(๑๔๔) คารวะ ๖
๑. ความเอื้อเฟื้อในพระพุทธเจ้า
๒. ความเอื้อเฟื้อในพระธรรม
๓. ความเอื้อเฟื้อในพระสงฆ
๔. ความเอื้อเฟื้อในการศึกษา
๕. ความเอื้อเฟื้อในความไม่ประมาท
๖. ความเอื้อเฟื้อในการปฏิสันถารคือต้อนรับปราศรัย

ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการนี้.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๖๙.


(๑๔๕) สาราณิยธรรม ๖ (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง)
๑.เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยกาย มีพยาบาลภิกษุไข้เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๒.เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา  ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยวาจา เช่นกล่าวสั่งสอนเป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๓.เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน.
๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรม  ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว.
๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ  ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น.
๖. มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ  ไม่วิวาทกับใคร ๆเพราะมีความเห็นผิดกัน.
ธรรม ๖ อย่างนี้ ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รัก ที่เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน เป็นไปเพื่อความไม่วิวาทกันและกัน เป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๒๒.


(๑๔๖) อายตนะภายใน ๖
๑. ตา
๒. หู
๓. จมูก
๔. ลิ้น
๕. กาย
๖. ใจ

.อินทรีย์ ๖ ก็เรียก .
ม. ม. ๑๒/๙๖. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.


(๑๔๗) อายตนะภายนอก ๖
๑. รูป
๒. เสียง
๓. กลิ่น
๔. รส

๕. โผฏฐัพพะ คืออารมณ์ที่มาถูกต้องกาย
๖. ธรรม คืออารมณ์เกิดกับใจ .
อารมณ์ ๖ ก็เรียก.
ม. อุป. ๑๔/๔๐๑. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.


(๑๔๘) วิญญาณ ๖
๑. จักขุวิญญาณ อาศัยรูปกระทบตา เกิดความรู้ขึ้น
๒.โสตวิญญาณ อาศัยเสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้น
๓. ฆานวิญญาณ อาศัยกลิ่นกระทบจมูก เกิดความรู้ขึ้น
๔. ชิวหาวิญญาณ อาศัยรสกระทบลิ้น เกิดความรู้ขึ้น
๕. กายวิญญาณ อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้น
๖. มโนวิญญาณ อาศัยธรรมเกิดกับใจ เกิดความรู้ขึ้น
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.


(๑๔๙) สัมผัส ๖ (อายตนะภายใน มีตาเป็นต้น อายตนะภายนอก มีรูปเป็นต้น วิญญาณ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น กระทบกัน เรียกสัมผัส)
๑. จักขุสัมผัส.
๒. โสตุสัมผัส.
๓. ฆานะสัมผัส.
๔. ชิวหาสัมผัส.
๕. กายสัมผัส.
๖. มโนสัมผัส.
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.


(๑๕๐))เวทนา ๖(สัมผัสนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง)
๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา
๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา
๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา
๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
๕. กายสัมผัสสชาเวทนา
๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.


(๑๕๑) ธาตุ ๖
๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน.
๒. อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ.
๓. เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ.
๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุลม.
๕. อากาสธาตุ คือ ช่องว่างมีในกาย.
๖. วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้.
ม. อุป. ๑๔/๑๒๕. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๐๑.


(๑๕๒) อภิญญา ๖
๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้
๒. ทิพพโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติ ะลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๑๑.
   อธิบาย: อิทธิวิธี กล่าวไว้ในนิทเทสว่า แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ คนเดียวนิรมิตเป็นคนมากก็ได้ กลับเป็นคนเดียวอีกก็ได้ ล่องหน คือผ่านไปในวัตถุกั้นขวางอยู่ เช่น ฝา กำแพง ภูเขา ดุจไปในที่แจ้งก็ได้. ดำดิน คือไปใต้ดินแล้วผุดขึ้นในที่ปรารถนา ดุจดำในน้ำก็ได้. เดินน้ำ คือไปได้บนพื้นน้ำอันไม่แตก ดุจเดินบนพื้นดินก็ได้. เหาะ คือนั่งไปในอากาศ ดุจนกบินก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยมือก็ได้. ใช้อำนาจด้วยกาย ไปตลอดพรหมโลกก็ได้. ทิพพโสต มีนิทเทสว่า มีหูทิพย์หมดจดล่วงหูของสามัญมนุษย์ ฟังเสียง ๒ อย่างได้ คือทั้งเสียงทิพย์ ทั้งเสียงมนุษย์ ทั้งเสียงไกลเสียงใกล้. เจโตปริยญาณ มีนิทเทสว่า กำหนดด้วยใจของตนแล้ว รู้ได้ซึ่งใจของบุคคลอื่น อันบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองอย่างไร. อีก ๓ อย่างอธิบายไว้แล้วในวิชชา๓. อภิญญา ๕ ข้างต้นนั้น ตามนิทเทส ดูเป็นพ้นธรรมดาของมนุษย์ แต่ก็ยังมีกิจการของมนุษย์เทียบได้เป็นหลายอย่าง คนเดียวเป็นคนมาก มีคนเดียวทำการได้หลายหน้าที่ เทียบตัวอย่างพระราชาองค์เดียว ครองได้หลายอาณาจักร. คนมากเป็นคนเดียว มีการรวมสามัคคีของเอกชนเข้าเป็นคณะ เทียบตัวอย่างพระสงฆ์นี้เอง. ล่องหนและดำดิน มีการขุดอุโมงค์เทียบ. เดินน้ำมีการเดินบนน้ำแข็งคนในประเทศหนาวจัดเทียบ. เหาะมีการใช้อากาศยานเทียบ. ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ด้วยมือได้ มีการรู้จักคำนวณคติ ของพระจันทร์พระอาทิตย์ ตลอดถึงจันทรุปราคา และสุริยุปราคาได้แม่นยำเทียบ. ใช้อำนาจด้วยกาย ไปตลอดพรหมโลก มีรู้จักคำนวณคติของดาวเคราะห์และฐานะของดาวฤกษ์ได้เทียบ ฟังเสียงทิพย์ได้ มีรู้จักสังเกตอาการแห่งฐานที่กับทั้งคนและพัสดุแล้ว อาจสันนิษฐานไว้ว่าเป็นอย่างไร ดุจว่าได้รับบอกเทียบ ฟังเสียงไกลได้ มีได้ยินข่าวในถิ่นไกลที่เรียกว่าหูไวเทียบ ในบัดนี้มีฟังโทรศัพท์เทียบด้วย. เจโตปริยญาณ มีการทายใจ และกำหนดรู้อัธยาศัยเทียบ. ระลึกชาติได้ มีการรู้พงศาวดารแห่งตนเทียบ. ทิพพจักขุ มีรู้จักตำนานแห่งคนอื่นเทียบ. ใจความแห่งอภิญญา ๖ นี้มีอยู่เพียงไร ขอนักธรรมจงสอดส่องแล้ว ลงสันนิษฐานเอาเอง.


(๑๕๓) อภิฐาน ๖ [ฐานะอย่างหนัก]
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
๖. อัญญสัตถุทเทส ถือศาสดาอื่น.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๔๘๖.
   อธิบาย: ชนผู้ฆ่ามารดาบิดาของตนเองได้แล้ว จักไม่ฆ่าคนอื่น ในเมื่อตนขัดใจขึ้นมา เป็นอันไม่มี และชื่อว่าล้างผลาญสกุลของตนด้วย. คนฆ่าพระอรหันต์ ผู้ประพฤติกาย วาจา ใจ บริสุทธ์ไม่ได้คิดร้ายทำร้าย ผู้ใดผู้หนึ่งเลย และเป็นที่นับถือของมหาชน จักไม่ฆ่าคนอื่น. ผู้ยังไม่สงบถึงนั้น ผู้ไม่เป็นที่นับถือถึงนั้น เป็นอันไม่มี และชื่อว่าล้างผลาญที่นับถือของมหาชนด้วย. คนผู้ทำร้ายพระศาสดาของตนเองได้แล้ว เป็นหมดหลักในทางพระศาสนา ดุจเดียวกับคนคิดกบฏ ทำร้ายพระเจ้าแผ่นดินของตน. ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกเป็นพรรคพวก แต่คณะของตนยังทำลายได้แล้ว จักไม่คิดทำลายคณะอื่น เป็นอันไม่มี เช่นเดียวกับคนยุแหย่ ทำความแตกสามัคคีในชาติของตน. ๕ นี้เรียกอนันตริยกรรม แปลว่า กรรมให้ผลในลำดับไป จัดเป็นครุกรรมคือกรรมหนัก ในฝ่ายบาป. บทหลัง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายภิกษุผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งยังเป็นภิกษุ ที่เรียกว่า "ติตฺถิยปกฺกนฺตโก" ที่ห้ามอุปสมบทอีก. ภิกษุเห็นปานนี้ เป็นผู้แตกจากคณะของตน ไปเข้าคณะอื่น แต่ไม่ได้ทำลายคณะเดิมของตน เหมือนภิกษุผู้ทำสังฆเภท ดุจเดียวกับคนโจทก์เจ้าที่เขาเรียกว่า "ภักดีต่อไท้ต่างด้าวท้าวต่างแดน" เพราะอย่างนี้ ฐานะ ๖ นี้ แต่ละอย่าง ๆ จึงจัดเป็นอภิฐาน ที่แปลว่าฐานะอันหนัก ผู้ถือพระศาสนาอย่างเคร่งครัดเพียงพระโสดาบัน ย่อมไม่ทำเลย.


(๑๕๔) จริต ๖
๑. ราคจริต มีราคะเป็นปกติ
๒. โทสจริต มีโทสะเป็นปกติ
๓. โมหจริต มีโมหะเป็นปกติ
๔. วิตักกจริต มีวิตกเป็นปกติ
๕. สัทธาจริต มีศรัทธาเป็นปกติ
๖. พุทธิจริต มีความรู้เป็นปกติ.
วิ. กมฺมฏฺฐานคฺคห. ปฐม. ๑๒๗.
   อธิบาย: คนที่ ๑ มีปกติรักสวยรักงาม จะพึงแก้ด้วยพิจารณากายคตาสติ หรืออสุภกัมมัฏฐาน. คนที่ ๒ มีปกติหงุดหงิด โกรธง่าย จะพึงแก้ด้วยเจริญเมตตา. คนที่ ๓ มีปกติเขลา งมงาย จะพึงแก้ด้วยเรียนและถาม ด้วยการฟังธรรม และสนทนาธรรมโดยกาล ด้วยอยู่กับครู. คนที่ ๔ มีปกตินึกพล่าน จะพึงแก้ด้วยสะกดอารมณ์ เช่น เพ่งกสิณ หรือเจริญอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน. คนที่ ๕ มีปกติเชื่อง่าย จะพึงนำไปด้วยกถา เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เช่น กล่าวถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. คนที่ ๖ เรียกว่าญาณจริตก็มี มีปกติใช้ความคิด จะพึงนำไปด้วยแนะ ให้ใช้ความคิดในทางที่ชอบ เช่น ให้คำนึงถึงไตรลักษณ์.


(๑๕๕) ธรรมคุณ ๖
๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโมะธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
๒. สนฺทิฏฺฐิโก อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง
๓. อกาลิโก ม่ประกอบด้วยกาล
๔. เอหิปสฺสิโก ควรเรียกให้มาดู
๕. โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามา
๖. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน.
องฺ. ติก. ๒๐/๒๖๖.
   อธิบาย: บทว่า สฺวากฺขาโต หมายความกว้าง ท่านพรรณนาว่า ได้ใน ๒ สัทธรรม คือ ปริยัติกับปฏิเวธ. ปริยัติ ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะตรัสไม่วิปริต คือตรัสได้จริง เพราะแสดงข้อปฏิบัติโดยลำดับกัน ที่ท่านเรียกว่า ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด มีทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และเพราะประกาศพรหมจรรย์อย่างนั้น. ปฏิเวธ ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะปฏิปทากับพระนิพพานย่อมสมควรแก่กันและกัน. ตั้งแต่บทว่า สนฺทิฏฺฐิโก เป็นต้นไป ได้ในปฏิเวธอย่างเดียว. บทว่า สนฺทิฏฺฐิโก หมายความว่า ผู้ใดได้บรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นเอง รู้เอง ไม่ต้องเชื่อตามคำผู้อื่น. บทว่า อกาลิโก หมายความว่า ให้ผลในลำดับแห่งการบรรลุ ไม่เหมือนผลไม้อันให้ผลตามฤดู. บทว่า เอหิปสฺสิโก หมายความว่า เป็นคุณอัศจรรย์ ดุจของประหลาด ที่ควรป่าวร้องกันมาดูมาชม. บทว่า โอปนยิโก หมายความว่า ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจของตน หรือควรน้อมใจเข้าไปหา. บทว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ หมายความว่า ผู้ใดได้บรรลุ ผู้นั้นย่อมรู้แจ้งเฉพาะตน อันผู้อื่นไม่พลอยมาตามรู้ตามเห็นด้วยได้.


(๑๕๖) ปิยรูป สาตรูป หมวดละหก ๑๐ หมวด
๑. จักขุ โสต ฆาน ชิวหา กาย มโน.
๒. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรม.
๓. จักขุวิญญาณ กายวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ.
๔. จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส.
๕. จักขุสัมผัสสชาเวทนา, โสตสัมผัสสชาเวทนา,ฆานสัมผัสสชาเวทนา, ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา,
กายสัมผัสสชาเวทนา, มโนสัมผัสสชาเวทนา.

๖. รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา.
๗. รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา.
๘. รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา.
๙. รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก.
๑๐. รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร.

ที. มหา. ๑๐/๓๔๓.
   อธิบาย: หมวดที่ ๑ อายตนะภายใน. หมวดที่ ๒ อายตนะภายนอก. หมวดที่ ๓ วิญญาณ คือความรู้สึก อาศัยอายตนะภายใน เกิดเพราะอายตนะ ๒ ประเภทนั้นพร้อมกันเข้า. หมวดที่ ๔ สัมผัส คือความประจวบ อาศัยอายตนะภายใน เกิดเพราะการประจวบกันเข้าแห่งอายตนะ ๒ ประเภทนั้นกับวิญญาณ. หมวดที่ ๕ เวทนา คือความเสวยอารมณ์ เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข เกิดเพราะสัมผัส. หมวดที่ ๖ สัญญา คือความหมายรู้ อิงอายตนะภายนอก เกิดในลำดับแห่งเวทนา. หมวดที่ ๗ สัญเจตนา คือความคิดอ่าน อิงอายตนะภายนอก เกิดในลำดับสัญญา. หมวดที่ ๘ ตัณหา อิงอายตนะภายนอก เกิดในลำดับแห่งสัญเจตนา. หมวดที่ ๙ วิตก คือความตริ อิงอายตนะภายนอก เกิดในลำดับแห่งตัณหา. หมวดที่ ๑๐ วิจาร คือความตรอง อิงอายตนะภายนอก เกิดในลำดับแห่งวิตก. ในธรรมเหล่านี้ วิญญาณและสัมผัส มีกิจต่างกันอย่างไร อยู่ข้างมัว. ในปฏิจจสมุปบาท ส่วนอภิธรรมย่นว่า "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส" แปลว่า ผัสสะ ย่อมเกิดมีเพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย. ในพระสูตรกล่าวถึงวิญญาณ ในระหว่างอายตนะ ๖ และผัสสะว่า "จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ, ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส" แปลว่า อาศัยจักขุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ ประจวบกันแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ.


(๑๕๗) สวรรค์ ๖ ชั้น
๑. ชั้นจาตุมหาราชิกา
๒. ชั้นดาวดึงส์
๓. ชั้นยามา
๔. ชั้นดุสิต
๕. ชั้นนิมมานรดี
๖. ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี.

สํ. มหา. ๑๙/๕๓๑.
   อธิบาย: สวรรค์ ๖ ชั้นนี้ ถัดกันขึ้นไปโดยลำดับ. ชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นชั้นต่ำที่สุด มีท้าวมหาราช ๔ องค์เป็นผู้ปกครอง,
             ๑. ท้าวธตรฐ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร ครองในทิศบูรพา
             ๒. ท้าววิรุฬหก มีพวกกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ครองในทิศทักษิณ
             ๓. ท้าววิรูปักข์ มีพวกนาคเป็นบริวาร ครองในทิศปัจจิม
             ๔. ท้าวกุเวร มีพวกยักษ์เป็นบริวาร ครองในทิศอุดร.
ในอาฏานาฏิยสูตร กล่าวถึงท้าวมหาราช ๔ องค์นี้ โดยอาการที่ร่วมกันว่า รู้จักอภิรมณ์ิ อยู่ด้วยการฟ้อนขับ มีโอรสองค์ละมาก ๆ ทรงนามว่าอินทร์เหมือนกันทั้งนั้น เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา พรรณนา ไว้โดยเฉพาะถึงด้านของท้าวกุเวรว่า มีราชธานีและนครต่าง ๆ มีแม่น้ำ มีสภาที่ประชุมยักษ์ มีรุกขชาติและสกุณชาติต่าง ๆ. ท้าวกุเวรนั้น มีปราสาทเป็นที่อยู่ มีช้าง มีม้า เป็นราชพาหนะ มีวอหรือเสลี่ยงเป็นราชยาน ปกครองตลอดลงมา ถึงอุตตรกุรุทวีป ที่อยู่ของมนุษย์ ผู้ไม่ต้องทำไร่ไถนา บริโภคข้าวสาลีไม่ต้องหุงด้วยฟืน หุงในหม้อ ที่ไม่ต้องเอาขึ้นตั้งไฟ หรือเอาขึ้นวางบนศิลาเพลิง ใช้โคบ้าง ปศุสัตว์อื่นบ้าง แทนม้า ใช้หญิงบ้าง ชายบ้าง แทนพาหนะ. สันนิษฐานตามรัฐปสาสโนบาย. ชั้นจาตุมหาราชิกา น่าจะได้แก่อาณาจักรที่รวม ๔ ชนบทเข้ากัน ในสัมพันธไมตรี กล่าวโดยเฉพาะ น่าได้แก่ชมพูทวีปนี้เอง. ในสมัยหนึ่ง และท้าวมหาราช ๔ องค์นั้น น่าเป็นวงศ์เดียวกัน เป็นอินทรวงศ์ เพราะอย่างนี้ จึงว่าโอรสเป็นอันมาก ทรงนามว่าอินทร์เหมือนกันทั้งนั้น. ชั้นดาวดึงส์ เดิมทีเป็นที่อยู่แห่งพวกอสูร ท้าวเวปจิตติเป็นผู้ครอง ยังไม่ได้ยินว่ามีอะไรนอกจากเป็นป่า. ต่อมา ท้าวสักกเทวราช คือพระอินทร์กับเทพผู้สหจร รวม ๓๓ องค์เกิดขึ้น ณ ที่นั้น จึงเป็นสถานที่รุ่งเรือง มีเวชยันตปราสาท มีสุธัมมสภาที่ประชุมเทวดา มีสวนนันทวัน มีสวนจิตรลดา มีโปกขรณีสุนันทาเกิดขึ้น เพราะบุญญานุภาพของท้าวสักกเทวราช และพระราชเทวี. สถานที่นี้ ตั้งเป็นเมืองสวรรค์ ชื่อเทพนคร มีกำแพงล้อม มีเชิงเทินและหอรบพร้อมสรรพ. ท้าวเธอมีพระเทวี ๔ องค์ คือ พระนางสุธัมมา พระนางสุจิตรา พระนางสุนันทา พระนางสุชาดา โปรดพระนางสุชาดามาก เสด็จไปข้างไหนเอาไปด้วย. ท้าวเธอมีช้างเอราวัณ ๓ เศียรเป็นพระคชาธาร แต่มีคำกล่าวว่า ไม่ใช่ช้างจริง ๆ เป็นช้างเทวบุตรจำแลงขึ้น เพราะในสวรรค์ชั้นนั้น ไม่มีสัตว์ดิรัจฉาน แต่ในแห่งอื่นว่ามีครุฑ นอกจากนี้ยังมีเวชยันตราชรถ สำหรับทรง พระมาตลีเป็นสารถี ม้าที่เทียมเป็นม้าจริงหรือม้าเนรมิตไม่ได้กล่าวไว้. พวกเทวดากับพวกอสูร ไม่ปรองดองกัน ทำสงครามกันทุกปี ถึงหน้าดอกจิตตปาตลิของพวกอสูรบาน พวกอสูรยกพลมาทำสงครามกับเทวดา ต่างรุกได้บ้าง ต้องล่าบ้าง ในที่สุดพวกอสูรแพ้ ถูกพวกเทวดาขับตกสมุทรลงไป. ท้าวสักกเทวราช ตั้งความเป็นเอกราชขึ้นได้ ปกครองตลอดทั่วไป. ท้าวสักกเทวราชนั้น เสด็จออกในเทวสันนิบาต ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลสิลา ภายใต้ต้นปาริฉัตตกะ. พระแท่นนั้น มีคำพรรณนาว่า มีสีเหลืองและนุ่ม ดุจผ้ากำพล เวลาประทับนั่งฟุบลงได้ เวลาเสด็จลุกขึ้นกลับฟูขึ้นได้อย่างเดิม เช่นเดียวกับเก้าอี้สปริง. ในพุทธุปบาทกาล มีคำเล่าว่า สมเด็จพระบรมศาสดา เสด็จขึ้นไปทรงจำพรรษาในชั้นดาวดึงส์นี้พรรษาหนึ่ง ประทับ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลสิลานั้น ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก แก่พระพุทธมารดาผู้เสด็จลงมาจากชั้นดุสิต ในเทวสันนิบาต พอออกพรรษาแล้ว เสด็จลงจากชั้นดาวดึงส์ โดยทางบันไดแก้ว ทอง เงิน ที่เทวดานิรมิต ลงที่เมืองสังกัสสะ แคว้นโกศล. เรื่องเทวาสุรสงคราม ได้เค้าเงื่ือนว่า หมายเอาสงคราม ในระหว่างพวกอริยกะ ผู้ยกมาจากเหนือ เข้าตั้งอยู่ในชมพูทวีป และพวกมิลักขะผู้อยู่ ณ ที่นั้นมาเดิม เช่นนี้ ส่องให้เห็นความตลอดว่า สวรรค์ชั้นนี้ ได้แก่ชมพูทวีปนี้เอง ในโบราณสมัย. ชั้นยามา มีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครอง ยังไม่พบคำพรรณนาถึงสวรรค์ชั้นนี้. ชั้นดุสิต มีท้าวสันดุสิตเป็นผู้ครอง ดูเป็นชั้นศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า เป็นที่เกิดและเป็นที่อยู่แห่งพระโพธิสัตว์ แห่งพระพุทธบิดา พระพุทธมาดา และแห่งท่านผู้วิเศษอื่น สมเด็จพระบรมศาสดาของเรา ก็ว่าได้อุบัติในชั้นนี้ เทวดาทั้งหลาย เชิญเสด็จให้จุติลงมาถือปฏิสนธิ ในมนุษยโลก เพื่อตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว โปรดเวไนยนิกร แต่ไม่คำพรรณนาถึงฐานที่ นอกจากมีวิมาน. ชั้นนิมมานรดี มีท้าวสุนิมมิตเป็นผู้ครอง มีพรรณนาว่า เทวดาชั้นนี้ เป็นจำพวกบริบูรณ์ ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นิรมิตเอาเองได้. ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี มีท้าวนิมมิตวสวัดดีเป็นผู้ครอง มีพรรณนาว่า เทวดาชั้นนี้ ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ต้องนิรมิตเอง เหมือนพวกเทวดานิมมานรดี มีเทวดาอื่นนิรมิตให้อีกที แต่เป็นอย่างนั้นทั้งชั้น เทวดาพวกไหนนิรมิตให้ หาได้กล่าวชัดไม่ น่าจะได้แก่เทวดาชั้นนิมมานรดีกระมัง. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชั้นนั้น ย่อมมีอำนาจเหนือชั้นนิมมานรดี. สวรรค์ ๖ ชั้นนี้ ไม่ได้เกี่ยวด้วยธรรมเลย แต่กล่าวถึงในบาลี พระสูตร และอรรถกถา. ผู้เชื่อง่าย ๆ ย่อมเชื่อง่ายดายไป ผู้เชื่อยาก ย่อมไม่สนใจเสียเลย ผู้คิดปริศนาธรรม ย่อมตีความไปต่าง ๆ จึงนำมาแสดงไว้ในที่นี้ด้วย พอรู้เค้าเงื่อน เพื่อนำความเข้าใจให้ถูกทาง.

     
 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.