(๑๗๕) มละ ๙ (คือ มลทิน)
๑. โกรธ
๒. ลบหลู่บุญคุณท่าน
๓. ริษยา
๔. ตระหนี่
๕. มายา
๖. มักอวด
๗. พูดปด
๘. มีความปรารถนาลามก
๙. เห็นผิด

อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๕๒๖.


(๑๗๖) อนุบุพพวิหาร ๙
ธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับกัน เรียกอนุบุพพวิหาร มีประการ ๙ คือ
๑. รูปฌาน ๔
๒. อรูปฌาน ๔
๓. สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑
 คือสมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา เป็นธรรมละเอียดกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะขึ้นไปอีก
ชั้นหนึ่ง ท่านผู้เข้าไม่มีสัญญาและเวทนาเลย. อย่างหลังนี้ นิโรธสมาบัติก็เรียก.
องฺ. นวก. ๒๓/๔๒๔.


(๑๗๗) พุทธคุณ ๙
อิติปิ โส ภควา แม้เพราะอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
๑. อรหํ เป็นพระอรหันต์
๒. สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง
๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
๔. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว
๕. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก
๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ป็นสารถีแห่งบุรุษพึงฝึกได้ ไม่มีบุรุษอื่นยิ่งไปกว่า
๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย
๘. พุทฺโธป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว
๙. ภควา เป็นผู้มีโชค.
องฺ. ติก. ๒๐/๒๖๕.
   อธิบาย: พระคุณ ๙ บทนี้ ดูเหมือนท่านเลือกตั้งไว้ เพื่อตริตรองหาความเข้าใจเอาเอง เป็นพุทธานุสสติ จักแสดงพอเป็นตัวอย่าง. บทว่า อรหํ ท่านพิจารณาพยัญชนะแก้ไว้ต่าง ๆ อย่างหนึ่งว่า ออกจากศัพท์ อารา-ห แปลว่าเป็นผู้เว้นไกล เป็นผู้หักกำจักร. อีกอย่างหนึ่งว่า ออกจากธาตุ อรฺห แปลว่าเป็นผู้ควร อีกอย่างหนึ่งว่า อ-รห แปลว่าเป็นผู้ไม่มีข้อลับ. ข้อว่าเป็นผู้เว้นไกลนั้น อธิบายว่า เป็นผู้เว้นไกลจากกิเลสและบาปธรรม กล่าวคือเป็นผู้บริสุทธ์. ข้อว่าเป็นผู้หักกำจักรนั้น อธิบายว่า เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม. ข้อว่า เป็นผู้ควรนั้น อธิบายว่า เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนเขา เป็นผู้ควรรับความเคารพนับถือของเขา เป็นอาทิ. ข้อว่าเป็นผู้ไม่มีข้อลับนั้น อธิบายว่า ไม่ได้ทำความเสียหายอันจะพึงซ่อน เพื่อมิให้คนอื่นรู้. เทียบกับภาษาสํกฤตเข้าแล้ว จับหลักได้ว่าออกจากธาตุ อรฺห ที่แปลว่า ควร. โดยอรรถหมายความว่า เป็นผู้บริสุทธิ์. บทนี้ ใช้เป็นคุณของพระสาวกด้วย แต่มีบทอื่นเข้าประกอบ หมายความต่าง สำหรับพระศาสดาใช้ว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง สำหรับพระสาวกใช้ว่า อรหํ ขีณาสโว พระอรหันต์อาสวะสิ้นแล้ว. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ หมายความว่า เป็นต้นเดิม แห่งพระพุทธศาสนา อันเป็นสวากขาตธรรม. บทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน หมายความว่า เป็นผู้ได้บรรลุวิชชาด้วย เป็นผู้แรก รู้จักทางเครื่องบรรลุวิชชานั้นด้วย โดยใจความ ก็เหมือนบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ. ฝ่ายพระสาวก เป็นแต่ผู้ได้บรรลุวิชชา แต่มิใช่ผู้แรกรู้จัก ทางเครื่องบรรลุวิชชานั้น เป็นแต่ได้รู้จัก จากพระศาสดาอีกต่อหนึ่ง จึงมีบทเรียกต่างว่า เตวิชฺโช
ผู้มีวิชชา ๓ วิชชากล่าวไว้ในติกะก็มี ในอัฏฐกะก็มี. จรณะ จักกล่าวในอติเรกทสกะ ผู้ปรารถนาจงดูในหมวดที่ระบุไว้นั้น. บทว่า สุคโต ความกระจ่างแล้ว ไม่ต้องพิจารณาศัพท์ มีอธิบายว่า ประพฤติพระองค์รอดไปได้ ไม่ต้องถอยหลัง เสด็จไปในที่ใด ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่มหาชนในที่นั้น เสด็จมายังโลกนี้ ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน จึงเข้าปรินิพพาน. บทว่า โลกวิทู พรรณนาให้เข้ากับโลก ๓ ว่า ทรงรู้จักถิ่นฐานบ้านเมืองต่าง ๆ ปรุโปร่ง ทรงรู้จักอัธยาศัยของคนต่างถิ่นต่างชั้น ทรงรู้จักหยั่งเห็นเหตุอันปรุงแต่งคนเหล่านั้น พร้อมทั้งถิ่นฐานให้ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร. อธิบายอีกอย่างหนึ่งว่า ทรงหยั่งรู้ความเป็นไปของคนทุกชั้นว่า เป็นอย่างไร เนื่องด้วยสุขทุกข์ก็ดี เนื่องด้วยความเจริญ ความเสื่อมก็ดี
ตกอยู่ในคติแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จนหายตื่น หายหลง หายอยากในอิฏฐารมณ์ หายตกใจกลัวต่ออนิฏฐารมณ์ เป็นทางนำพระองค์ให้เสด็จไปดี. บทว่า ปุริสทมฺมสารถินั้น มีอธิบายว่า ครั้งโบราณพวกกษัตริย์ ชอบเล่นม้า เพราะม้าเป็นพาหนะที่ใช้ในสงครามถึง ๒ หมวดแห่งกองทัพ ใช้ให้ทหารขี่ จัดเป็นอัสสานิก[หมวดม้า] ใช้เทียมรถ จัดเป็นรถานิก[หมวดรถ] ความเป็นสารถีฝึกม้าขับรถ ย่อมนิยมกันว่าดี ในการขึ้นรถรบกัน การชนะหรือแพ้ นอกจากตัวผู้รบ เนื่องด้วยสารถีต้องใช้คนสำคัญทีเดียว ดังจะเห็นได้ในเรื่องนั้น ๆ เช่น พระมาตลีเป็นสารถีของพระอินทร์ ทีฑาวุกุมารตัวโปรด เป็นสารถีของพระเจ้าพรหมทัตต์ ด้วยเหตุนี้แล จึงใช้ศัพท์ว่าสารถีในบทนี้ เพื่อแสดงความเป็นผู้ฝึกคน เป็นคู่กับผู้ฝึกม้าขับรถ. ศัพท์ว่า ปริสทมฺโม บุรุษพึงฝึกได้นั้น หมายเอาคนมีนิสัย ที่อาจฝึกให้ดีได้ และตั้งใจจะเข้าใจพระธรรมเทศนา แม้ฟังด้วยตั้งใจจะจับข้อบกพร่องขึ้นยกโทษ เช่นเดียรถีย์ก็ตามที. ฝ่ายคนผู้โง่ทึบ เทียบด้วยคนป่าคนดอย ไม่สามารถจะฝึกได้ และคนผู้ไม่ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา เพื่อหาความเข้าใจ ชื่อว่าปุริสาทมฺโม บุรุษผู้ฝึกไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่อาจทรงฝึก. บทว่า อนุตฺตโร แปลตัดความว่าเป็นเยี่ยม หมายความว่า ทรงฝึกดีกว่าสารถีฝึกม้า ด้วยไม่ได้ใช้อาชญาหักหาญ และรู้จักใช้อุบายให้เหมาะแก่บุคคล และคนผู้ที่ทรงฝึกแล้ว ย่อมดียิ่งกว่าม้าที่ฝึกดีแล้ว. บทว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ตามพยัญชนะ ดังจะเชิดชูว่าเป็นครูของบุคคลทั้งชั้นสูงทั้งชั้นต่ำ, ตามอรรถน่าจะพรรณนาถึงพระคุณสมบัติ ที่สมควรเป็นครู แลได้ทรงทำกรณียะของครู จึงได้ผลเป็นอย่างนั้น. บทว่า พุทฺโธ ที่ว่าเป็นผู้ตื่น มีอธิบายว่า เป็นผู้ไม่หลงงมงาย ที่เปรียบด้วยนอนหลับ เป็นกาลัญญู รู้จักกาลสมัย รู้จักฐานะและอฐานะ, ที่ว่าเป็นผู้เบิกบานแล้ว มีอธิบายว่า เป็นผู้ทรงพระคุณเต็มที่ และได้ทรงทำพุทธกิจสำเร็จแล้ว. บทว่า ภควา ดูเหมือนพระคันถรจนาจารย์ไม่แน่ใจว่า ออกจากศัพท์อะไร หรือธาตุอะไร ท่านพิจารณาแก้ไว้ต่าง ๆ อย่างหนึ่งว่าออกจาก ภชฺ ธาตุ ที่แปลว่าแจกว่าแบ่ง อธิบายว่าแจกพระธรรมรตนะ สำเร็จรูปเป็น ภาคหรือภค แปลว่าส่วน ว่าสมบัติ อธิบายว่า มีส่วนแห่งธรรม มีคุณสมบัติ. อีกอย่างหนึ่งว่า ออกจาก ภชฺ ธาตุที่แปลว่าคบ เสพ อธิบายว่า เสพเสนาสนะสงัด หรือจะอธิบายว่า เสพสันติวิหารธรรมก็เข้ารูป สำเร็จรูปเป็น ภค แปลว่ามีอาการน่าคบ อธิบายว่า ทรงนำผู้เข้าไปคบให้ได้ประโยชน์ตามสมควร. อีกอย่างหนึ่งว่า ออกจาก ภญฺช แปลว่าหัก อธิบายว่า หักคือกำจัดกิเลสและบาปธรรมทั้งปวง. ข้าพเจ้าหาความเข้าใจบทนี้มานานแล้ว ได้พบในพราหมณสมัย เป็นคำที่เรียกฤษีทั่วไปก็ได้ เรียกเทวดาบ้างก็ได้. ที่ใช้เรียกฤษีหลงเหลืออยู่ในปกรณ์ของเราก็มี แห่งหนึ่งพวกภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คน เที่ยวตามหาหญิงคนหนึ่งผู้ลักของหนีไป พบพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ใต้ร่มไม้ตำบลไร่ฝ้าย ไม่รู้จักพระองค์ถามว่า อปิ ภควา อิตฺถึ ปสฺเสยฺย แปลว่า ภควา เห็นหญิงบ้างหรือ? อีกอย่างหนึ่ง ในชาดก ราชอำมาตย์ถามเกสีดาบส ผู้อันพระเจ้าพาราณสีทรงบำรุงอยู่ในพระนคร แต่ทูลลาไปอยู่กับกัปปดาบสผู้ศิษย์ ได้ฉันแต่ของป่าอันจืดหารสเค็มมิได้ ไม่เหมือนอยู่ในพระนคร ที่ได้ฉันของอร่อยต่าง ๆ ว่า กถนฺนุ ภควา เกสี กปฺปสฺส รมสิ อสฺสเม แปลว่า ภควา เกสี ยินดีอยู่ได้ในอาศรมแห่งกัปปดาบสด้วยอย่างไร? และได้รับตอบว่า ความคุ้นเคยนั่นแหละเป็นรสอันเยี่ยม. ส่วนในพระพุทธศาสนา ใช้เป็นบทเรียกพระศาสดา และพระพุทธเจ้าทั้งหลายอื่นเท่านั้น ไม่ใช้เรียกพระสาวก. ข้าพเจ้าลงมติว่า ออกจาก ภค ศัพท์ อันสำเร็จมาแต่ ภชฺ ธาตุ ที่แปลว่าแจก ว่าแบ่ง มีคู่เทียบว่า โสภคฺยํ โทภคฺยํ ใช้ตามลำพังศัพท์เป็นข้างดี แปลว่า โชคดี มีคำดีคำร้ายประกอบ เป็นแต่คำกลาง ๆ แปลว่าเคราะห์ เช่นเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย. โดยนัยนี้ แปลว่า ผู้มีโชค ว่าผู้มีเคราะห์ดี อธิบายว่า ครั้งยังไม่ได้ออกทรงผนวช ก็ได้รับทำนุบำรุงเป็นอย่างดี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนทรงพระเจริญออกทรงผนวชแล้ว ทรงแสวงหาทางตรัสรู้อยู่ถึง ๖ ปี น่ากลัวไม่สำเร็จ มาสำเร็จเข้าได้. แต่นั้นทรงประกาศพระศาสนา สามารถยังผู้อื่น
ให้บรรลุธรรมพิเศษ เป็นพระสงฆ์ขึ้นได้ และอาจยังเวไนยนอกจากนั้น ให้ได้ศรัทธาเลื่อมใส ยอมนับถือ ประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นไว้ จัดว่าเป็นผู้มีโชคดี มีเคราะห์ดีทุกคราวมา ในเวลาสอนพระศาสนา ปรากฏว่าพวกเดียรถีย์คิดร้าย แต่ก็ไม่อาจทำ. สอนโจรและยักษ์ผู้ร้ายกาจ ก็ไม่ถูกทำร้าย และไม่ถูกผู้ครองนครที่เสด็จไปสอนพระศาสนา ระแวงว่าเป็นผีบุญ และกำจัดเสีย จัดว่าเป็นผู้มีโชค มีเคราะห์ดีเหมือนกัน. ควรจะเรียกว่าพระผู้มีพระภัต แต่เรียกว่าพระผู้มีพระภาค ชะรอยจะเห็นใกล้ต่อเสียงว่าพระพักตร์ ซึ่งแปลว่าหน้า เกรงจะนำความเข้าใจเฉไปกระมัง จึงเรียกตามที่ท่านสันนิษฐานไว้ โดยประการหนึ่ง. พุทธคุณ ๙ นี้ เรียกนาวาหรคุณก็มี โดยที่แท้ ควรจะเรียกนวหคุณ หรือนวรหคุณ จึงจะแปลว่า คุณของพระอรหันต์ ๙.


(๑๗๘) มานะ ๙
๑. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา.
๒. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา.
๓. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา.
๔. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา.
๕. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา.
๖. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา.
๗. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา.
๘. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา.
๙. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา.

   อธิบาย: ความเป็นผู้เลิศ เป็นผู้เสมอ เป็นผู้เลวกว่าเขานั้น กำหนดโดยชาติ โคตร สกุล รูป สมบัติ ทรัพย์ ศิลปะ วิทยา การงาน ความฉลาดเฉลียว และอื่น ๆ อันเทียบด้วยของคนอื่น โดยมากด้วยกัน. มานะ ข้อ ๑ ข้อ ๔ และข้อ ๗ เข้าลักษณะทะนง, ข้อ ๒ ข้อ ๕และข้อ ๘ เข้าลักษณะตีเสมอ, ข้อ ๓ ข้อ ๖ และข้อ ๙ เข้าลักษณะถ่อมตัว. มานะลักษณะที่ ๑ ที่ ๒ ตรงต่อจองหองและถือตัวโดย ลำดับกัน จัดเป็นมานะชอบอยู่ มานะลักษณะที่ ๓ ไม่น่าจัดเป็นมานะ บางทีท่านจะหมายคนหมิ่นตนอย่างนั้นแล้ว อิสสาและคิดแข่งขันคนอื่นกระมัง หรือเพียงสักว่ายังสำคัญตนอยู่ด้วยประการไร ก็จัดว่าเป็นมานะได้ เช่น มานะมาในอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ขอนักธรรมพิจารณาดูเถิด.


(๑๗๙) โลกุตตรธรรม ๙
๑. มรรค ๔
๒. ผล ๔
๓. นิพพาน ๑.

ขุ. ปฏิ. ๓๑/๓๖๒.
   อธิบาย: นิพพานในที่นี้ หมายอนุปาทิเสสนิพพาน. ผู้ปรารถนาจงดูตามหมวดนั้นๆ.


(๑๘๐) วิปัสสนาญาณ ๙
๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิด ทั้งความดับ.
๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นความดับ.
๓. ภยตูปัฏฐานญาณ ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว.
๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นโทษ.
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงถึงความเบื่อหน่าย.
๖. มุญจิตุกามยตาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย.
๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง.
๘. สังขารุเปกขาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยเสีย.
๙. สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การรู้อริยสัจ.
ขุ. ปฏิ. ๓๑/๑.
   อธิบาย: ญาณที่ ๑ คำนึงเห็นทั้งความเกิด ทั้งความดับแห่งสังขาร. ญาณที่ ๒ ปล่อยความเกิดเสีย คำนึงเอาเป็นอารมณ์ เฉพาะความดับแห่งสังขารนั้น. ญาณที่ ๓ คำนึงเห็นสังขารนั้น อันปรากฏด้วยอำนาจความดับ โดยอาการเป็นของน่ากลัว ดุจสัตว์ร้าย มีสีหะเป็นต้น. ญาณที่ ๔ คำนึงเห็นโทษแห่งสังขารนั้น อันปรากฏด้วยประการนั้น ว่าเป็นดุจเรือนอันไฟไหม้แล้ว. ญาณที่ ๕ คำนึงถึงสังขารนั้น อันมีโทษได้เห็นแล้วด้วยความเบื่อหน่าย. ญาณที่ ๖ คำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารนั้น ที่เบื่อหน่ายแล้ว ดุจสัตว์อันติดข่าย ใคร่จะหลุดไปจากข่าย. ญาณที่ ๗ คำนึงด้วยพิจารณาเฟ้นสังขารนั้น เพื่อหาทางเป็นเครื่องพ้นไปเสีย ดุจนางนกที่เรียกว่า สมุทรสกุณีอันลงเล่นในทะเล. ญาณที่ ๘ คำนึงด้วยความวางเฉยในสังขารนั้น ดุจบุรุษผู้วางเฉย ในภรรยาอันหย่ากันแล้ว. ญาณที่ ๙ เป็นไปในขณะแห่งจิต อันได้ชื่อว่าอนุโลม เกิดขึ้นในลำดับ แห่งมโนทวาราวัชชนะ อันตัดภวังค์เกิดขึ้น ในขณะอริยมรรค จักเกิดในที่สุด แห่งสังขารุเปกขาญาณ.


(๑๘๑) สังฆคุณ ๙
ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค.
๑. สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว.
๒. อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว.
๓. ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม.
๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร.
ยาทิทํ นี้คือใคร
จตฺตาริ ปุริสยุคานิ คู่แห่งบุรุษ ๔
อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา บุรุษบุคคล ๘
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค.
๕. อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรของคำนับ.
๖. ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรของต้อนรับ.
๗. ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรของทำบุญ.
๘. อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรทำอัญชลี [ประณมมือไหว้].
๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
อง. ติก. ๒๐/๒๖๗.
   อธิบาย: พระสงฆ์นี้ หมายเอาจำพวกพระสาวกผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษ. บทว่า สุปฏิปนฺโน หมายความกว้าง นอกจากที่ระบุไว้ใน ๓ บทเป็นลำดับไป เช่น ปฏิบัติไปตามมัชฌิมาปฏิปทา ไม่หย่อนนัก ไม่ตึงเครียดนัก ปฏิบัติไม่ถอยหลัง ปฏิบัติกลมเกลียว กับพระศาสดาไม่ปฏิบัติเป็นปฏิปักข์กัน. บทว่า อุชุปฏิปนฺโน หมายว่าไม่ปฏิบัติลวงโลก ไม่มีมายาสาไถย ประพฤติตรง ๆ ต่อพระศาสดา และเพื่อนสาวกด้วยกัน ไม่อำพรางความในใจ ไม่มีแง่ มีงอน. บทว่า ญายปฏิปนฺโน ท่านสันนิษฐานว่า อย่างหนึ่งออกจาก ญา ธาตุ ที่แปลว่ารู้ จึงอธิบายว่า เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาเป็นเครื่องรู้ คือปฏิบัติในทางอันจะให้เกิดความรู้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อธรรมที่ควรรู้ คือปฏิบัติเพื่อได้ความรู้ธรรม อีกอย่างหนึ่งท่านแปลว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อออกไป ที่อธิบายว่า เพื่อออกไปจากทุกข์ เพื่อออกไปจากภพ แต่สันนิษฐานว่า ออกจากธาตุอะไรหาทราบไม่. ศัพท์ว่า ญาย นี้ เทียบกันได้กับศัพท์สํสกฤตว่า นฺยาย ที่ว่าออกจาก อ ธาตุ มี นิ อุปสัคนำ แปลว่า เข้าไป เข้าถึง ข้างภาษามคธ แปลง นฺย เป็น ญ โดยวิธีสนธิ จึงเป็น ญาย. ศัพท์นี้ข้างสํสกฤตแปลไว้หลายนัย อย่างหนึ่งแปลว่า ธรรม สมด้วยบทบาลีว่า ญายสฺส อธิคมาย ที่แปลว่าเพื่อบรรลุญาย อันได้แก่อธิคมสัทธรรม. ธรรมได้ชื่อว่า นฺยาย หรือ ญาย เพราะเป็นคุณอันจะพึงเข้าถึง คือบรรลุ. ท่านแปลศัพท์ว่า ออกอุปสัคตัวนั้น ในสํสกฤตเป็น นิสฺ เข้ากับสระ สฺ ต้องแปลงเป็น รฺ เช่น นิรุปทฺทโว นิราสงฺโก ในที่นี้เข้ากับ อิ ธาตุ จะต้องเป็น นิริ หรือ นิรย, สำเร็จรูปเป็น นฺยาม ไม่ได้. นิ แปลว่าเข้า เช่น นิคจฺฉติ แปลว่าเข้าถึง นิวีสติ แปลว่าเข้าตั้ง. โดยนัยนี้ บทว่า ญายปฏิปนฺโน แปลว่าเป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม ที่อธิบายว่าปฏิบัติมุ่งธรรมเป็นใหญ่ ถือความถูกเป็นประมาณ. บทว่า สามีจิปฏิปนฺโน หมายว่าปฏิบัติน่านับถือ สมควรได้รับสามีจิกรรม. คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ จงดูอริยบุคคล ๘ ในอัฏฐกะ. ของคำนับ ที่เรียกว่าอาหุนะนั้น ได้แก่เครื่องสักการะ อันจะพึงนำมาให้ถึงสำนัก เช่น เครื่องสักการะถวายอุปัชฌายะอาจารย์ ในคราวเข้าพรรษา และผ้ารดน้ำให้ท่านผู้สูงอายุ ในคราวสงกรานต์เป็นตัวอย่าง. ของต้อนรับ ที่เรียกว่าปาหุนะนั้น ได้แก่ของที่สำหรับรับแขก อันจะพึงให้ต่อเมื่อมาถึงถิ่น เช่น น้ำชา หรือแม้อาหารด้วย เป็นตัวอย่างของทำบุญที่เรียกว่า ทักขิณานั้น ได้แก่ไทยธรรมวัตถุ มีอาหารและผ้าเป็นต้น อันจะพึงบริจาคในพระศาสนา โดยฐานเป็นการบุญ. พระสงฆ์ เป็นผู้ควรของทั้ง ๓ อย่าง และอัญชลีกรรมนั้น อธิบายว่า ผู้ใดผู้หนึ่ง จะนำเครื่องสักการะไปถวายท่าน ถึงสำนักของท่าน ท่านย่อมอาจยังความเลื่อมใสให้เกิด ไม่ต้องเสียใจเมื่อภายหลังว่า ไม่พอที่จะไปคำนับผู้ไม่สมควร ท่านมาถึงถิ่น ย่อมเป็นแขกที่น่าต้อนรับด้วยความยินดี เพราะเป็นผู้มาดี ไม่ใช่มาร้าย. และเป็นผู้บริจาคทักขิณาเป็นการบุญ จะถวายแก่ท่าน ๆ ก็เป็นปฏิคาหกที่สมควร ผู้ใดผู้หนึ่งจะยกมือไหว้ท่าน ท่านก็มีความดีพอจะไหว้ได้ ผู้ไหว้ไม่ต้องกระดาก. บทว่า อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส มีอธิบายว่าพระสงฆ์ เป็นผู้บริสุทธิ์ ทักขิณาที่บริจาคแก่ท่าน ย่อมมีผลานิสงส์ ดุจนามีดินดีและไถแล้ว พืชที่หว่านที่ปลูกลงไป ย่อมเผล็ดผลไพบูลย์ จึงเป็นที่บำเพ็ญบุญเป็นอย่างดี. บทแสดงสังฆคุณนี้ เรียงแปลกอยู่ ข้างต้น ตอนหนึ่ง ๔ บท สรรเสริญความปฏิบัติตน มีประเภทพระสงฆ์คั่นในระหว่าง ข้างท้าย อีกตอนหนึ่ง ๕ บท แสดงผลแห่งความปฏิบัติ อันจะพึงได้รับแต่คนอื่น ไม่เหมือนบทแสดงพุทธคุณ และแสดงธรรมคุณ ที่เรียงรวดเดียวจบ ขอนักธรรมพิจารณาดูเถิด.


(๑๘๒) สัตตาวาส ๙
ภพเป็นที่อยู่แห่งสัตว์ เรียกสัตตาวาส แจกเป็น ๙
๑. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกันมีสัญญาต่างกันช่น พวกมนุษย์ พวกเทวดาบางหมู่ พวกวินิปาติกะ เปรต บางหมู่.
๒. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกันมีสัญญาอย่างเดียวกันช่น พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน .
๓. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน ช่น พวกเทพอาภัสสระ.
๔. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกันช่นพวกเทพสุภกิณหะ.
๕. สัตว์เหล่าหนึ่ง ไม่มีสัญญาไม่เสวยเวทนา เช่น พวกเทพ ผู้เป็นอสัญญีสัตว์.
๖. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ.
๗. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาญัญจายตนะ.
๘. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ.
๙. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตน
ะ.
องฺ. นวก. ๒๓/๔๑๓.

     
 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.