(๑๒๒) อนันตริยกรรม ๕
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา.
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา.
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์.
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป.
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน.
     กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้นับถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๖๕.


(๑๒๓) อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
๑. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้.
๒. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.
๓. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.
๔. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น.
๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๘๑.


(๑๒๔) เวสารัชชกรณธรรม ๕ (คือ ธรรมทำความกล้าหาญ)
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. สีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.
๓. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษามาก.
๔. วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร.
๕. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๔.


(๑๒๕) องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕
๑. สำรวมในพระปาติโมกขเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต.
๒. สำรวมอินทรีย์ คือ ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้าย ครอบงำได้ ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น.
๓. ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา.
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด.
๕. มีความเห็นชอบ.

ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๕๕.


(๑๒๖) องค์แห่งธรรมกถึก ๕ (นักเทศก์)
๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ.
๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ.
๓. ตั้งจิตเมตตา ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง.
๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ.
๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือว่าไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น.

ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๖.


(๑๒๗) ธัมมัสสวนานิสงส์ ๕ (อานิสงส์แห่งการฟังธรรม)
๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.
๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด.
๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้.
๔. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้.
๕. จิตของผู้ฟัง ย่อมผ่องใส.
องฺ. ปปญฺจก. ๒๒/๒๗๖.


(๑๒๘) พละ ๕ (ธรรมเป็นกำลัง)
๑. สัทธา ความเชื่อ.
๒. วิริยะ ความเพียร.
๓. สติ ความระลึกได้.
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.
๕. ปัญญา ความรอบรู้.
อินทรีย์ ๕ ก็เรียก เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๑.


(๑๒๙) นิวรณ์ ๕ (ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี)
๑. กามฉันท์
พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น
๒. พยาบาท
ปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ
ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ
ฟุ้งซ่านและรำคาญ
๕. วิจิกิจฉา
ลังเลไม่ตกลงได้
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๗๒.


(๑๓๐) ขันธ์ ๕ (กายกับใจ)
๑. รูป
๒. เวทนา
๓. สัญญา
๔. สังขาร
๕. วิญญาณ.
   อธิบาย: ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้ เรียกว่ารูป. ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่าเวทนา. ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรียกว่าสัญญา. เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ๑ เป็นส่วนดี เรียกกุศล เป็นส่วนชั่ว เรียกอกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกอัพยากฤต เรียกว่าสังขาร. ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น เรียกว่าวิญญาณ. ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นามรูป. เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑.


(๑๓๑) อนุปุพพีกถา ๕
๑. ทานกถา กล่าวถึงทาน
๒. สีลกถา กล่าวถึงศีล
๓. สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์
๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษของกาม
๕. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกจากกาม.
มหาวคฺค. ปฐม. ๔/๓๐.
   อธิบาย: เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของเวไนย ให้หมดจดเป็นชั้น ๆ เรียกอนุปุพพีกถา
มีนิยมเป็นพิเศษว่า ๕ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นพระธรรมเทศนา ที่พระศาสดาทรงแสดง ในคราวที่ผู้ฟังมีอุปนิสัย สามารถจะบรรลุธรรมพิเศษ ก่อนแต่ทรงแสดงอริยสัจ. มีอรรถาธิบายว่า ในเบื้องต้น ทรงแสดงประโยชน์แห่งการให้ เพื่อละความเห็นแก่ตน และความตระหนี่เสียแล้ว มีใจเผื่อแผ่ สงเคราะห์ผู้อื่นด้วยกำลังทรัพย์ของตนเอง. ในลำดับนั้น ทรงแสดงประโยชน์แห่งศีล คือความประพฤติเรียบร้อย เพื่อเว้นจากเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำภัยอันตรายให้เกิดขึ้น ในหมู่ที่ตนเข้าอยู่ด้วย และเพื่อรู้จักนับถือเขา. ในลำดับนั้น ทรงแสดงสมบัติ คือความดี ความงามอันคนผู้ให้ และคนผู้มีศีล จะพึงได้พึงถึงในมนุษยโลก ตลอดขึ้นไปถึงสวรรค์ อันเป็นอัสสาทะ คือ รสอร่อยแห่งกาม เพื่อเห็นอานิสงส์แห่งทานและศีลยิ่งขึ้น. ในลำดับนั้น ทรงแสดงอาทีนพแห่งกามว่า แม้ให้สุขโดยประการ แต่ก็ยังเจือด้วยทุกข์ต่าง ๆ ไม่ควรเพลิดเพลินโดยส่วนเดียว ควรเบื่อหน่ายด้วยเหมือนกัน. ในที่สุด ทรงแสดงอานิสงส์ แห่งการออกจากกาม คือทำจิตไม่ให้หมกมุ่นอยู่ในกาม เพื่อยังฉันทะให้เกิด. คนผู้ไม่เห็นแก่ตัว ให้ทรัพย์ของตน เกื้อกูลผู้อื่น มีศีล ประพฤติเรียบร้อย ไม่ทำร้ายเขา และไม่เย่อหยิ่ง ตั้งตนได้ในกามสมบัติแล้ว ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นอยู่ในนั้น ยังแลเห็นโทษและเบื่อหน่าย มุ่งสุขอันสงบ ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก เป็นผู้ควรรับเทศนาอย่างสูง คืออริยสัจ เหมือนผ้าอันฟอกหมดจดแล้ว ควรรับน้ำย้อมมีประการต่าง ๆ สุดแต่ผู้ย้อมจะน้อมไป ฉะนั้น.


(๑๓๒) กามคุณ ๕
๑. รูป
๒. เสียง
๓. กลิ่น
๔. รส
๕. โผฏฐัพพะ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ.
ม. มู. ๑๒/๓๓๓.


(๑๓๓) จักขุ ๕
๑. มังสจักขจักษุ คือดวงตา
๒. ทิพพจักขจักษุทิพย์
๓. ปัญญาจักขุ จักษุ คือปัญญา
๔. พุทธจักขจักษุแห่งพระพุทธเจ้า
๕. สมันตจักขจักษุรอบคอบ.
ขุ. มหา. ๒๙/๕๒.
   อธิบาย: จักษุ ๕ นี้ กล่าวว่าเป็นสมบัติ ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระองค์ย่อมทรงทอดพระเนตรเห็น
แจ่มใส เห็นได้ไกล เห็นได้ไว ด้วยมังสจักขุ. พระองค์ย่อมทรงเล็งเห็นหมู่สัตว์ ผู้เป็นต่าง ๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม ด้วยทิพพจักขุ. พระองค์ย่อมทรงพิจารณาเห็นไญยธรรม มีอริยสัจเป็นอาทิ ด้วยปัญญาจักขุ. พระองค์ย่อมทรง พิจารณาเห็นอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ ด้วยพุทธจักขุ. พระองค์ย่อมทรงทราบธรรมทั้งปวง ด้วยสมันตจักขุ คือพระสัพพัญญุตญาณ.


(๑๓๔) ธรรมขันธ์ ๕
๑. สีลขันธ์ หมวดศีล
๒. สมาธิขันธ์ หมวดสมาธิ
๓. ปัญญาขันธ์ หมวดปัญญา
๔. วิมุตติขันธ์มวดวิมุตติ
๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ หมวดวิมุตติญาณทัสสนะ.
องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๕๒.
   อธิบาย: ความทำจิตให้หลุดพ้นจากอาสวะ ชื่อว่าวิมุตติ. ความรู้ความเห็นว่า จิตหลุดพ้นแล้วสืบมาจากวิมุตติ ชื่อว่าญาณทัสสนะ. ธรรมอันจะพึงสงเคราะห์เข้าหมวดกันได้ จัดเข้าเป็นขันธ์หนึ่ง ๆ เช่น อินทรียสังวร โภชเนมัญญุตา จัดเข้าในสีลขันธ์. ชาคริยานุโยคและกายคตาสติ จัดเข้าในสมาธิขันธ์. ธัมมวิจยะและกัมมัสสกตาญาณ จัดเข้าในปัญญาขันธ์. ปหานะและสัจฉิกิริยา จัดเข้าในวิมุตติขันธ์. ญาณทัสสนะส่วนโลกุตระ จัดเข้าในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์. สาระ ๕ ก็เรียก.


(๑๓๕) ปีติ ๕
๑. ขุททกาปีติ ปีติอย่างน้อย
๒. ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ
๓. โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นพัก ๆ
๔. อุพเพงคาปีติ ปีติอย่างโลดโผน
๕. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน.
วิ. ปฐวี. ปฐม. ๑๘๒.
   อธิบาย: ความอิ่มใจ เรียกปีติ. ปีติชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ทำให้ขนชัน ทำให้น้ำตาไหล จัดเป็นขุททกาปีติ. อีกชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกเสียวแปลบ ๆ เปรียบเหมือนฟ้าแลบ จัดเป็นขณิกาปีติ. อีกชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ทำให้ซู่ซ่า แรงกว่าเสียวแปลบ ๆ เปรียบเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง จัดเป็นโอกกันติกาปีติ. อีกชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ทำใจให้ฟู นำให้ทำการอื่นเว้นจากเจตนา เช่น เปล่งคำอุทานเป็นต้น จัดเป็นอุพเพงคาปีติ. ปีติชนิดนี้ท่านกล่าวว่า บางทีทำกายให้ลอยไปหรือโลดขึ้นก็ได้. อีกชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกซาบซ่านทั่วสรรพางค์ จัดเป็นผรณาปีติ. ถ้ายกเอาการทำให้ขนชัน มาเป็นลักษณะแห่งผรณาปีติ ความจักแจ่มขึ้นมาก.


(๑๓๖) มัจฉริยะ ๕
๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล
๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ
๔. วัณณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ
๕. ธัมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม.
องฺ. นวก. ๒๓/๔๘๑.
   อธิบาย: ความหวงถิ่น ไม่พอใจให้คนต่างด้าวต่างชาติต่างนิกาย เข้ามาอยู่แทรกแซง จัดเป็นอาวาสมัจฉริยะ. ความหวงสกุล ไม่ยอมให้สกุลอื่นเข้ามาเกี่ยวดองด้วย จัดเป็นกุลมัจฉริยะ. ความหวงสกุลอุปัฏฐากของภิกษุ ไม่พอใจให้บำรุงภิกษุอื่น คอยเกียดกันเสีย จัดเป็นกุลมัจฉริยะในฝ่ายบรรพชิต. ความหวงทรัพย์พัสดุ ไม่ให้ผู้อื่น จัดเป็นลาภมัจฉริยะ. ความหวงคุณความดี ไม่ปรารถนาให้คนอื่นสู้ได้ จัดเป็นวัณณมัจฉริยะ. อีกอย่างหนึ่ง วัณณะแปลว่า สีกาย ความหวงสวยหวงงาม อันเป็นกิเลสของหญิงสาว ก็นับเข้าในวัณณมัจฉริยะ. ความหวงธรรม
หวงศิลปวิทยา ไม่ปรารถนาจะแสดงจะบอกแก่คนอื่น เกรงว่าเขาจะรู้เทียมตน จัดเป็นธัมมมัจฉริยะ.


(๑๓๗) มาร ๕
๑. ขันธมาร มาร คือปัญจขันธ์
๒. กิเลสมาร มาร คือกิเลส
๓. อภิสังขารมาร มาร คืออภิสังขาร
๔. มัจจุมาร มาร คือมรณะ
๕. เทวปุตตมาร มาร คือเทวบุตร.
วิ. ฉอนุสฺสติ. ปฐม. ๒๗๐.
   อธิบาย: ปัญจขันธ์ ได้ชื่อว่ามาร เพราะบางทีทำความลำบากให้ อันเป็นเหตุเบื่อหน่าย จนถึงฆ่าตัวตายเสียเองก็มี.
กิเลสได้ชื่อว่ามาร เพราะตกอยู่ในอำนาจแห่งมันแล้ว มันย่อมผูกรัดไว้บ้าง ย่อมทำให้เสียคนบ้าง. อภิสังขาร คือกรรมฝ่ายอกุศล ได้ชื่อว่ามาร เพราะทำให้เป็นผู้ทุรพล. มัจจุ คือมรณะได้ชื่อว่ามาร เพราะตัดชีวิตเสีย. เทวบุตร ผู้มุ่งร้ายได้ชื่อว่ามาร เพราะเป็นบุคคลาธิษฐานแห่งสภาวะอันทำลายล้าง. ขึ้นชื่อว่าเทวบุตร ไม่ใช่เป็นมารทุกองค์ เป็นเฉพาะผู้มุ่งร้าย. โดยนัยนี้ ปัญจขันธ์ก็ดี กิเลสก็ดี อภิสังขารก็ดี น่าจะหมายเอาเฉพาะส่วนอันให้ร้าย มัจจุ น่าจะหมายเอา ในเวลาที่ชีวิตกำลังเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เช่น ถ้ายังเป็นอยู่ต่อไปจะได้บรรลุธรรมพิเศษ
เช่น พระศาสดาทรงปรารภถึงอาฬารดาบส และอุททกดาบส เมื่อครั้งทรงพระดำริหาผู้สมควร รับปฐมเทศนา หรือจักได้สั่งสอนมหาชน เช่น พระศาสดาทรงอธิษฐานพระชนมายุ เมื่อแรกจะทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ข้าพเจ้าจึงแก้ไว้อย่างนี้.


(๑๓๘) วิญญาณ ๕
๑. จักขุวิญญาณ วิญญาณ ทางดวงตา
๒. โสตวิญญาณ วิญญาณ ทางหู
๓. ฆานวิญญาณ ิญญาณ ทางจมูก
๔. ชิวหาวิญญาณ วิญญาณ ทางลิ้น
๕. กายวิญญาณ วิญญาณ ทางกาย.
ที. มหา. ๑๐/๓๔๔.
   อธิบาย: อาศัยตากับรูป เกิดความรู้สึกขึ้น นี้เป็นจักขุวิญญาณ. อาศัยหูกับเสียง เกิดความรู้สึกขึ้น นี้เป็นโสตวิญญาณ.
อาศัยจมูกกับกลิ่น เกิดความรู้สึกขึ้น นี้เป็นฆานวิญญาณ. อาศัยลิ้นกับรส เกิดความรู้สึกขึ้น นี้เป็นชิวหาวิญญาณ.
อาศัยกายกับโผฏฐัพพะ เกิดความรู้สึกขึ้น นี้เป็นกายวิญญาณ. วิญญาณ ๕ นี้ ในพระอภิธรรม แยกเป็นประเภทหนึ่งต่างหาก จากมโนวิญญาณ. และแยกเป็นประเภทน้อยออกไป เป็นกุศลวิบาก๑ อกุศลวิบาก๑ เรียกทวิปัญจวิญญาณ จัดเข้าในจำพวกอเหตุกจิต คือจิตอันมิใช่เหตุ. ส่วนในพระสูตร รวมเข้ากับมโนวิญญาณ เป็นวิญญาณ๖.


(๑๓๙) วิมุตติ ๕
๑. ตทังควิมุตติ พ้นชั่วคราว
๒. วิกขันภนวิมุตติ พ้นด้วยสะกดไว้
๓. สมุจเฉทวิมุตติ พ้นด้วยเด็ดขาด
๔. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ พ้นด้วยสงบ
๕. นิสสรณวิมุตติ พ้นด้วยออกไป.
วิ. อภิญฺญา. ทุติย. ๒๔๙.
   อธิบาย: ความพ้นจากกิเลสได้ชั่วคราว เช่น เกิดเหตุเป็นที่ตั้งแห่งสังเวชขึ้น หายกำหนัดในกาม เกิดเมตตาขึ้น หายโกรธ แต่ความกำหนัดและความโกรธนั้น ไม่หายทีเดียว ทำในใจถึงอารมณ์งาม ความกำหนัดกลับเกิดขึ้นอีก ทำในใจถึงวัตถุแห่งอาฆาต ความโกรธกลับเกิดขึ้นอีก อย่างนี้จัดเป็นตทังควิมุตติ แปลว่าพ้นด้วยองค์นั้น ๆ. ความพ้นจากกิเลส ได้ด้วยกำลังฌาน อาจสะกดไว้ได้นาน ๆ กว่าตทังควิมุตติ แต่เมื่อฌานเสื่อมหายแล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นอีก อย่างนี้จัดเป็นวิกขัมภนวิมุตติ. ความพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจอริยมรรค กิเลสเหล่านั้นขาดเด็ดไป ไม่กลับเกิดอีก อย่างนี้จัดเป็นสมุจเฉทวิมุตติ. ความพ้นจากกิเลส เนื่องมาจากถึงอริยมรรค ถึงอริยผลไม่ต้องขวนขวายเพื่อละอีก เพราะกิเลสนั้นสงบไปแล้ว อย่างนี้จัดเป็นปฏิปัสสัทธิวิมุตติ. ความพ้นจากกิเลสนั้น ยั่งยืนมาตลอดถึงเวลาสิ้นชีพ อย่างนี้จัดเป็นนิสสรณวิมุตติ.


(๑๔๐) เวทนา ๕
๑. สุข
๒. ทุกข์
๓. โสมนัส
๔. โทมนัส
๕. อุเบกขา.

สํ. สฬ. ๑๘/๒๘๗.
   อธิบาย: สุขไม่มาเป็นคู่กับโสมนัส เช่น สุขมาในเวทนา๓ หมายเอาทั้งสุขกายสุขใจ สุขมาเป็นคู่กับโสมนัส เช่น สุขในเวทนา๕ นี้หมายเอาเฉพาะสุขกาย. ทุกข์ไม่มาเป็นคู่กับโทมนัส หมายเอาทั้งทุกข์กายทั้งทุกข์ใจ ทุกข์มาคู่กับโทมนัส หมายเอาเฉพาะทุกข์กาย. โสมนัสหมายเอาสุขใจ โทมนัสหมายเอาทุกข์ใจ. อุเบกขา หมายเอาความเฉยแห่งใจ เพราะอุเบกขาทางกายไม่มี กายเป็นปกติอยู่จัดว่าเป็นสุข.


(๑๔๑) สังวร ๕
๑. สีลสังวร สำรวมในศีล
๒. สติสังวร สำรวมด้วยสติ
๓. ญาณสังวร สำรวมด้วยญาณ
๔. ขันติสังวร สำรวมด้วยขันติ
๕. วิริยสังวร สำรวมด้วยความเพียร.
วิ. สีล. ปฐม. ๘. สทฺ ปฏิ. ๑๖.


(๑๔๒) สุทธาวาส ๕
๑. อวิหา
๒. อตัปปา
๓. สุทัสสา
๔. สุทัสสี
๕. อกนิฏฐา.

ม. มู. ๑๒/๕๒๖.
   อธิบาย: ภพ ๕ นี้ อยู่ในพรหมโลก๑๖ ข้างชั้นสูงว่า เป็นที่เกิดแห่งพระอนาคามี ผู้จุติจากภพนี้แล้ว ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว นิพพานในภพที่เกิดนั้นบ้าง เลื่อนไปเกิดในภพที่สูงขึ้นไปกว่าแล้ว จึงเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงเรียกว่า สุทธาวาส แปลว่า ที่อยู่แห่งท่านผู้บริสุทธิ์ เรียกเป็นชื่อต่างออกไปเป็น ๕ อย่างนี้ ตามชื่อเทพในชั้นนั้น.


(๑๔๓) พระอนาคามี ๕
๑. อันตราปรินิพพายี ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง.
๒. อุปหัจจปรินิพพานยี ท่านผู้จะปริพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้ว จวนถึงที่สุด.
๓. สสังขารปรินิพพายี ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียร เรี่ยวแรง.
๔. อสังขารปรินิพพายี ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก.
๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ท่านผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ.
องฺ. ทสก. ๒๔/๑๒๙.
   อธิบาย: ๔ องค์ข้างต้น ปรินิพพานในภพที่เกิดนั้นเอง, ๒ องค์ข้างต้น กำหนดด้วยอายุ. ๒ องค์ข้างปลาย กำหนดด้วยความเพียร, องค์ข้างท้าย ต้องเลื่อนขึ้นไปเกิดในภพสูงขึ้นไป กว่าจะถึงชั้นอกนิฏฐะ แล้วจึงปรินิพพานในภพนั้น. อะไรเป็นเหตุ ปันพระอนาคามีให้ไปเกิดในภพต่ำหรือสูงกว่ากัน และอะไรเป็นเหตุ ปันท่านให้ปรินิพพานเร็วช้าและยากง่ายกว่ากัน ข้าพเจ้ายังไม่พบท่านกล่าวไว้.

 

 


     
 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.