(๑๕๘) อปริหานิยธรรม ๗
ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียวมี ๗ อย่าง คือ
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์.
๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจ ที่สงฆ์จะต้องทำ.
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้.
๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน.
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น.
๖. ยินดีในเสนาสนะปา.
๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณร ซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข.

ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๒๑.


(๑๕๙) อริยทรัพย์ ๗
ทรัพย์ คือ คุณความดี ที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียกอริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. สีล รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย.
๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต.
๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป.
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือจำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก.
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตน แก่คนที่ควรให้ปัน.
๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทองเป็นต้น ควรแสวงหาไว้ให้มีในสันดาน.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕.


(๑๖๐) สัปปุริสธรรม ๗
ธรรมของสัตบุรุษ เรียกว่า สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง คือ :-
๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์.
๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่น รู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้.
๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติ ตระกูล ยศ ศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้ และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ แล้วประพฤติตน ให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร.
๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิต แต่โดยทางที่ชอบ และรู้จักประมาณ ในการบริโภคแต่พอควร.
๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควร ในอันประกอบกิจนั้น ๆ.
๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน และกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ ว่า หมู่นี้ เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ เป็นต้น.
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น.
องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๑๓.


(๑๖๑) สัปปุริสธรรมอีก ๗
๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
๒. จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๓. จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๔. จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๕. จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๖. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น.
๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้น ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

นัย. ม. อุป. ๑๔/๑๑๒.


(๑๖๒) โพชฌงค์ ๗
๑. สติ ความระลึกได้.
๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม.
๓. วิริยะ ความเพียร.
๔. ปีติ ความอิ่มใจ.
๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์.
๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.
๗. อุเบกขา ความวางเฉย.
เรียกตามประเภทว่า สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับ จนถึงอุเปกขาสัมโพชฌงค์.
สํ . มหา . ๑๙ / ๙๓ .


(๑๖๓) อนุสัย ๗
๑. กามราคะ
๒. ปฏิฆะ
๓. ทิฏฐิ
๔. วิจิกิจฉา
๕. มานะ
๖. ภวราคะ
๗. อวิชชา.

องฺ. สตฺตก. ๒๓/๘.
   อธิบาย: กิเลสอย่างละเอียด นอนอยู่ในสันดาน บางทีไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีอารมณ์มายั่ว ย่อมเกิดขึ้นในทันใด เรียกว่าอนุสัย. กามราคะ ได้แก่ความกำหนัดในกาม. ปฏิฆะ ได้แก่ความหงุดหงิด กล่าวโดยความ ได้แก่โทสะ. ทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นผิด. วิจิกิจฉา ได้แก่ความลังเล. มานะ ได้แก่ความถือตัว. ภวราคะ ได้แก่ความกำหนัดในภพ หรือความอยากเป็น. อวิชชา ได้แก่ความเขลาไม่รู้จริง กล่าวโดยความ ได้แก่โมหะ. กิเลส ๗ นี้ บางอย่างเป็นอนุสัยของบางคน. สังโยชน์ ๗ ก็เรียก. .


(๑๖๔) เมถุนสังโยค ๗
สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี บางคนปฏิญญาตนว่า เป็นพรหมจารีจริง ๆ หาได้เสพเมถุนกับด้วยมาตุคามไม่เลย
แต่ยังยินดี ปลื้มใจ ชื่นใจด้วยเมถุนสังโยค คือ อาการแห่งเมถุน ๗ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
๑. ยินดีการลูบไล้ การประคบ การให้อาบน้ำ การนวดแห่งมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น.
๒. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการเสสรวลนั้น.
๓. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่เพ่งดูจ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน ปลื้มใจด้วยการเล็งแลนั้น.
๔.ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ฟังเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องให้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี ปลื้มใจด้วยเสียงนั้น.
๕.ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ตามนึกถึงการเก่าที่ได้เคยหัวเราะพูดเล่นกับมาตุคาม แล้วปลื้มใจ.
๖.ไม่ถึงอย่างนั้น แต่เห็นคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี ผู้อิ่มเอิบพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรอตนอยู่ แล้วปลื้มใจ.
๗.ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งปรารถนาเพื่อจะได้เป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วปลื้มใจ.

องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕๖
พรหมจรรย์ของผู้นั้น ชื่อว่าขาด ชื่อว่าทะลุ ชื่อว่าด่าง ชื่อว่าพร้อย. ผู้นั้น ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ได้.


(๑๖๕) วิญญาณฐิติ ๗
ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ เรียกว่าวิญญาณฐิติ แจกเป็น ๗ ดังนี้:
๑. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปาติกะ [เปรต] บางหมู่.
๒. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพ ผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน.
๓. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพอาภัสสระ.
๔. สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพสุภกิณหะ.
๕. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ.
๖. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ.
๗. สัตว์เหล่าหนึ่ง ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญาญตนะ.

องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔๑.


(๑๖๖) วิสุทธิ ๗
๑. สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล.
๒. จิตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต.
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ.
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณ เป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย.
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณ เป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง.
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ.
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจด แห่งญาณทัสสนะ.
ม. ม. ๑๒/๒๙๐
   อธิบาย: การรักษาศีลตามภูมิของตนให้บริสุทธ์ จัดเป็นสีลวิสุทธิ. สมาธิทั้งที่เป็นอุปจาร ทั้งที่เป็นอัปปนา โดยที่สุดขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ พอเป็นบทฐานแห่งวิปัสสนา จัดเป็นจิตตวิสุทธิ. การพิจารณาเห็นนามรูป โดยสภาวะอย่างไร รู้จักแยกออกเป็นส่วน ๆ โดยปัจจัตตลักษณะ และยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ คือ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา โดยสามัญญลักษณะ จัดเป็นทิฏฐิวิสุทธิ. การกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูปนั้นว่า เพราะอะไรเกิดขึ้น นามรูปจึงเกิดขึ้น เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ จนเป็นเหตุสิ้นสงสัย ในนามรูปทั้งที่เป็นมาแล้วในอดีต ทั้งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งจักเป็นในอนาคต จัดเป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ. ท่านกล่าวว่า อวิชชา ตัณหาอุปาทาน กรรม เป็นสามัญญปัจจัยแห่งนามรูป อาหารเป็นวิสามัญญปัจจัยแห่งรูป อายตนะภายใน๖ ภายนอก๖ เป็นวิสามัญญปัจจัยแห่งวิญญาณอันเป็นส่วนจิต. ผัสสะอันเกิดเพราะวิญญาณ เป็นวิสามัญญปัจจัยโดยตรงและโดยอ้อมแห่งเวทนา สัญญา สังขาร อันเป็นส่วนเจตสิกที่รวมกันเข้าเป็นนาม. ญาณอันรู้จักหยั่งลงว่า นี้ทางนี้มิใช่ทางแห่งธรรมพิเศษ จัดเป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ. พรรณนาตามมติของพระคันถรจนาจารย์ว่า พระโยคาวจรเจริญวิปัสสนา มาถึงชั้นกังขาวิตรณวิสุทธิแล้ว อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่หลงไปว่าได้บรรลุมรรคผล หยั่งรู้ว่า นั่นเป็นอุปกิเลสแห่งวิปัสสนา คือ มัวพะวงอยู่ วิปัสสนาจักไม่เจริญขึ้นไปอีก ประคองวิปัสสนาจิตไว้ในวิถี จัดเป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ. อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ๑๐ นั้น คือ โอภาส แสงสว่าง๑ ญาณ ความรู้๑ ปีติ ความอิ่มใจ๑ ปัสสัทธิ ความสงบ๑ สุข๑ อธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ๑ ปัคคาหะ ความเพียร๑ อุปัฏฐาน คือสติ๑ อุเบกขา ความวางจิตเป็นกลาง๑ นิกันติ ความพอใจ๑ อันเป็นธรรมประณีตกว่าในเวลาปกติ. วิปัสสนาญาณ๙ คือ อุทยัพยานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นความดับ๑ ภังคานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นความดับ๑ ภยตูปัฏฐานญาณ ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว๑ อาทีนวานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงเห็นโทษ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงถึงด้วยความเบื่อหน่าย๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย๑ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง๑ สังขารุเปกขาญาณ ปรีชาคำนึงด้วยวางเฉยเสีย๑ สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การรู้อริยสัจ๑ จัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ[จงดูอธิบายในนวกะ]. ญาณในอริยมรรค๔ จัดเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ. วิสุทธิ ๗ นี้ เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไป เพื่อบรรลุพระนิพพาน เหมือนรถ ๗ ผลัด ต่างส่งต่อซึ่งคนผู้ไปให้ถึงสถานที่ปรารถนา.

     
 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.