากไปไหน ไหว้พระที่นี่แห่งเดียว เหมือนไหว้พระทั้งแผ่นดิน.


(๖) ปวารณาต่อสงฆ์
     ปวารณาสงฆ์ได้บุญมากกว่าถวายสังฆทาน ปวารณาสงฆ์เป็นปฏิบัติบูชา. สังฆทานเป็นอามิสบูชา เพ่งเอามนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ เป็นอามิสบูชา. เพ่งเอาสันติความดับ เป็นปฏิบัติบูชา.


(๗) อามิส ๒
     อามิสมี ๒ อามิสโดยตรง ได้แก่ ปัจจัย ๔. พระพุทธองค์ฉันเสร็จแล้ว ตรัสกับภิกษุ ๒ องค์ที่เฝ้าอยู่ว่า ถ้าปรารถนาจะฉันก็จงฉัน ถ้าไม่ปรารถนาก็อย่าฉัน. องค์หนึ่งคิดว่า บิณฑบาตของพระพุทธเจ้า เป็นของบริสุทธิ์ จึงฉัน. อีกองค์คิดว่า พระองค์สอนให้เป็นธรรมทายาท อย่าเป็นอามิสทายาท บิณฑบาตนี้เป็นอามิส จึงไม่ฉัน. พระองค์สรรเสริญองค์ที่ไม่ฉันว่า เป็นธรรมทายาท.


(๘) การทำบุญกุศล
      จะทำกุศลอะไรให้พร้อมทั้งไตรเหตุ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง. ไปเผาศพก็เพื่อจะได้เอามา เป็นมรณานุสติ และเพื่อขอขมา ถ้าทำผิดในพระอริยเจ้า ไปขอขมาเสียในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็พ้นโทษ. อาหาร ตัณหา มานะ เหล่านี้ เป็นปหาตัพพธรรม จะต้องละ มันเป็นของชั่ว แต่มีคุณต้องอาศัยมันก่อนจึงจะได้. แต่เมถุนนั้น พระองค์ให้ชักสะพาน ละขาดทีเดียว ไม่มีคุณเลย.


(๙)  สังคหะ ๔ คือ
๑. ทาน ให้อามิสเป็นทาน ให้ธรรมเป็นทาน
๒. ปิยวาจา กล่าววาจาอันเป็นที่รักจับใจ วาจาจริง ไม่โป้ปด
๓. อัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์ชาตินี้ชาติหน้า เช่น เห็นคนไม่มีศรัทธา ช่วยแนะนำให้เขามีศรัทธา
๔. สมานัตตตา ประพฤติตนให้เสมอ ด้วยท่านผู้เป็นสัตบุรุษ คือ เห็นท่านมีศรัทธาเป็นต้น ก็ให้มีศรัทธาขึ้นบ้าง
เวลาเจ็บให้คิดว่า ไม่มีใครเจ็บ นามรูปมันเจ็บต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ช่างมันเถิด. เวลาจะตายให้คิดว่า ไม่มีใครตาย นามดับรูปแตกต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ช่างมันเถิด. เมื่อกายอาดูรจิตอย่าอาดูร คืออย่าถือว่าเราเจ็บ กายของเราเจ็บ. ถ้าเกิดเวทนา ก็ให้เอาเวทนาเป็นอารมณ์ เหมือนหนามยอกเอาหนามบ่ง.


(๑๐)  เตรียมตัวตาย
     แก่ เจ็บ ตาย เป็นของแน่ จะได้มาแต่ไหน ที่จะไม่ให้มันแก่ เจ็บ ตาย. ในเมื่อหนีไม่พ้นแล้ว หันหน้าเข้าสู้เถิด คือ ให้คิดถึงความแก่ เจ็บ ตาย. ครั้นมาถึงเข้า จะได้ไม่เกิดความร้อนใจ ทำอะไรไว้แต่หนหลังก็ไม่รู้ ให้ก้มหน้าเสวยผลไปเถิด. แต่ชาตินี้อย่าทำชั่ว ทำแต่ความชอบ จะได้ความสุขในเบื้องหน้า เกิดทุกข์ภัยต่างๆ ก็เพราะกรรมที่ตนทำไว้ อย่าไปโกรธคนอื่น จะเป็นเวรต่อไปอีก. ให้คิดว่า เรามีกรรมเป็นของๆ ตน. อย่าหวงข้าวของ อย่าถือตัว บาปกรรมจะมีก็ด้วย ๒ อย่างนี้แล. ถ้าไม่หวงไว้ถือไว้ ก็ไม่ทุกข์. คนทุกวันนี้ หลงของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ขาดทุนบุญกุศล เพราะหวงของที่เอาไปไม่ได้ กลับทำความชั่วใส่ตัว ทั้งชาววัดและชาวบ้าน.


(๑๑)  ปัญหาพยากรณ์ ๔
     ๑. แก้โดยตรง เช่น เที่ยงหรือไม่เที่ยง แก้ว่าไม่เที่ยง.
     ๒. ย้อนถามแล้วจึงแก้ เช่น ทำสัตว์ตายจะเป็นบาปหรือไม่ ถามว่าท่านแกล้งหรือไม่.
     ๓. แจกแจง เช่น พระดีหรือคฤหัสถ์ดี แก้ว่า พระที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี คฤหัสถ์ที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี.
     ๔. ยกเลิก เช่น ถามถึงพระอาทิตย์พระจันทร์ ของจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์. องค์ทานมี ๓ ให้ด้วยเมตตา ๑ เอ็นดู ๑ บูชาคุณ ๑. ถ้าให้ด้วยความรัก ความสรรเสริญ ให้ด้วยจะเอาตอบแทน ไม่ถูกองค์ทาน. รูปพระ ทำไว้เพื่อเตือนใจให้คิดถึงพระ. ถ้าลบรูปเสีย ให้เห็นแต่ฝุ่นแต่ชาต เป็นของยากฉันใด. การเห็นร่างกายนี้ เป็นผม ขน เป็นต้น ก็ยากฉันนั้น.


(๑๒) สัมปชัญญะ ๔

     ๑. สาตกสัมปชัญญะ รู้รอบในประโยชน์ เช่น เห็นประโยชน์แล้วจึงกิน เพื่อแก้หิว. จะไปไหน ถ้ามีประโยชน์จึงไป ไม่มีประโยชน์ไม่ไป. ถึงการไปมีประโยชน์ แต่ไปแล้วเกิดอันตราย ก็ไม่ไป.
     ๒. สัปปายสัมปชัญญะ รู้รอบในความสบาย คือกินแล้วจะสบายหรือไม่สบาย.
     ๓. โคจรสัมปชัญญะ รู้รอบในโคจร ให้อาหารที่กินเป็นอารมณ์แห่งปฏิกูล เวลาไปไหนมาไหน ให้มีกรรมฐานบทใดบทหนึ่งเป็นอารมณ์.
     ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้รอบในความไม่หลง คือเห็นเป็นแต่ว่าธาตุกินธาตุ หรือเห็นว่าคนอาศัยเรือ เที่ยวไปในสมุทรสาคร ฉันใด. นามอาศัยรูปเที่ยวไปในสังสารวัฏก็ฉันนั้น. พระพุทธเจ้าตรัสว่า รูป เป็นต้น ไม่ใช่ของพวกเธอ สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ ๆ จงละเสีย เมื่อละได้จะเป็นประโยชน์สิ้นกาลนาน. แล้วทรงอุปมาว่า ใบไม้ในพระเชตวัน ถ้าใครนำเอาไปเผา ทำไมพวกเธอเฉยอยู่ได้. ภิกษุทั้งหลายทูลว่า เพราะไม่ถือว่าของเรา. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้วางเฉยในรูปเป็นต้นเสีย เหมือนที่วางเฉยในใบไม้ ถ้าทำได้ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง. ร้อน หนาว หิว เจ็บ เศร้าใจ แค้นใจ และทุกข์อื่น ๆ จะดับเสียได้ ก็ด้วยการปล่อยวาง ไม่ถือว่าเรา เขา ตัวตน บุคคล จะปล่อยวางเสียได้ ก็ด้วยการเห็นตามจริงว่า ไม่มีอะไร ผม ขน ต่างหาก นามรูปต่างหาก โดยที่สุดกระดูกอย่างเดียวก็ใช้ได้. ถ้าเห็นอย่างนี้ ตัณหาความสะดุ้งดิ้นรน ก็ดับ อย่างนี้แลเรียกนิพพาน. ทารกเห็นสิ่งของร้องให้จะเอา. มารดาว่าอย่าเอาเลย ของนี้มันจะอยู่ได้สักกี่วัน เอาไปก็จะเกิดความร้อนใจ. ทารกก็ไม่ฟังร้องให้จะเอา, มารดาก็สอนว่า ของนี้มันไม่ใช่ของเจ้า อย่าเอาเลย. ทารกก็ไม่ฟัง ฉันใด, มารดาคือพระพุทธเจ้า สั่งสอนสัตว์ว่า ร่างกายนี้มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปล่อยวางเสียเถิด ฉันนั้น. ของจริงมีแต่ในศาสนานี้ นอกศาสนาไม่มี ผู้ใดไม่ปฏิบัติ เพื่อถอนของไม่จริงออกเสีย ผู้นั้นเป็นคนนอกศาสนา.


(๑๓) อะไรเป็นทุกข์

     ปริพาชก : อะไรเป็นทุกข์ในโลกนี้
     พระสารีบุตร : ความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ในโลกนี้
     ปริพาชก : อะไรเป็นสุขในโลกนี้
     พระสารีบุตร : ความไม่เกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ เป็นสุขในโลกนี้


(๑๔) ธรรม ๔

     ๑. ธรรมที่พึงกำหนดรู้ คือขันธ์ ๕
     ๒. ธรรมที่พึงละ คืออวิชชา และตัณหา
     ๓. ธรรมที่พึงทำให้แจ้ง คือวิชชา และวิมุติ
     ๔. ธรรมที่พึงเจริญ คือสมถะและวิปัสสนา


(๑๕) ธรรมเพื่อชีวิต ๔

     ถ้าคิดถึงพ่อแม่พี่น้อง ที่ตายไปและที่ยังอยู่ จงทำให้บริบูรณ์ในศีล. ถ้าใครคิดถึงเรา เขาก็ได้บุญร่ำไป เพราะคิดถึงผู้มีศีล. ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นี่เป็นยอดศาสนา. เทวดา มาร พรหม ก็พูดไม่ได้เพราะละสักกายทิฏฐิยังไม่ได้. โมหะเป็นของหยาบ หลงทำแต่บาป อวิชชาเป็นของละเอียดนัก ทำบุญทำบาปก็เป็นอวิชชา เพราะเป็นปัจจัยแก่สังขาร ยังต้องเกิดต่อไปอีก เมื่อต้องเกิด ก็ต้องเป็นทุกข์.


(๑๖) คนมั่งมีในศาสนา ๕
     ๑. มีศรัทธา เชื่อในบุญและบาป
     ๒. มีหิริ อายบาป
     ๓. มีโอตตัปปะ กลัวบาป
     ๔. มีวิริยะ เพียรละบาป บำเพ็ญบุญ
     ๕. มีปัญญา รู้จักบุญบาป ควรทำไม่ควรทำ
   (กล่าวถึงคนจนโดยนัยตรงกันข้าม)


(๑๗) สังขารุเปกขาญาณ
     สติที่ระลึกรู้อยู่ว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ธาตุ ๖ รูปนาม มีจริง เรา เขา ใครๆ ไม่มีจริง. สัมปชัญญะ ความรู้รอบคอบ ทั่วไปในขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนามว่า มันไม่เที่ยง เกิดดับไป เป็นทุกข์ทนยาก ด้วยความเกิดดับเป็นนิตย์. เป็นอนัตตา ออกตัวเสียได้ เห็นว่าไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนาม มันแก่ มันเจ็บ มันตายไปต่างหาก. ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนามต่างหาก ช่างมันเถิด. นี้เป็นสังขารุเปกขาญาณ ทางพระนิพพาน ควรทำไว้ในใจให้เห็นเป็นนิตย์.


(๑๘) ตายก่อนตาย
     เมื่อจะตาย อย่าหลับตาตาย ให้ลืมตาตาย คือ เลือกกรรมฐานที่ชอบใจแล้ว ศึกษาให้รู้ชัด ก่อนตายให้มีสติ อยู่กับกรรมฐานบทนั้น จะได้ไม่หลงตายอย่าตายในสมมติ ให้ตายนอกสมมติ ชิงออกตัวก่อนที่ความตายจะมาถึง. คือเจริญวิปัสสนาศึกษากายและใจ ให้เห็นว่า เป็นแต่ขันธ์ห้า อายตนะหก ธาตุหก รูปนามต่างหาก มันแก่ มันเจ็บ มันตาย. เห็นจริงได้อย่างนี้ชื่อว่า ตายนอกสมมติ ไม่ตายในสมมติ ชิงออกตัว ก่อนที่ความตายจะมาถึง.


(๑๙) เมถุนสังโยค ๗
     บรรพชิตและคฤหัสถ์ สตรีและบุรุษ ผู้ปฏิบัติในเมถุนวิรัติ ไม่เสพเมถุน เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยที่สุด แม้รักษาอุโบสถอยู่ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์เหล่านั้น พึงรู้ว่าพรหมจรรย์จะเศร้าหมองด้วยเมถุนสังโยค ๗ ประการ คือ
   ๑. จิตกำหนัดยินดีในเมถุนแล้ว และใช้สตรีหรือบุรุษให้ปฏิบัตินวดฟั้นและพัดวี.
   ๒. กำหนัดในเมถุนแล้ว ก็ยิ้มแย้มหัวเราะล้อเลียน กับด้วยสตรีหรือบุรุษ.
   ๓. เพ่งเล็งตาต่อตา ของสตรีหรือบุรุษ ด้วยกำหนัดในเมถุนธรรม.
   ๔. ได้ยินเสียงสตรีหรือบุรุษขับร้องเจรจา เกิดความกำหนัดยินดีด้วยเมถุนราคะ.
   ๕. ได้เห็นหรือได้ยินสตรีกับบุรุษบำเรอด้วยกามคุณ เป็นต้นว่าคลึงเคล้าจูบกอด ก็เกิดกามราคะกำหนัดในเมถุน.
   ๖. ตนแต่ก่อนได้พูดแทะโลมสัมผัสกับด้วยสตรีหรือบุรุษ และมาคิดถึงเรื่องความแต่ก่อนนั้น ก็เกิดกามราคะ กำหนัดยินดีในเมถุน.
   ๗. ตนได้ทำบุญกุศลอันใดอันหนึ่งไว้ มาปรารถนาจะเกิดเป็นเทวดา เสวยสมบัติคือกามคุณอันเป็นทิพย์.
เมื่อจะปฏิบัติพรหมจรรย์ของตนให้บริสุทธิ์ พ้นจากความเศร้าหมองแล้ว ก็จงปฏิบัติตัวให้ไกลจากเมถุนสังโยค ๗ ประการดังว่ามานี้เถิด พรหมจรรย์ของตน ก็จะมีผลเลิศใหญ่ ใกล้ต่อพระนฤพานโดยเร็วพลันนั่นเทียว.


(๒๐) วิบัติ ๖
     อนึ่ง วิบัติมีอยู่ ๖ คือ วิบัติคติ วิบัติกาล วิบัติประเทศ วิบัติตระกูล วิบัติอุปธิ คือร่างกาย และวิบัติทิฏฐิ ความเห็นผิด
   ๑. พระพุทธเจ้าทรงเกิดขึ้นในโลก แสดงธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ไปเกิดเสียในอบาย มีเดรัจฉานกำเนิดเป็นต้น อย่างนี้เรียกวิบัติคติ.
   ๒. มาเกิดในมนุษย์โลกนี้แล้ว ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นกาลว่างเปล่า พระพุทธเจ้าไม่เกิดในโลก โลกมืด อย่างนี้เรียกวิบัติกาล.
   ๓. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว พระพุทธศาสนาไม่แผ่ไปในประเทศทั้งสิ้น. ประเทศในแผ่นดิน มีมากมายนัก ประเทศใดที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ไปเกิดในประเทศนั้น. อย่างนี้เรียกวิบัติประเทศ.
   ๔. มาเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแล้ว ประเทศนั้นมีตระกูลมาก ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ไปเกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย อย่างนี้เรียกวิบัติตระกูล.
   ๕. เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นคนหูหนวก ตาบอด เป็นง่อย เป็นเปลี้ย เป็นบ้า เป็นใบ้หรือเสียจริตไป อย่างนี้เรียกวิบัติอุปธิ คือร่างกาย.
   ๖. เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกาย ไม่เป็นคนหูหนวกตาบอด ไม่เป็นง่อยเป็นเปลี้ย ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นใบ้ บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกายแล้ว ไปส้องเสพคบคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสีย อย่างนี้เรียกวิบัติทิฏฐิเห็นผิด.


(๒๑) พุทธานุสสติ
     อนึ่ง เมื่อจะระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พึงระลึกดังนี้ก็ได้ว่า เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ลุกโพลงรุ่งเรืองไหม้สัตว์ เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์ . ในภพทั้ง ๓ เพลิงกิเลสนั้น คือ ราคะ ความกำหนัดยินดี โทสะ ความเคืองคิดประทุษร้าย และโมหะ ความหลงไม่รู้จริง. ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ นี้ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเครื่องร้อนรน กระวนกระวายของสัตว์. เพลิงทุกข์นั้น คือ ชาติ ความเกิด คือขันธ์และอายตนะ และนามรูปที่เกิดปรากฏขึ้น. ชรา ความแก่ทรุดโทรมคร่ำคร่า. มรณะ ความตาย คือ ชีวิตขาด กายแตก วิญญาณดับ. โสกะ ความเหือดแห้งใจ เศร้าใจ. ปริเทวะ ความบ่นเพ้อคร่ำครวญร่ำไร. ทุกขะ ทนยาก เจ็บปวดเกิดขึ้นในกาย. โทมนัส ความเป็นผู้มีใจชั่วเสียใจ. และอุปายาส ความคับแค้น อัดอั้นใจ.
     ทุกข์มีชาติเป็นต้นเหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเหตุให้เกิดความร้อนรน กระวนกระวายต่างๆ แก่สัตว์. เพลิงกิเลส เพลิงทุกข์เหล่านี้ ยกพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้. แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิงเครื่องร้อนเท่านั้น ก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้นจะได้มาแต่ไหนเล่า. ก็ในโลกหมดทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดผูหนึ่งดับได้ จึงพากันร้อนรน กระวนกระวายอยู่ด้วยเพลิง หมดทั้งโลก ก็ไม่รู้สึกตัวว่า เพลิงมันเผาเอา ให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะอวิชชาความหลงไม่รู้จริง.
     ๑. สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาค เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ชอบตรัสรู้ดีแล้วเอง ตรัสรู้จริงเห็นจริง ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ของพระองค์ได้แล้ว คือทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน และขันธนฤพานได้แล้ว ทรงสั่งสอนสัตว์ให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้ด้วย. พระองค์นั้น จึงเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ประเสริฐกว่าสัตว์ เป็นผู้อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ.
     ๒. สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรม ที่เป็นที่พึ่งของเรา ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วดี ทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ของสัตว์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้มรรค ผล นฤพาน. พระธรรมนั้น ท่านทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ.
     ๓. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์ผู้สาวกของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นที่พึ่งของเรา. ท่านปฏิบัติดีแล้ว ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุมรรค ผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้แล้ว สั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ด้วย. และเป็นเขตให้เกิดบุญเกิดกุศล แก่เทวดามนุษย์มากมายนัก พระสงฆ์นั้น ท่านปฏิบัติดีอย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ.
   เมื่อนึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้ ตรึกตรองด้วยปัญญา. ครั้นเห็นจริง เกิดความเลื่อมใสขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจหรือจะเปล่งวาจาว่า อะโห พุทโธ พระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้จริงเห็นจริง สำเร็จประโยชน์ตน สำเร็จประโยชน์ผู้อื่นได้แล้ว ควรซึ่งทักษิณาอันเลิศ เป็นผู้ประเสริฐ กว่าสัตว์หมดทั้งสิ้น เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง.
   อะโห ธัมโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณ คือดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง.
   อะโห สังโฆ พระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตบุญอันเลิศ หาเขตบุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง ภาวนาดังนี้ก็ได้ดีทีเดียว.
   เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้ เป็นที่พึ่งของตนจริงๆ เสมอด้วยชีวิตแล้ว. ท่านกล่าวว่าถึงสรณะแล้ว มีผลอานิสงค์ใหญ่กว่าทานหมดทั้งสิ้น. อนึ่ง ผู้ใดได้ความเชื่อความเลื่อมใส ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้แล้ว. ผู้นั้นได้ชื่อว่า เลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุขวิเศษเลิศ ใหญ่กว่าผลแห่งกุศลอื่น ๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสในรัตนะทั้งสามนั้น. อนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษ ยิ่งกว่ารัตนะอื่นๆ หมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนา แก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ เหตุนั้น เราทั้งหลาย จงอุตส่าห์นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุก ๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียที ทีประสบพบพระพุทธศาสนานี้.


(๒๒) เจริญเมตตา
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญเมตตา พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
   สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
   สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะพะยาปัชฌา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความเจ็บไข้ลำบากกายลำบากใจเลย
   สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะนีฆา จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
   สัพเพ สัตตา ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแต่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด.
เมตตาภาวนานี้ เป็นข้าศึกแก่พยาบาทโดยตรง. เมื่อเจริญเมตตานี้ ย่อมละพยาบาทเสียได้ด้วยดี. เมตตานี้ชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้น จากพยาบาทของใจ. มีผลอานิสงค์ยิ่งใหญ่ กว่าทานแลศีลหมดทั้งสิ้น. อนึ่ง เมตตานี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มีอานิสงค์ ๑๑ ประการ คือ
   ผู้ที่เจริญเมตตานี้หลับก็เป็นสุข ที่ ๑
   ตื่นก็เป็นสุข ที่ ๒
   ฝันเห็นก็เป็นมงคลไม่ลามก ที่ ๓
   เป็นที่รักของมนุษย์ ที่ ๔
   เป็นที่รักของอมนุษย์ ที่ ๕
   เทวดาย่อมรักใคร่ รักษาไว้ให้พ้นภัย ที่ ๖
   ไฟก็ไม่ไหม้ ไม่ทำให้ร้อนได้ พิษต่าง ๆ และศัสตราวุธก็ไม่ประทุษร้าย ทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ที่ ๗
   จิตกลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน ที่ ๘
   มีผิวหน้าผ่องใสงาม ที่ ๙
   เป็นผู้มีสติ ไม่หลงตาย ที่ ๑๐
   ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตานี้ ที่ ๑๑
     เมตตามีอานิสงค์วิเศษต่างๆ ดังว่ามานี้. เหตุนั้น เราทั้งหลาย จงอย่าได้ประมาท ในเมตตาภาวนานี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิด จะได้ประสบอานิสงค์วิเศษต่างๆ ซึ่งว่ามานี้ เทอญ.


(๒๓) เจริญอสุภะ
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
   อัตถิ อิมัสมิง กาเย คือ ของไม่งามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดมีอยู่ในกายนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
มังสัง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม
หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง คือ เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด
อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง คือไส้ใหญ่ สายเหนี่ยวไส้(ไส้น้อย) ราก(อาหารใหม่) ขี้(อาหารเก่า)
ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ น้ำเหลือง(หนอง) น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น
อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัง คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว
ผมนั้น งอกอยู่ตามศีรษะ ดำบ้าง ขาวบ้าง
ขนนั้น งอกอยู่ตามขุมขนทั่วกาย เว้นแต่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
เล็บนั้น งอกอยู่ตามปลายมือ ปลายเท้า
ฟันนั้น งอกอยู่ตามกระดูกคาง ข้างบน ข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์
หนังนั้น หุ้มทั่วร่างกาย ผิวลอกออกเสียแล้ว มีสีขาว
เนื้อนั้น มีสีแดงเหมือนกับชิ้นเนื้อสัตว์
เอ็นนั้น รึงรัดรวบโครงกระดูกไว้ มีสีขาว
กระดูกนั้น เป็นร่างโครงค้ำแข็งอยู่ในกาย มีสีขาว
เยื่อในกระดูกนั้น มีสีขาวเหมือนกะยอดหวายที่เผาไฟอ่อน แล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ใผ่ฉะนั้น
เยื่อในสมองศีรษะนั้น เป็นยวง ๆ เหมือนกับเยื่อในหอยจุ๊บแจง
ม้ามนั้น คือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำ ๆ สองแผ่น มีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกับผลมะม่วงสองผล มีขั้วอันเดียวกันฉะนั้น อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ
เนื้อหัวใจนั้นมีสีแดง สัณฐานดังดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอก
ตับนั้น คือแผ่นเนื้อสองแผ่น สีแดงคล้ำๆ ตั้งอยู่ข้างขวาเคียงเนื้อหัวใจ
พังผืดนั้น มีสีขาว เหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็นติดกันไว้บ้าง
ไตนั้น เป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำ เหมือนกะลิ้นโคดำ อยู่ชายโครงข้างซ้าย
ปอดนั้น เป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจ อยู่ท่ามกลางอก
ไส้ใหญ่นั้น ปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมา มีสีขาว ชุ่มอยู่ด้วยเลือดในท้อง
สายเหนี่ยวไส้ใหญ่(ไส้น้อย) นั้น มีสีขาว
รากนั้น คือของที่กลืนกินแล้วสำรอกออกมาเสีย ฉะนั้น
คูถนั้น คือของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมา ฉะนั้น
น้ำดีนั้น สีเขียวคล้ำๆ ที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ามกลางอก ที่ไม่เป็นฝัก ซึมซาบอยู่ในกาย
น้ำเสมหะนั้น มีสีขาวคล้ำ ๆ เป็นเมือก ๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน
น้ำเหลือง(หนอง) นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผลเป็นต้น
น้ำเลือดนั้น มีอยู่ตามขุมในกาย และซึมซาบอยู่ในกาย
น้ำเหงื่อนั้น ซ่านออกตามขุมขน ในกาลเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด
น้ำมันข้นนั้น มีสีเหลือง ติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ
น้ำตานั้น ไหลออกจากตาในกาลเมื่อไม่สบาย
น้ำมันเปลวนั้น เป็นเปลวอยู่ในพุง เหมือนกับเปลวสุกร
น้ำลายนั้น ใสบ้างข้นบ้าง
น้ำมูกนั้น เหลวบ้างข้นบ้าง เป็นยวงออกจากนาสิก
น้ำไขข้อนั้น ติดอยู่ตามข้อกระดูก
น้ำเยี่ยวนั้น คือน้ำเกรอะออกจากรากและคูถ
อะยะเมวะ กาโย กายคือประชุมส่วนเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดนี้นั่นแล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบน แต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำ ตั้งแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มันมีหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ มีผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น
เชคุจโฉ ปะฏิกกุโล แต่ล้วนเป็นของไม่งาม มีกลิ่นเหม็น ปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น.
   อสุภกัมมัฏฐาน หรืออสุภสัญญานี้ เป็นข้าศึกแก่ราคะ ความกำหนัดยินดีโดยตรง. ผู้ใดมาเจริญอสุภะ เห็นเป็นของไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด จนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่กำหนัดยินดี ดับราคะ โทสะ โมหะเสียได้. ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกิน ซึ่งรสคือนฤพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง. เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญ กายคตาสติอสุภกัมมัฏฐานนี้ว่า ผู้ใดได้เจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่า บริโภคซึ่งรส คือนฤพาน เป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี(คือไม่ตาย) ดังนี้. นฤพานนั้น ก็ดับราคะ โทสะ โมหะนั้นเอง. เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาท ในกายคตาสตินี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิด จะได้ประสบพบพระนฤพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง เลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้น.


(๒๔) เจริญมรณสติ
     อนึ่ง เมื่อจะเจริญมรณสติ พึงเจริญดังนี้ก็ได้
(ชายว่า) มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
(หญิงว่า) มะระณะธัมมามหิ มะระณัง อะนะตีตา แปลว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ล่วงความตายไปไม่ได้แล้ว ความตายนั้นคือ สิ้นลมหายใจ กายแตก วิญญาณดับ.
   อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อะธุวัง ชีวิตัง ชีวิตของเรามันไม่ยั่งยืน
ธุวัง มะระณัง ความตายของเรามันยั่งยืน
อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง เราคงจะตายเป็นแน่
มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด
ชีวิตัง เม อะนิยะตัง ชีวิตของเรามันไม่เที่ยง
มะระณัง เม นิยะตัง ความตายของเรา มันเที่ยงแล้ว
   อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า
สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ สัตว์ที่ตายอยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี
มะริงสุ จะ มะริสสะเร ที่ตายดับสูญไปแล้วก็ดี จักตายต่อไปข้างหน้าก็ดี
ตะเถวาหัง มะริสสามิ เราก็จะตายดับสูญเช่นนั้นเหมือนกันนั่นแล
นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย ความสงสัยในความตายนี้ไม่มีแก่เรา เราไม่สงสัยในความตายนี้แล้ว.
   เหตุนั้น เราจงเร่งขวนขวาย ก่อสร้างบุญกุศล ซึ่งเป็นที่พึ่งของตนเสียให้ได้ทันเป็นมีชีวิตอยู่นี้เถิด อย่าให้ทันความตายมาถึงเข้า. ถ้าความตายมาถึงเข้าแล้ว จะเสียทีที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว. ผู้ใดได้เจริญมรณสติ นึกถึงความตายได้ เห็นจริงจนเกิดความสังเวชได้. ผู้นั้น ย่อมไม่เมาในชีวิต ละอาลัยในชีวิตเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท รีบร้อนปฏิบัติละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ชำระตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน. เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญ มรณสติที่บุคคลเจริญทำให้มากนี้ว่า “มีอานิสงค์ใหญ่ยิ่งมากนัก นับเข้าในพระนฤพาน เป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี(ไม่มีผู้ตาย)” ดังนี้. มรณสติมีผลานิสงค์อย่างนี้. อนึ่ง พระพุทธเจ้า ก็ตรัสสั่งไว้ ให้คิดถึงความตายให้ได้ทุกวัน ๆ มาในอภิณหปัจจเวกขณ์. เหตุนั้น เราทั้งหลายอุตส่าห์เจริญมรณสติ คิดถึงความตายให้เห็นจริง จนเกิดความสังเวช ให้ได้ทุกวันๆ เถิด จะได้ประสบผล อานิสงค์ที่วิเศษ เป็นเหตุไม่ประมาท ในอันก่อสร้างบุญกุศล ซึ่งเป็นที่พึ่งของตน.


(๒๕) การเจริญวิปัสสนา
     อนึ่ง ถ้าจะเจริญวิปัสสนา ให้จำบาลีนี้ไว้ให้ขึ้นใจว่า รูปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สัญญา อะนิจจา สังขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจัง. รูปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา สัญญา อะนัตตา สังขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา. สัพเพ สังขารา อะนิจจา. สัพเพ ธัมมา อะนัตตา ดังนี้.
   พระพุทธเจ้า ตรัสสั่งสอนให้บริษัทภาวนาดังนี้ มาในบาลีโดยมาก. ครั้นจำบาลีนี้ได้ขึ้นใจแล้ว ให้สาธยายไว้ให้เสมอ ทุกเช้าค่ำ เพราะเป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแท้ ก็แต่จะเจริญให้รู้ความดังนี้
รูปัง อะนิจจัง รูปภายในภายนอก เป็นของไม่เที่ยง ทรุดโทรม ฉิบหายไป
เวทะนา อะนิจจา ความสบาย ไม่สบาย และความมัธยัสถ์เฉย ๆ ไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับไป
สัญญา อะนิจจา ความสำคัญหมายอารมณ์จำได้ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
สังขารา อะนิจจา ความคิดตรึกตรอง เป็นบุญและเป็นบาปทั้งสิ้น ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
วิญญาณัง อะนิจจัง ความรู้แจ้งในใจ เป็นอนิจจังไม่เที่ยง รู้แล้วก็หายไป
รูปัง อะนัตตา รูปภายในภายนอก มิใช่ตัวมิใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สัญญา อะนัตตา ความสำคัญจำได้ในอารมณ์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สังขารา อะนัตตา ความคิดเป็นเครื่องปรุงจิตเอง เป็นบุญและเป็นบาปทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
วิญญาณัง อะนัตตา ความรู้แจ้งในใจ ไม่ใช่ตัวใช่ตน เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร
สัพเพ สังขารา อะนิจจา สารพัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งสิ้น ล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นธรรมแปรปรวน มีขึ้นแล้วก็หายไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหมือนกับฟองน้ำตั้งขึ้นใส ๆ แล้วก็ดับไปเล่า. เหมือนกับอารมณ์ที่ฝันเห็น ตื่นขึ้นแล้วก็ดับไปเล่า เหมือนกับไฟ จุดขึ้นสว่างแล้วก็ดับหายไปเล่า. ก็ถ้าไม่เห็นเป็นอนิจจังลงได้ ก็ให้ตรองเอาให้เห็นลงจงได้ ถ้าตรองไม่เห็น ก็ให้นึกถึงญาติพี่น้องพวกพ้อง ที่ตายสูญไปว่า เดี๋ยวนี้หายไปข้างไหนเล่า แล้วให้นึกถึงตัวและพวกพ้องที่เป็นเห็นหน้ากันอยู่ว่า เราก็จะดับสูญไปเช่นนั้นเหมือนกัน. นี่แลสารพัดสังขาร เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีขึ้นแล้วก็หายไป ให้ตรึกตรองให้เห็นเป็นอนิจจังลงให้ได้อย่างว่ามานี้. ถ้าเห็นลงได้ขณะหนึ่งครู่หนึ่ง เป็นยอดกุศลอยู่แล้ว จะหากุศลอันใดอันหนึ่งสู้ไม่ได้ เพราะเป็นทางพระนฤพานแท้. . พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสรรเสริญไว้ว่า ชีวิตของใครที่ได้เห็นอนิจจัง เป็นอยู่วันหนึ่งเท่านั้นตายไป ประเสริฐกว่า ชีวิตของคนที่ไม่เห็นอนิจจัง เป็นอยู่ร้อยปี.
สัพเพ ธัมมา อะนัตตา สารพัดธรรม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนถึงพระนฤพานทั้งสิ้น เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นไปในอำนาจผู้ใด เพราะตัวไม่มีตนไม่มี. ถ้ามีตัวมีตน มีเจ้าเข้าเจ้าของแล้ว ก็จะเป็นไปในอำนาจ เป็นไปตามใจ นี่หาตามใจไม่. เมื่อไม่อยากแก่ก็ขืนใจแก่ ไม่อยากเจ็บไข้ก็ขืนใจเจ็บไข้ ไม่อยากตายก็ขืนไจตายไป. จะมาหลงอยู่ว่า ของตัวของตนอย่างไร เมื่อไม่เป็นไปตามใจสักอย่างหนึ่งแล้ว จะว่าของตัวอย่างไร. สรรพธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อย่างนี้นั่นแหละ. ให้ตรึกตรองด้วยปัญญา ให้เห็นว่าธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ ให้เห็นจงได้. ถ้าไม่เห็น ก็ให้แยกขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ หรืออาการ ๓๒ กระจายออก ไล่ค้นหาตัวหาตน. ก็จะเห็นชัดว่า สรรพธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนจริง ตัวตนไม่มี หาเจ้าของมิได้ เป็นของสูญเปล่าไปจริง. ครั้นเห็นลงได้ดังนี้แล้ว โมหะความหลง และตัณหาความปรารถนารักใคร่ ก็ละเสียได้ และมานะถือเราถือเขาก็ไม่มี และทิฏฐิถือตัวถือตนก็ดับไป ด้วยปัญญาที่มาตรองเห็นสรรพธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่มีเจ้าของ เป็นของสูญเปล่าแล้ว ก็ให้นึกเห็นไว้ด้วยปัญญาอย่างนี้ ในสรรพธรรมทั้งปวงว่า เนตัง มะมะ อ้ายนั่นทั้งสิ้นไม่ใช่ของเรา, เนโสหะมัสมิ อ้ายนั่นทั้งสิ้น มิใช่เรามิใช่เขา, นะ เม โส อัตตา อ้ายนั่นทั้งสิ้น มิใช่ตัวมิใช่ตน. ครั้นนึกด้วยปัญญา เห็นจริงได้เป็นหนึ่งอย่างนี้แล้ว. ใจก็บริสุทธิ์เป็นสุขใหญ่ยิ่ง ทุกข์โทมนัสคับแค้นอันใด ก็ดับเสียได้. คุณคือใจที่บริสุทธิ์ ของพระพุทธเจ้า และคุณพระธรรม ที่ดับทุกข์โทมนัสเครื่องร้อนใจ และคุณพระสงฆ์ที่ปฏิบัติระงับเสีย ซึ่งเครื่องร้อนในใจได้ ก็ย่อมปรากฏแจ้งใจของตัว ด้วยปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริง ซึ่งสรรพธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังว่ามานี้, ใจก็หยั่งลงมั่นด้วยความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม. เมื่อเห็นจริงจนใจบริสุทธิ์ได้ดังว่ามานี้ ขณะหนึ่งก็ดี ครู่หนึ่งก็ดี ก็ได้ชื่อว่าเป็นอันได้ประสบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยน้ำใจในขณะนั้น ครู่หนึ่งนั้น, เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต” ดังนี้. ก็วิปัสสนาปัญญาที่ว่ามานี้ เป็นยอดในพระศาสนา เป็นทางพระนฤพานโดยแท้ อุตส่าห์เจริญเถิด ถึงจะไม่ถึงพระนฤพาน ก็คงเป็นที่พึ่ง เมื่อตัวจะตายเป็นแน่ . ครั้นตายแล้ว คงจะเป็นนิสัยติดตัวไป ให้ได้พระนฤพานข้างหน้าโดยแท้ เพราะปัญญานี้ประเสริฐ ทำสัตว์ให้บริสุทธิ์ พ้นทุกข์ได้จริง ๆ. วิธีเจริญวิปัสสนา ที่ว่ามานี้โดยสังเขป เจริญง่าย พอจะให้เห็นจริงได้ด้วยปัญญาของเรา ถึงสั่งสอนกันก็ใช้อย่างนี้. ครั้นจะว่าให้วิตถาร(พิสดาร) แจกรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปก็แจกไปได้ แต่จะยึดเอาให้เห็นจริงลงเป็นหนึ่ง ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นยากนัก เพราะอารมณ์มาก. ถึงกระนั้น ก็จำจะต้องรู้ไว้โดยวิตถารดังนี้ว่า รูปัง อะนิจจัง รูปไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวน ดับไป ก็รูปนั้น ๒๘.


(๒๖) มหาภูตรูป ๔
     ๑. ปฐวีธาติ ๑๙ (ไม่นับเยื่อในสมอง) ตั้งแต่เกสา จนถึงกะรีสังเป็นที่สุด
     ๒. อาโปธาตุ ๑๒ ตั้งแต่ปิตตังน้ำดี จนถึงมุตตังเป็นที่สุด
     ๓. ปฐวีธาตุ ๑๙
     ๔. อาโปธาตุ ๑๒ นั้น ให้ไปดูเอาในกายคตาสติ ที่เขียนไว้ข้างต้นนั้นเถิด.


(๒๗) เตโชธาตุ ๔
     ๑. สันตาปัคคิ ไฟสำหรับเผาให้กายอุ่นอยู่เป็นนิจ ๑
     ๒. ชิรณัคคิ ไฟสำหรับเผากายให้แปรปรวน ย่อย ทรุดโทรม แก่หง่อมไป ๑
     ๓. ปริทัยหัคคิ ไฟสำหรับเผาให้เร่าร้อนทั่วกาย เหลือที่จะทนได้ ต้องประพรม พ่นด้วยน้ำยา และพัดวีในกาลเมื่อเจ็บไข้ไม่สบาย ๑
     ๔. ปริณามัคคิ ไฟสำหรับเผาผลาญอาหารที่บริโภค ให้แปรปรวน ย่อยยับ กลับกลายเป็นมูตรเป็นคูถไป ๑
   บรรจบเป็นเตโชธาตุ ๔ ด้วยกัน.


(๒๘) วาโยธาตุ ๖
     ๑. อุทธังคมา วาตา ลมสำหรับพัดขึ้นเบื้องบน ให้หาว ให้เรอเป็นต้น ๑
     ๒. อโธคมา วาตา ลมสำหรับพัดลงข้างล่าง ให้ผายลม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น ๑
     ๓. กุจฉิสยา วาตา ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องนอกไส้ ให้ลั่น ให้ปวดเป็นต้น ๑
     ๔. โกฏฐาสยา วาตา ลมสำหรับพัดอยู่ในลำไส้ ให้เป็นลำ ให้แข็งไปเป็นต้น ๑
     ๕. อังคมังคานุสารี วาตา ลมสำหรับพัดซ่านทั่วไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ให้ไหวกาย ไหววาจาได้ ๑
     ๖. อัสสาสปัสสาโส ลมสำหรับหายใจเข้าออก ๑
ก็ธาตุทั้ง ๔ ที่ว่ามานี่แหละเรียกว่ามหาภูตรูป เพราะเป็นรูปเกิดขึ้น ใหญ่กว่ารูปทั้งปวง.


(๒๙) ปสาทรูป ๔
     ๑. จักขุปสาท รูปที่ใสอยู่ในจักษุ เรียกว่า แก้วตา ๑
     ๒. โสตปสาท รูปที่ใสอยู่ในโสต เรียกว่า แก้วหู ๑
     ๓. ฆานปสาท รูปที่ใสอยู่ในจมูก สำหรับได้กลิ่น ๑
     ๔. ชิวหาปสาท รูปที่ใสอยู่ในชิวหา สำหรับให้ชิวหาวิญญาณรู้รสต่างๆ ๑
     ๕. กายปสาท รูปที่ใสอยู่ทั่วกาย สำหรับให้กายวิญญาณรู้จักเย็นร้อนอ่อนแข็งได้ ๑
   ปสาทรูป ๕ นั้น เป็นของใสอยู่ในกาย สำหรับให้วิญญาณรู้อารมณ์ เหมือนกับกระจก เป็นของใสสำหรับให้คนส่องดูเงาได้, ตัววิญญาณเหมือนกะคน ตัวปสาทรูป เป็นของใสเหมือนกระจกฉะนั้น.


(๓๐) วิสัยรูป ๔
     ๑. สีสันต่างๆ แต่บรรดาของที่เห็นด้วยตาทั้งสิ้น เรียกว่า วัณโณ ๑
     ๒. เสียงต่างๆ แต่บรรดาที่ได้ยินด้วยโสตทั้งสิ้น เรียกว่า สัทโท ๑
     ๓. กลิ่นต่างๆ แต่บรรดาที่รู้ด้วยนาสิกทั้งสิ้นเรียกว่า คันโธ ๑
     ๔. รสต่างๆ แต่บรรดาที่รู้ด้วยชิวหาทั้งสิ้น เรียกว่า รโส ๑
   รูป ๔ นี้เรียกว่าวิสัยรูป เพราะเป็นอารมณ์ของวิญญาณ.


(๓๑) รูปต่าง ๆ ๔
     ๑. ภาวรูป ๒ คือ รูปเป็นหญิง และรูปเป็นชาย
     ๒. หทยรูป คือ เนื้อหทัยเป็นที่อาศัยแห่งจิต ๑
     ๓. ชีวิตรูป คือ ชีวิตินทรีย์ที่เลี้ยงรูปธรรมให้สดอยู่ ๑
     ๔. ปริเฉทรูป คือ อากาศที่เป็นช่องอยู่ในกาย มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น ๑.


(๓๒)วิญญัตติรูป ๒ คือ
     ๑. อาการที่ไหวกาย ให้ผู้อื่นรู้ได้เรียกว่า กายวิญญัติรูป ๑
     ๒. อาการที่ไหววาจา ให้เขารู้ได้ เรียกว่า วจีวิญญัติรูป ๑


(๓๓) วิการรูป ๓
     ๑. รูปวิการที่เบา เรียกว่า รูปัสสลหุตา ๑
     ๒. รูปวิการที่อ่อน เรียกว่า รูปัสสลหุตา ๑
     ๓. รูปวิการที่ควรแก่การงานได้ เรียกว่า รูปัสสกัมมัญญตา ๑


(๓๔) ลักขณรูป ๕
     ๑. รูปที่เจริญขึ้น เรียกว่า รูปัสส อุจจโย ๑
     ๒. รูปที่ต่อติดเนื่องกัน เรียกว่า รูปัสส สันตติ ๑
     ๓. รูปที่ย่อยคร่ำคร่า เรียกว่า รูปัสส ชรตา ๑
     ๔.รูปที่ไม่เที่ยงแปรปรวนดับไป เรียกว่า รูปัสส อนิจจตา ๑
     ๕. อาหารรูป คือ โอชะที่เกิดขึ้นแต่อาหารที่กิน ๑
   ตั้งแต่ปสาทรูป ๕ มาจนถึงลักขณรูปและอาหารรูปเป็นที่สุด บรรจบเป็นรูป ๒๔ ด้วยกัน เรียกว่า อุปาทายรูป เพราะเป็นรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ บรรจบเป็นรูป ๒๘ ด้วยกัน. ก็รูป ๒๘ เหล่านั้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ววิบัติแปรปรวนดับไป. เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยธาตุและอาหารเกิดขึ้นแล้ว ก็แตกทำลายไป.


(๓๕) เวทนาไม่เที่ยง
     เวทะนา อะนิจจา เวทนาไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็เวทนานั้น ๓ อย่าง คือ
     ๑. ความรู้แจ้งว่าสบาย เรียกว่า สุขเวทนา ๑
     ๒. ความรู้แจ้งว่าไม่สบาย เรียกว่า ทุกขเวทนา ๑
     ๓. ความรู้แจ้งว่าเฉยๆ จะสบายก็ไม่ใช่ จะไม่สบายก็ไม่ใช่ เรียกกว่า อุเบกขาเวทนา ๑
   ความสุขเปรียบเหมือนกะของที่มีรสอันหวานอร่อย. ความทุกข์เปรียบเหมือนกะของเผ็ด ของร้อน ของแสบ. อุเบกขา ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์นั้น เปรียบเหมือนกะของจืดๆ
     อีกนัยหนึ่ง เวทนา ๕
     ๑. ความสุขความสบายกาย เรียกว่า สุขเวทนา ๑
     ๒.ความทุกข์ไม่สบายกาย เรียกว่า ทุกขเวทนา ๑
     ๓. ความสุขสบายใจ ดีใจ เรียกว่า โสมนัสเวทนา ๑
     ๔. ความทุกข์ ไม่สบายใจ เสียใจ เรียกว่า โทมนัสเวทนา ๑
     ๕. ความเฉยๆ ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา ๑
   เวทนาที่ว่ามาทั้งสิ้นนี้ เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป. เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่เป็นของใคร เป็นธรรมชาติอาศัยผัสสะเกิดขึ้นแล้ว ดับสูญไป.


(๓๖) สัญญาไม่เที่ยง
     สัญญา อนิจจา ความหมายจำไว้ได้ เรียกว่า สัญญา ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็สัญญานั้น ๖ อย่าง
     ๑. รูปสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในรูป ๑
     ๒. สัททสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในเสียง ๑
     ๓. คันธสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในกลิ่น
     ๔. รสสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในรส ๑
     ๕. โผฏฐัพพสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในเครื่องสัมผัสถูกต้อง ๑
     ๖. ธัมมสัญญา ความหมายจำไว้ได้ในธรรมที่เป็นอารมณ์ของใจ ๑
     ก็สัญญาเหล่านั้นทั้งสิ้น เป็นอนิจจังไม่เที่ยง. เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน. เป็นของสูญเปล่า ไม่ใช่ของใคร เป็นธรรมชาติอาศัยผัสสะเกิดขึ้นแล้ว ดับสูญไป
.


(๓๗) สังขารไม่เที่ยง
สังขารา อะนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
     ก็สังขารเหล่านั้น ได้แก่ เจตสิก ๕๒ ดวง ก็ในที่นี้ยกเวทนาและสัญญาทั้ง ๒ ออกเสีย ยังเหลืออยู่แต่ ๕๐ ดวง คือ
   อายตนะภายนอก ๖ อายตนะภายใน ๖ วิญญาณ ๖, ๓ หมวดนี้ เกิดขึ้นถึงพร้อมถูกต้องด้วยดี ชื่อว่า ผัสโส ดวง ๑
   ความคิดในอารมณ์ต่างๆ เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง เรียกว่า เจตนา ดวง ๑
   จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์อันหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา ดวง ๑
   นามธรรมอย่างหนึ่งสำหรับเลี้ยงนามธรรมไว้ เรียกว่า ชีวิตินทริยัง ดวง ๑
   ความทำในใจ เรียกว่า มนสิกาโร ดวง ๑
   ความตรึกตรอง เรียกว่า วิตักโก ดวง ๑
   ความพิจารณา เรียกว่า วิจาโร ดวง ๑
   ความน้อมไปในอารมณ์คล้ายๆ กันกับศรัทธา เรียกว่า อธิโมกโข ดวง ๑
   ความเป็นคนกล้า เพียร ไม่เกียจคร้าน เรียกว่า วิริยัง ดวง ๑
   ความอิ่มกายอิ่มใจ เรียกว่า ปีติ ดวง ๑
   ความพอใจ เรียกว่า ฉันโท ดวง ๑
   บรรจบเป็น ๑๑ ดวง ยกเวทนาและสัญญาออกเสียแล้ว เรียกว่า อัญญสมานา(เจตสิก) เพราะเป็นบุญด้วยเป็นบาปด้วย เจือกันทั้ง ๒ อย่าง.


(๓๘) เจตสิกที่เป็นตัวบาปแท้ ๑๔ ดวง
     ๑. โมโห ความหลงไม่รู้จริง ๑
     ๒. อหิริกัง ความไม่เกลียดอายต่อความชั่ว ๑
     ๓. อโนตตัปปัง ความไม่สะดุ้งกลัวต่ออกุศล ๑
     ๔. อุทธัจจัง ความฟุ้งซ่าน ๑
     ๕. โลโภ ความโลภอยากได้ ๑
     ๖. ทิฏฐิ ความเห็นผิด ๑
     ๗. มาโน ความเย่อหยิ่งถือเราถือเขา ๑
     ๘. โทโส ความโกรธคิดประทุษร้ายเขา ๑
     ๙. อิสสา ความริษยาเขา ๑
     ๑๐. มัจฉริยัง ความตระหนี่เหนียวแน่น ๑
     ๑๑. ถีนัง ความง่วงเหงา ๑
     ๑๒. มิทธัง ความเคลิ้มเขลาหาวนอน ๑
     ๑๓. กุกกุจจัง ความรำคาญใจ ๑
     ๑๔. วิจิกิจฉา ความสงสัย ๑
     บรรจบเป็นอกุศลเจตสิก ๑๔ ดวงนี้แล เรียกว่า ตัวบาปธรรม.


(๓๙) เจตสิกที่เป็นกุศลแท้ ๒๕ ดวง
     ๑. สัทธา ความเชื่อของที่ควรเชื่อ ๑
     ๒. สติ ความระลึกอารมณ์ที่ดี ๑
     ๓. หิริ ความเกลียดอายต่อความชั่ว ๑
     ๔. โอตตัปปัง ความสะดุ้งกลัวต่ออกุศล ๑
     ๕. อโลโภ ความไม่โลภ ไม่อยากได้ ๑
     ๖. อโทโส ความไม่ประทุษร้ายเขา ๑
     ๗. ตัตรมัชฌัตตา ความเป็นธรรมมัธยัสถ์ เฉยอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ๑
     ๘. กายปัสสัทธิ ความสงบกาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร ๑
     ๙. จิตตปัสสัทธิ ความสงบจิต ๑
     ๑๐.กายลหุตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมเบา ควรแก่กรรม ๑
     ๑๑. จิตตลหุตา ความที่จิตเป็นจิตเบา ควรแก่กรรม ๑
     ๑๒. กายมุทุตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมอ่อน ควรแก่กรรม ๑
     ๑๓. จิตตมุทุตา ความที่จิตเป็นจิตอ่อน ควรแก่กรรม ๑
     ๑๔. กายกัมมัญญตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมควรแก่กรรม ๑
     ๑๕. จิตตกัมมัญญตา ความที่จิตเป็นจิตควรแก่กรรมแท้ ๑
     ๑๖. กายปาคุญญตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นธรรมคล่องแคล่วในกุศล ๑
     ๑๗. จิตตปาคุญญตา ความที่จิตเป็นจิตคล่องแคล่วในกุศล ๑
     ๑๘. กายุชุกตา ความที่กาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นไปตรงต่อกุศล ๑
     ๑๙. จิตตุชุกตา ความที่จิตเป็นไปตรงต่อกุศล ๑
     ๒๐. สัมมาวาจา เจตนาที่เว้นจากวจีทุจริต เป็นเหตุกล่าวชอบ ๑
     ๒๑. สัมมากัมมันโต เจตนาที่เว้นจากกายทุจริต เป็นเหตุทำการงานชอบ ๑
     ๒๒. สัมมาอาชีโว เจตนาที่เว้นจากมิจฉาชีพ เป็นเหตุสำเร็จการเลี้ยงชีวิตโดยชอบ ๑
     ๒๓. กรุณา ความเอ็นดูสัตว์ อยากช่วยให้พ้นทุกข์ ๑
     ๒๔. มุทิตา ความชื่นชมสมบัติของผู้อื่น ๑
     ๒๕. ปัญญา ความรู้ชอบทั่วไปที่เป็นกุศล ๑
     บรรจบเป็นเจตสิกฝ่ายข้างกุศลแท้ ๒๕ ดวง. ฝ่ายข้างอกุศลแท้ ๑๔ ดวง ที่เรียกว่า อัญญสมานา(เจตสิก) เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เจือกัน ๑๓ ดวงนั้น ยกเสีย ๒ คือ เวทนาและสัญญา ยังเหลืออยู่ ๑๑ ดวง บรรจบเป็นเจตสิก ๕๐ ดวงด้วยกัน.


(๔๐) เจตสิก ๕๐   

     เจตสิก ๕๐ ดวงนั้น เรียกว่า สังขาร เพราะเป็นธรรมตกแต่งจิต ปรุงจิต. ก็สังขารเหล่านั้นทั้งสิ้น เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปขณะหนึ่งๆ. เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน. เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยผัสสะเกิดขึ้นดับไป. วิญญาณัง อะนิจจัง วิญญาณเป็นอนิจจังไม่เที่ยง. ก็วิญญาณนั้น ได้แก่จิต ๘๙ ดวง คือ อกุศล ๑๒ ดวง, กามาวจรกุศลจิต ๒๔ ดวง, รูปาวจรกุศลจิต ๑๕ ดวง, อรูปาวจรกุศลจิต ๑๒ ดวง, โลกุตตรจิต ๘ ดวง.

     อกุศล ๑๒ ดวง
   โลภจิต ๘ ดวง
   โทสจิต ๒ ดวง
   โมหจิต ๒ ดวง
   บรรจบเป็นอกุศลจิต ๑๒ ดวง อเหตุกจิต ๑๘ ดวง

     กามาวจรกุศลจิต ๒๔ ดวง
   เป็นกุศล ๘ ดวง
   เป็นวิบาก ๘ ดวง
   เป็นกิริยา ๘ ดวง
   บรรจบทั้งกุศล วิบาก และกิริยา เป็นกามาวจรกุศลจิต ๒๔ ดวงด้วยกัน.

     รูปาวจรกุศลจิต ๑๕ ดวง
   ที่เป็นกุศล ๕ ดวง
   เป็นวิบาก ๕ ดวง
   เป็นกิริยา ๕ ดวง
   บรรจบเป็นรูปาวจรกุศลจิต ๑๕ ดวงด้วยกัน.

     อรูปาวจรกุศลจิต ๑๒ ดวง
   ที่เป็นกุศล ๔ ดวง
   เป็นวิบาก ๔ ดวง
   เป็นกิริยา ๔ ดวง
   บรรจบเป็นอรูปาวจรกุศลจิต ๑๒ ดวงด้วยกัน.

     โลกุตตรจิต ๘ ดวง
   มัคคจิต ๔ ดวง
   ผลจิต ๔ ดวง
   บรรจบเป็นโลกุตตรจิต ๘ ดวงด้วยกัน.
     หมดด้วยกันทั้งสิ้นเป็นจิต ๘๙ ดวง, ก็จิต ๘๙ ดวงเหล่านั้น เรียกว่าวิญญาณ เพราะเป็นจิตรู้แจ้งอารมณ์. ก็วิญญาณทั้งสิ้นเหล่านั้น เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปในขณะนั้นนั่นเอง. เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน. เป็นของสูญเปล่า หาเจ้าของมิได้ อาศัยนามรูปเกิดขึ้นแล้วดับไป. เมื่อกุลบุตรมาเจริญวิปัสสนานี้ ถ้าไม่บรรลุมรรคผลได้แล้ว เป็นแต่เพียงบุรพภาคปฏิบัติ. ถึงกระนั้น ก็มีคุณานิสงค์มากนัก ถอนอัตตสัญญาและอัสมิมานะเสียได้ ด้วยตทังคปหาน. และให้ผู้เจริญนั้น เกิดความเชื่อและความเลื่อมใส ในพระรัตนตรัยทั้ง ๓ โดยอาการอันสนิท สิ้นความสงสัย ให้สำเร็จกิจในอันถึงสรณะทั้ง ๓ เป็นที่พึ่ง. อนึ่ง ให้ผู้เจริญนั้น ิได้ประสบนิรามิสสุข อันไม่เป็นวิสัยของสามัญมนุษย์ มีผลอานิสงค์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา. ย่อมทำให้ผู้ที่เจริญนั้น มีสติสัมปชัญญะ ไม่ฟั่นเฟือน. เมื่อทำลายขันธ์ มีสุคติภพและโลกสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. เพราะเหตุนั้น ควรที่สาธุชนผู้แสวงหาซึ่งประโยชน์ของตน จะพึงเจริญวิปัสสนานั้น ให้เป็นไปในสันดานสิ้นกาลเนือง ๆ ไม่ควรจะประมาทเลย. เพราะว่าความเกิดเป็นมนุษย์นี้ ก็ได้ด้วยยากนัก. ชีวิตที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากนัก. กาลเป็นที่เกิดขึ้น ของพระพุทธเจ้าเช่นกาลเดี๋ยวนี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก ฯ.


 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.