(๑๘๓) อกุศลกรรมบถ ๑๐
(จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง)
๑. ปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือฆ่าสัตว์.
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุมิจฉาจาระพฤติผิดในกาม.
(จัดเป็นวจีกรรม คือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง)
๔. มุสาวาท พูดเท็จ.
๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด.
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ.
๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ.
(จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง)
๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา.
๙. พยาบาท ปองร้ายเขา.
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม.
กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบาป ไม่ควรดำเนิน.
ที.มหา. ๑๐/๓๕๖. ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑.


(๑๘๔) กุศลกรรมบท ๑๐
(จัดเป็นกายกรรม ๓ อย่าง)
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม.
(จัดเป็นวจีกรรม ๔ อย่าง)
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ.
๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด.
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ.
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ.
(จัดเป็นมโนกรรม ๓ อย่าง)
๘. อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา.
๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา.
๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม.
กรรม ๑๐ อย่างนี้เป็นทางบุญ ควรดำเนิน.
ที. มหา. ๑๐/๓๕๙. ที ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม. มู. ๑๒/๕๒๓.


(๑๘๕) บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่.
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ.
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ.
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ.
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม.
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง.
สุ.วิ. ๓/๒๕๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ. ๒๙. ตฏฺฏีกา. ๑๗๑.


(๑๘๖) ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณา ๑๐
๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ.
๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย.
๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า อาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้.
๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ตัวของเราเอง ติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่.
๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่.
๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น.
๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.
๘. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่.
๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรายินดีในที่สงัดหรือไม่.
๑๐.บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน ในเวลาเพื่อนบรรพชิตถาม ในกาลภายหลัง.

องฺ. ทสก. ๒๔/๙๑.


(๑๘๗) นาถกรณธรรม ๑๐ (คือ ธรรมทำที่พึ่ง)
๑. ศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
๒. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก.
๓. กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม.
๔. โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย.
๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความขยันช่วยเอาใจใส่ในกิจธุระที่ชอบ
๖. ธัมมกามตา ความใคร่ในธรรมที่ชอบ.
๗. วิริยะ เพียรเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี.
๘. สันโดษ ยินดีด้วยผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร ที่นอน ที่นั่งและยา ตามมีตามได้.
๙. สติ จำการที่ได้ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้.
๑๐. ปัญญา รอบรู้ในกองสังขารตามเป็นจริงอย่างไร.
องฺ. ทสก. ๒๔/ ๒๗.


(๑๘๘) กถาวัตถุ ๑๐ (ถ้อยคำที่ควรพูด)
๑. อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย.
๒. สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้.
๓. ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ.
๔. อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่.
๕. วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร.
๖. สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล.
๗. สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้สงบ.
๘. ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา.
๙. วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส.
๑๐. วิมุตติญาณทัสสนากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็น ในความที่ใจพ้นจากกิเลส.
องฺ. ทสก. ๒๔/๑๓๘.


(๑๘๙) อนุสสติ ๑๐ (อารมณ์ควรระลึก)
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า.
๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม.
๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์.
๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน.
๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว.
๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา.
๗. มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน.
๘. กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่าไม่งาม น่าเกลียดโสโครก.
๙. อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก.
๑๐. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์.
วิ. ฉอนุสฺสติ. ปฐม. ๒๕๐.


(๑๙๐) อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐
ความเห็นอันถือเอาที่สุด คือ แล่นเข้าไปถึงที่สุด ในอย่างหนึ่ง ๆ เรียกอันตคาหิกทิฏฐิ
๑. โลกเที่ยง.
๒. โลกไม่เที่ยง.
๓. โลกมีที่สุด.
๔. โลกไม่มีที่สุด.
๕. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น.
๖. ชีพเป็นอันอื่น สรีระก็เป็นอื่น.
๗. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกเกิดอีก.
๘. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก.
๙. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
๑๐. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกหามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้.

ม. ม. ๑๓/๑๔๓.
   อธิบาย: ทิฏฐินอกพระพุทธศาสนา พระคันถรจนาจารย์ ไม่พอใจอธิบาย ในเมื่อจำจะพูดถึง ก็พูดอย่างห้วน ยากที่จะเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ยากที่จะลงความเห็นว่า พระพุทธศาสนามุ่งหมายอย่างไร ทิฏฐินี้ท่านก็มิได้พรรณนาไว้ชัดเจน แต่กล่าวว่า เป็นข้อที่พระศาสดาไม่ทรงพยากรณ์ คือไม่ตรัสถึง ดังมีเรื่องเล่าว่า พระมาลุงกยะ ทูลถามถึงทิฏฐิ ๑๐ นี้ และทูลพ้อว่า ถ้าไม่ทรงพยากรณ์ จักไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป พระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้ทรงสัญญาไว้ เมื่อพระมาลุงกยะจะมาประพฤติพรหมจรรย์ว่า จักทรงแก้ทิฏฐิ ๑๐ ข้อนี้ พระมาลุงกยะปรารถนาจะไปก็จงไป จึงเป็นดุจกรุยอันผู้สอดส่องธรรมในพระพุทธศาสนา พึงหลีกห่าง ดุจกรุยบอกน้ำตื้นอันเรือไม่พึงแวะเข้าไป เป็นข้อที่น่ารู้อยู่. ในที่นี้ จักอธิบายตามมติของข้าพเจ้า. โลกในที่นี้น่าจะได้แก่หมู่สัตว์. ข้อว่าโลกเที่ยงนั้น น่าจะหมายความดังกล่าวแล้ว ในสัสสตทิฏฐิ. ข้อว่าโลกไม่เที่ยงนั้น น่าจะหมายความดังกล่าวแล้ว ในอุจเฉททิฏฐิ ในทุก. ข้อว่า โลกมีที่สุด น่าจะหมายความว่า คนทำดีในที่สุด ย่อมไปเกิดในทิพยกายที่ยั่งยืน ไม่แปรผัน ดุจความเข้าใจของคนถือลัทธิต่างบางพวก หรือด้วยมรณะแล้วขาดศูนย์กัน. ข้อว่า โลกไม่มีที่สุดนั้น น่าจะหมายความว่า เวียนเกิดเวียนตายไปอย่างนี้ไม่มีขาดลง. ข้อว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น กับข้อว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ชีพนั้นได้แก่ ชีโว ได้กล่าวแล้ว ในสัสสตทิฏฐิ เป็นแต่ในที่นี้ใช้ นปุงสกลิงค์เป็น ชีวํ. ในพระพรหมสมัยบัญญัติว่า เวลามรณะ ชีพนี้ออกจากสรีระ ไปถือปฏิสนธิใหม่ ส่วนสรีระย่อมสลายไป. ทิฏฐิเนื่องด้วยชีพนี้ ข้างหนึ่งเข้าใจว่า ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน เกิดดับพร้อมกัน อีกข้างหนึ่งเข้าใจว่า ชีพกับสรีระต่างกัน เช่น บัญญัติไว้ในพราหมณสมัย. พระพุทธศาสนากล่าวอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ตนนั้น แสดงนามธรรม คือจิตเจตสิกว่า เกิดขึ้นเพราะอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก สบกันเข้าเป็นต้นไป เพื่อคัดค้านชีพ ดังที่เขาเข้าใจกันนั้น. ในข้อปรารภความเกิดอีกเป็นต้น ของสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว บทบาลีใช้แปลกอยู่ ใช้บทว่า ตถาคโต ที่แก้ในอรรถกถาว่า สตฺโต คือสัตว์. ตถาคตศัพท์ นั้น นอกจากในที่นี้ พบแต่ที่ใช้เรียกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มักเรียกเป็นพหูพจน์ด้วยโดยอธิบายว่า ผู้มาเหมือนอย่างนั้น คือได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ถูกต้องตามธรรมเนียม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ เช่นเดียวกับพระราชา ผู้เป็นแทนสืบกันมา. สอบกับภาษาสํสกฤต ได้ความออกไปอีกหน่อยว่า นอกจากใช้เรียกพระพุทธเจ้า ใช้เรียกชินะ ที่ออกชื่อในปกรณ์ข้างพระพุทธศาสนาว่า นิครนถ์นาฏบุตรบ้าง ใช้เรียกเจ้าบ้าง ไม่ได้กล่าวว่าใช้เรียกสามัญสัตว์. ถ้าไม่ใช่ศัพท์ใช้เรียกสามัญสัตว์ ความเข้าใจก็จะพึงมีอีกทางหนึ่งว่า ท่านผู้ที่มหาชนนับถือเป็นศาสดา และเป็นเอกอุในลัทธิของตน เบื้องหน้าแต่ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ หรือที่เกิดอีกก็มีที่ไม่เกิดอีกก็มี หรือปฏิเสธทั้งนั้น สมด้วยปัญหาปรารภเจ้าลัทธิเห็นปานนี้ อันพระสุภัททะครั้งยังเป็นปริพาชก ยกขึ้นทูลถามพระศาสดาเมื่อใกล้จะปรินิพพาน แต่ทูลถามในทางตรัสรู้ของเขา. เช่นนี้ไม่แย้งต่อการรับรองว่า สัตว์ผู้ยังมีกิเลสานุสัย ตายแล้วต้องเกิดอีก. ข้าพเจ้าได้ความเข้าใจไม่พอเพื่ออนุโมทนา หรือค้านคำแก้ในอรรถกถาทั้ง ๒ อย่าง จึงแปลว่าสัตว์ ไว้ที่ตามอรรถกถา แม้เป็นศัพท์เรียกสามัญสัตว์ ก็อาจอธิบายให้เข้ารูปได้ว่า เป็นผู้มาเหมือนอย่างนั้น คือเกิดขึ้นแล้วเป็นอยู่โดยธรรมดาแห่งสัตว์ และจักเป็นผู้ไป คือตายเหมือนสัตว์ในกาลก่อน. ทิฏฐิ ๑๐ อย่างนี้ ไม่จัดเป็นชั่วร้ายนัก ไม่ถึงห้ามสวรรค์ เป็นแต่ห้ามอริยมรรค อธิบายว่า คนมีทิฏฐิเหล่านี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงไม่ได้ทำบาปทุจริตเพราะทิฏฐินี้ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ก็ได้ แต่ยังละเสียไม่ได้เพียงใด ยังเป็นผู้อาภัพ ไม่อาจบรรลุอริยมรรคอยู่เพียงนั้น.


(๑๙๑) ทสพลญาณ ๑๐
พระญาณเป็นพระกำลังของพระตถาคตเจ้า
๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชากำหนดรู้ฐานะ คือเหตุที่ควรเป็นได้ และอฐานะ คือมิใช่เหตุที่ควรเป็นได้.
๒. วิปากญาณ ปรีชากำหนดรู้ผลแห่งกรรม.
๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง.
๔. นานาธาตุญาณ ปรีชากำหนดรู้ธาตุต่าง ๆ.
๕. นานาธิมุตตกญาณ ปรีชากำหนดรู้อธิมุตติ คืออัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นต่าง ๆ กัน.
๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่ง แห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย.
๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชากำหนดรู้อาการ มีความเศร้าหมองเป็นต้น แห่งธรรมมีฌานเป็นต้น.
๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปรีชากำหนดระลึกชาติหนหลังได้.
๙. จุตูปปาตญาณ ปรีชากำหนดรู้จุติ และอุบัติของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นต่าง ๆ กันโดยกรรม.
๑๐. อาสวักขยญาณ ปรีชารู้จักทำอาสวะให้สิ้น.
ม. มู. ๑๒/๑๔๑.
   อธิบาย: ฐานะนั้น คือสิ่งที่มีได้เป็นได้โดยธรรมดา อฐานะ คือสิ่งที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้โดยธรรมดา อุทาหรณ์ สิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เป็นฐานะอย่างหนึ่ง. สิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นจักไม่ดับเลย เป็นอฐานะอย่างหนึ่ง. กุศลกรรมให้ผลดี อกุศลกรรมให้ผลชั่ว เป็นฐานะอีกอย่างหนึ่ง. กุศลกรรมให้ผลชั่ว อกุศลกรรม ให้ผลดี เป็นอฐานะอีกอย่างหนึ่ง. กุศลกรรมให้ผลชั่ว กำหนดฐานะและอฐานะโดยนัยนี้. พระญาณที่ ๒ กำหนดรู้ผลแห่งกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ทำกรรมทั้งที่เป็นบุญ ทั้งที่เป็นบาป ต่างให้ผลสับสนกัน ไม่หลงสันนิษฐานไปในอฐานะ. พระญาณที่ ๓ กำหนดรู้กรรมอันจะนำไปสู่สุคติทุคติ และปฏิบัติอันจะนำให้บรรลุพระนิพพาน. พระญาณที่ ๔ รู้จักแยกสมมติออกเป็นขันธ์ อายตนะและธาตุต่าง ๆ. พระญาณที่ ๕ และที่ ๖ มีกิจละม้ายกัน แสดงตามนิทเทสการกำหนดรู้อัธยาศัยดีเลว เป็นกิจแห่งพระญาณที่ ๕ การกำหนดรู้อัธยาศัยอย่างนั้นด้วย การกำหนดรู้อินทรีย์ ๕ มีศรัทธา เป็นต้น กับทั้งคุณและโทษอย่างอื่น ว่าเป็นอย่างไรด้วย เป็นกิจแห่งพระญาณที่ ๖. พระญาณที่ ๗ กำหนดรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ว่า จักมีเพราะอย่างไร. กิจแห่งพระญาณอีก ๓ ต่อไปอีก กล่าวไว้แล้วในวิชชา ๓.


(๑๙๒) บารมี ๑๐
๑. ทาน
๒. ศีล
๓. เนกขัมมะ
๔. ปัญญา
๕. วิริยะ
๖. ขันติ
๗. สัจจะ
๘. อธิฏฐาน
๙. เมตตา
๑๐. อุเบกขา.

ขุ. จริยา. ๓๓/๕๙๖.
   อธิบาย: ศัพท์ว่า บารมี สันนิษฐานว่าออกจากศัพท์ ปรม แปลว่า คุณสมบัติหรือปฏิปทาอันยวดยิ่ง ท่านพรรณนาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ทรงบำเพ็ญมาแต่ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อบารมีเหล่านี้เต็มแล้ว จึงจะได้ตรัสรู้ บารมีเหล่านี้กระจ่างแล้วโดยมาก จักแก้เฉพาะบางประการ. เนกขัมมะ ได้แก่การออกบวช โดยอธิบายว่า ออกจากกาม. สัจจะ น่าจะได้แก่การซื่อตรง หรือการตั้งใจทำจริง หรือการมุ่งแสวงหาความจริง. แต่ในชาดกปกรณ์ จัดเอาการยกเอาความเป็นจริงอยู่อย่างไรขึ้นตั้งอธิษฐาน เพื่อสำเร็จผลที่มุ่งหมาย เป็นสัจจบารมี. อธิฏฐาน ได้แก่การตั้งใจมั่น. อุเบกขา ได้แก่ความไม่ยินดียินร้าย. บารมีเหล่านี้ ท่านแจกออกเป็น ๓ หมวด คือ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี สิริเป็นบารมี ๓๐ ทัศ. บารมี ๓ หมวดนี้ต่างกันอย่างไร? สันนิษฐานยาก ความเข้าใจของพระคันถรจนาจารย์ ก็ไม่แน่ลงเหมือนกัน. ท่านแก้ทานอย่างหนึ่งว่า การให้ไม่ได้ระบุพัสดุ จัดเป็นทานบารมี. การให้พัสดุภายนอก จัดเป็นทานอุปบารมี. การให้อวัยวะและชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี. อีกอย่างหนึ่งว่า การสละพัสดุภายนอก จัดเป็นทานบารมี. การสละอวัยวะ จัดเป็นทานอุปบามี, การสละชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี อุปบารมีเป็นศัพท์ที่น่าสันนิษฐานก่อน. ตามพยัญชนะแปลว่า บารมีใกล้หรือบารมีรอง เรียงไว้ในระหว่างกลาง ลงสันนิษฐานว่า ปรมัตถบารมีเป็นยอด รองลงมาอุปบารมี โดยนัยนี้ได้ความว่า เป็นบารมีที่รองปรมัตถบารมีลงมา พิเศษกว่าบารมีเฉย ๆ. แบ่งบารมีอย่างหนึ่งออกเป็น ๓ จำอาศัยเกณฑ์ ตามเกณฑ์ที่ท่านตั้งมาแล้ว คือ ชีวิต ร่างกายและทรัพย์ภายนอก. ส่วนทานแบ่งง่าย สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่คนมาก หรือเพื่อเปลื้องทุกข์คนอื่น จัดเป็นทานปรมัตถบารมี. สละอวัยวะแห่งร่างกาย เช่นพยายามเพื่อจะทำประโยชน์ หรือเปลื้องทุกข์เขา แต่ต้องเสียอวัยวะของตนในการทำอย่างนั้น จัดเป็นทานอุปบารมี .สละทรัพย์เพื่อเกื้อกูล หรือเพื่อเปลื้องทุกข์เขา จัดเป็นทานบารมี. ศีลที่รักษาเพราะต้องพร่าชีวิตร่างกาย และโภคทรัพย์อาจแบ่งเป็น ๓ ได้เหมือนกัน. ส่วนบารมีอันเหลือ ยังจะต้องหาเกณฑ์แบ่งอีก ไม่ใช่ทำง่าย. แม้ทำได้แล้ว ยังไม่พ้นฟั่นเฝือ. ข้าพเจ้าสันนิษฐาน เห็นเกณฑ์แบ่งอีกทางหนึ่ง บารมีที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญในชาติห่างไกล ตามที่กล่าวว่า ครั้งเสวยพระชาติเป็นมนุษย์ก็มี เป็นดิรัจฉานก็มี สับสนกัน จัดเป็นเพียงบารมีที่บำเพ็ญในชาติใกล้เข้ามา ก่อนหน้าปัจฉิมชาติเพียง ๑๐ ชาติ ตามที่กล่าวว่า ครั้งเสวยพระชาติเป็นมนุษย์เป็นพื้น และเป็นมนุษย์วิสามัญมีลักลั่นอยู่ชาติเดียวที่ว่า เป็นพระยานาค จัดเป็นอุปบารมี ที่พระมหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญในปัจฉิมชาติ ก่อนหน้าตรัสรู้พระโพธิญาณ จัดเป็นปรมัตถบารมี. จักพรรณนาเฉพาะปัจฉิมชาติ. พระองค์น้อมพระชนม์ เพื่อประโยชน์แก่คนมาก ด้วยพระเมตตา จัดเป็นพระทานบารมี และพระเมตตาบารมี. เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ จัดเป็นพระเนกขัมมบารมี. ทรงสำรวมในศีล สมควรแก่เป็นบรรพชิต จัดเป็นพระศีลบารมี .ทรงบำเพ็ญเพียร และทรงอดทนต่อความลำบากอยากเข็ญ จัดเป็นพระวิริยบารมีและพระขันติบารมี .ทรงตั้งพระหฤทัยมั่นในปฏิปทา ตั้งพระหฤทัยทำจริง ๆ เพื่อแสวงหาความจริง จัดเป็นพระอธิษฐานบารมีและพระสัจจบารมี. ทรงรักษาพระหฤทัยคงที่ ไม่ให้วิการเพราะยินดียินร้าย จัดเป็นพระอุเบกขาบารมี. พระปรีชาทำพระองค์ให้เป็นผู้ตื่น รู้เท่าถึงการณ์และอาจเล็งเห็นก้าวหน้าไม่งมงาย นำพระองค์ให้หลีก จากกิริยาอันมิใช่ทาง ดำเนินในปฏิปทาอันเป็นทาง ตลอดถึงได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จัดเป็นพระปัญญาบารมี. จัดตามเกณฑ์นี้ สมด้วยเค้าเรื่องที่ท่านจัดไว้เป็น ๓ กาล คือ ทูเรนิทาน เรื่องห่างไกล๑ อวิทูเรนิทาน เรื่องไม่ไกลนัก๑ สันติเกนิทาน เรื่องใกล้ชิด๑ แต่แบ่งระยะกาลคลาดกันไป. ทูเรนิทาน ท่านจัดจำเดิมแต่ตั้งปรารถนา เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ณ สำนักพระพุทธทีปังกร จนถึงจุติจากชาติเป็นพระเวสสันดร อุบัติขึ้นในดุสิตเทวโลก. อวิทูเรนิทาน ตั้งแต่จุติจากดุสิตพิภพ จนถึงตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้พระมหาโพธิ. สันติเกนิทาน ตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว จนปรินิพพาน. ส่วนชาดก จัดเรื่องต่าง ๆ เป็นอันมาก ที่กล่าวความเสวยพระชาติสับสนกัน เป็นสามัญนิบาต อันได้แก่ทูเรนิทาน จัด ๑๐ เรื่องที่กล่าวความเสวยพระชาติไม่สับสน เว้นเรื่องหนึ่งเป็นมหานิบาต อันได้แก่ อวิทูเรนิทาน โดยนัยนี้ เรื่องในปัจฉิมชาติ ได้แก่สันติเกนิทาน. ข้าพเจ้าเกณฑ์ตามนัยจัดเรื่องชาดก. บารมี ท่านกล่าวว่า พระปัจเจกพุทธะ และพระอริสาวกได้บำเพ็ญมาเหมือนกัน อย่างเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า หรือต่างกัน ไม่ได้กล่าวไว้ชัด น่าจะเป็นอย่างเดียวกัน แต่ระยะกาลสั้นกว่า.


(๑๙๓) มิจฉัตตะ ความเป็นผิด ๑๐
๑. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด.
๒. มิจฉาสังกัปปะ ดำริผิด.
๓. มิจฉาวาจา วาจาผิด.
๔. มิจฉากัมมันตะ การงานผิด.
๕. มิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตผิด.
๖. มิจฉาวายามะ พยายามผิด.
๗. มิจฉาสติ ระลึกผิด.
๘. มิจฉาสมาธิ ตั้งจิตผิด.
๙. มิจฉาญาณะ รู้ผิด.
๑๐. มิจฉาวิมุตติ พ้นผิด.
ยกข้างปลาย ๒ ออกเสีย เป็นมิจฉัตตะ ๘.
องฺ. ทสก. ๒๔/๒๒๖.
   อธิบาย: มิจฉาทิฏฐิ โดยพยัญชนะน่าจะได้แก่ เห็นผิดจากคลองธรรมทุกประการ. โดยอรรถ น่าจะได้แก่ เห็นผิดที่เป็นอย่างเลว เช่น อกิริยทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ และนัตถิกทิฏฐิ. มิจฉาสังกัปปะ ได้แก่ ดำริแส่หากามในทางผิด ดำริเนื่องด้วยผูกพยาบาท และดำริในทางทำผู้อื่นให้ลำบาก. มิจฉาวาจา ได้แก่วจีทุจริต ๔. มิจฉากัมมันตะได้แก่ กายทุจริต ๓. มิจฉาอาชีวะ ได้แก่เลี้ยงชีวิตในทางทุจริต และในทางผิดธรรมเนียม. มิจฉาวายามะ ได้แก่พยายามในทางยังบาปธรรมให้เกิดขึ้นและให้เจริญ และในทางยังกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้นและให้เสื่อมสิ้น. มิจฉาสติ ได้แก่ระลึกถึงการอันจะยั่วให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ. มิจฉาสมาธิ ได้แก่ภาวนาสะกดใจ ในทางหาลาภ ในทางให้ร้ายผู้อื่น และในทางนำให้หลง. มิจฉาญาณะ อยู่ข้างมัว น่าจะได้แก่ความรอบรู้ เกิดขึ้นในจิต ของผู้ถือลัทธิต่าง และประกอบภาวนาตามลัทธินั้น. ในข้างพระพุทธศาสนา เทียบด้วยวิปัสสนาญาณ อันตกไปในฝ่ายวิปัสสนูปกิเลสเสีย ไม่ขึ้นถึงมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ แต่จะจัดเป็นมิจฉาญาณะ อยู่ข้างแรงเกินไป. มิจฉาวิมุตติ เข้าใจยากอยู่ เพราะวิมุตติในที่อื่นเป็นดีทั้งนั้น น่าจะได้แก่วิมุตติที่นิยมในลัทธิอื่น หรือที่ระงับกิเลสบาปธรรมได้ชั่วคราว เรียกว่าตทังควิมุตติ ด้วยอำนาจกลัวพระเจ้าผู้สร้าง. การระงับกิเลสบาปธรรมนั้น ดีอยู่ แต่การเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง นอกจากธรรมดาแต่งนั้น ผิด.


(๑๙๔) สัมมัตตะ ความเป็นถูก ๑๐.
พึงรู้โดยปฏิปักขนัยต่อมิจฉัตตะ มิจฉา เปลี่ยนเป็น สัมมาดังนี้
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ.
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ.
๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ.
๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ.
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ.
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ.
๗.สัมมาสติ ระลึกชอบ.
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตชอบ.
๙. สัมมาญาณะ รู้ชอบ.
๑๐. สัมมาวิมุตติ พ้นชอบ.
ยกข้างปลาย ๒ ออกเสีย เป็นสัมมัตตะ ๘. อเสขธรรม ๑๐ ก็เรียก.
องฺ. ทสก. ๒๔/๒๒๖.
   อธิบาย: องค์ ๘ ข้างต้น มีอธิบายแจ้งในมรรคมีองค์ ๘ ในธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๑ ในนวโกวาท. สัมมาญาณะ น่าจะได้แก่ มรรคญาณ จะได้เนื่องกับสัมมาวิมุตติ แต่มรรคญาณแก้ไว้ในบทสัมมาทิฏฐิแล้ว ในที่นี้จึงได้แก่ผลญาณ และญาณอย่างอื่น อันไม่เนื่องด้วยมรรคญาณ เช่น ปฏิสัมภิทาญาณ. สัมมาวิมุตตินั้น ได้แก่ สมุจเฉทวิมุตติ และปัสสัทธิวิมุตติ.


(๑๙๕) สังโยชน์ ๑๐ (๑)
กิเลสอันผูกใจสัตว์อยู่ เรียกว่าสังโยชน์
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน.
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลเป็นเหตุไม่แน่ใจ ในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน.
๓. สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเข้าใจว่า มีได้ด้วยศีลหรือพรตอย่างนั้นอย่างนี้.
๔. กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม เรียกแต่เพียงราคะก็มี.
๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ได้แก่ความหงุดหงิด ด้วยอำนาจโทสะ เรียกโทสะตรงทีเดียวก็มี. ๕ นี้ เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ คืออย่างหยาบ เรียกโอรัมภาคิยะ.
๖. รูปราคะ ความติดใจอยู่ในรูปธรรม เช่น ชอบใจในบุคคลบางคน หรือในพัสดุบางสิ่ง หรือแม้ในวัตถุอันเป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน.
๗. อรูปราคะ ความติดใจอยู่ในอรูปธรรม เช่น พอใจในสุขเทวนา.
๘. มานะ ความสำคัญตัวว่า เป็นนั่นเป็นนี่.
๙. อุทธัจจะ ความคิดพล่าน เช่น นึกอะไรก็เพลินเกินไปกว่าเหตุ.
๑๐. อวิชชา ความเขลาอันเป็นเหตุไม่รู้จริง.
อีก ๕ นี้ เป็นสังโยชน์เบื้องสูง คืออย่างละเอียด เรียกอุทธัมภาคิยะ.
อง. ทสก. ๒๔/๑๘.
   อธิบาย: กามราคะและปฏิฆะ ในบาลีเรียกว่ากามฉันทะและพยาบาท ดุจในนิวรณ์. กามฉันทะเป็นสังโยชน์อย่างอ่อน อันอนาคามิมรรคพึงตัด ก็พอสม. ส่วนพยาบาท เป็นสังโยชน์แรงกล้า เป็นอปายคามี. หากว่าอันอนาคามิมรรค จะพึงตัดขาดแล้วไซร้ แปลว่า พระโสดาบัน ยังมีพยาบาท เช่นนี้ พระโสดาบันยังจักไปสู่อบาย ดูอย่างไรอยู่ ไม่อย่างนั้น ศัพท์ว่า พยาบาท หมายเอาตั้งแต่พยาบาทแท้จริง ตลอดลงมาถึงโทสะและโกรธ เรียกอย่างนั้น จะนำความเข้าใจเขวไป พระอาจารย์ในชั้นหลัง ชะรอยจะเห็นอย่างนี้เหมือนกัน จึงยักเรียกเสียว่า กามราคะและปฏิฆะ ตามสังโยชน์อีกบรรยายหนึ่ง ต่อนี้ไปข้าพเจ้าเรียกตามท่าน.


(๑๙๖) สังโยชน์ ๑๐ (๒)
๑. กามราคะ
๒. ปฏิฆะ
๓. มานะ
๔. ทิฏฐิ
๕. วิจิกิจฉา
๖. สีลัพพตปรามาส
๗. ภวราคะ
๘. อิสสา
๙. มัจฉริยะ
๑๐. อวิชชา.

วิภงฺค. ทสก. ๓๕/๕๒๘.
โดยเค้าเงื่อน สังโยชน์ ๗ กับเติมเข้าอีก ๓ คือสีลัพพปรามาส อิสสา มัจฉริยะ แต่เรียงลำดับใหม่. สังโยชน์ ๑๐ อย่างแรก เรียงลำดับตามอริยมรรคอันจะตัด ส่วนอย่างนี้ เอาอะไรเป็นเกณฑ์จัดลำดับ ยังสันนิษฐานไม่ออก.


(๑๙๗) สัญญา ๑๐
๑. อนิจจสัญญา กำหนดหมาย ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร.
๒. อนัตตสัญญา กำหนดหมาย ความเป็นอนัตตาแห่งธรรม.
๓. อสุภสัญญา กำหนดหมาย ความไม่งามแห่งกาย.
๔. อาทีนวสัญญา กำหนดหมาย โทษแห่งกาย คือมีอาพาธต่าง ๆ.
๕. ปหานสัญญา กำหนดหมาย เพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม.
๖. วิราคสัญญา กำหนดหมาย วิราคะคืออริยมรรค ว่าเป็นธรรมอันละเอียด.
๗. นิโรธสัญญา กำหนดหมาย นิโรธความดับตัณหา คืออริยผลว่าเป็นธรรมอันละเอียด.
๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดหมาย ความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง.
๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กำหนดหมาย ความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง.
๑๐. อานาปานัสสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก.
องฺ. ทสก. ๒๔/๑๑๒.
   อธิบาย: อย่างนี้มาในคิริมานันทสูตร มีเรื่องเล่าว่า พระคิริมานนท์อาพาธ พระศาสดาทรงแสดงสัญญา ๑๐ นี้แก่พระอานนท์ และตรัสสั่งให้ท่านไปแสดงแก่พระคิริมานนท์ ๆ ได้ฟังแล้ว หายจากอาพาธ, อนิฏฐสัญญา ในบาลีเป็นอนิจจสัญญา ส่วนในนิเทสว่า เบื่อหน่าย ระอา และเกลียดชังในสังขาร. สัญญา ๑๐ ในทสุตตรสูตร และในสูตรอื่นอีก เพี้ยนไปจากนี้ก็มี. มรณสัญญา กำหนดหมายมรณะ. อาหาเรปฏิกูลสัญญา กำหนดหมาย ความปฏิกูลในอาหาร, อนิจเจ ทุกขสัญญา กำหนดหมายทุกข์ในสิ่งไม่เที่ยง มาในสูตรนั้น แทนอาทีนวสัญญา. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา อานาปานัสสติ ในที่นี้ทั้งเรียงลำดับสับสนกันด้วย.


(๑๙๘) สัทธรรม ๑๐
๑. โลกุตตรธรรม ๙ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
๒. ปริยัติธรรม ๑.

อภิ. วิ. ๖๕.


 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.