(๒๕) รตนะ ๓
๑. พระพุทธ
๒. พระธรรม
๓. พระสงฆ์

๑) ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า.
๒) พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน ชื่อพระธรรม.
๓) หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์.


(๒๖) คุณของรตนะ ๓
๑. พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย.
๒. พระธรรม ย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว.
๓. พระสงฆ์ ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้กระทำตามด้วย.


(๒๗) อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓
๑. ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น.
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุ ที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ.


(๒๘) โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓
๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา ใจ.
๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ.
๓. ทำใจของตนให้หมดจด คือหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น


(๒๙) ทุจริต ๓
๑. กายทุจริต ประพฤติชั่วด้วยกาย
๒. วจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจา
๓. มโนทุจริต ประพฤติชั่วด้วยใจ


(๓๐) กายทุจริต ๓
๑. ฆ่าสัตว์

๒. ลักฉ้อ
๓.ประพฤติผิดในกาม


(๓๑) วจีทุจริต ๔
๑. พูดเท็จ
๒. พูดส่อเสียด
๓. พูดคำหยาบ
๔. พูดเพ้อเจ้อ


(๓๒) มโนทุจริต ๓
๑. โลภอยากได้ของเขา
๒. พยาบาทปองร้ายเขา
๓. เห็นผิดจากคลองธรรม

ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรจะละเสีย.


(๓๓) สุจริต ๓
๑. กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย
๒. วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา
๓. มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ


(๓๔) กายสุจริต ๓
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์
๒. เว้นจากลักทรัพย์
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม


(๓๕) วจีสุจริต ๔
๑. เว้นจากพูดเท็จ
๒. เว้นจากพูดส่อเสียด
๓. เว้นจากพูดคำหยาบ
๔. เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ


(๓๖) มโนสุจริต ๓
๑. ไม่โลภอยากได้ของเขา
๒. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
๓. เห็นชอบตามคลองธรรม

สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ.


(๓๗) อกุศลมูล ๓
รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
๑. โลภะ อยากได้
๒. โทสะ คิดประทุษร้ายเขา
๓. โมหะ หลงไม่รู้จริง
เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ ๑ ก็ดี ๒ ก็ดี ๓ ก็ดี มีอยู่แล้ว อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้น ควรละเสีย.


(๓๘) กุศลมูล ๓
รากเง่าของกุศล เรียกกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
๑. อโลภะ ไม่อยากได้
๒. อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา
๓. อโมหะ ไม่หลง
ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ ๑ ก็ดี ๒ ก็ดี ๓ ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน.


(๓๙) สัปปุริสบัญญัติ ๓
คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง
๑. ทาน สละสิ่งของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.
๒. ปัพพัชชา ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน.
๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข.


(๔๐)อปัณณกปฏิปทา ๓
คือปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง
๑. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป
ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.
๒. โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ ในการกินอาหารแต่พอสมควร ไม่มากไม่น้อย.
๓. ชาคริยานุโยคระกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจด ไม่เห็นแก่นอนมากนัก.


(๔๑) บุญกิริยาวัตถุ ๓
สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ เรียกบุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.


(๔๒) สามัญญลักษณะ ๓
ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกสามัญญลักษณะ ไตรลักษณะก็เรียก แจกเป็น ๓ อย่าง
๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง.
๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์.
๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน.


(๔๓) อกุศลวิตก ๓
๑. กามวิตก ความตรึกในทางกาม
๒. พยาบาทวิตก ความตรึกในทางพยาบาท
๓. วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๔๙๖.
   อธิบาย: ความตรึกประกอบด้วยอธรรมราคะ เช่น คิดแส่ไปในการทำกาเมสุมิจฉาจาร และทำทุราจารผิดประเวณี และประกอบด้วยอภิชฌา เช่น คิดแส่ไปในทางหาลาภอันไม่ชอบธรรม จัดเป็นกามวิตก. ความตรึกประกอบด้วยพยาบาท มีโทสะเป็นมูล คือ คิดทำลายหรือตัดรอนผู้อื่น จัดเป็นพยาบาทวิตก. ความตรึกประกอบด้วยเจตนา เป็นเหตุทำความลำบากให้แก่ผู้อื่น มีโมหะเป็นมูล เช่น ใช้คนหรือสัตว์พาหนะเกินพอดี ไม่ปรานี ไม่คิดถึงความลำบากของเขาของมัน หรือแสวงหาความสุขเพื่อตนเองในทางลำบากของผู้อื่น จัดเป็นวิหิงสาวิตก.


(๔๔) กุศลวิตก ๓
๑. เนกขัมมวิตก ความตรึกในทางพรากจากกาม
๒. อพยาบาทวิตก ความตรึกในทางไม่พยาบาท
๓. อวิหิงสาวิตก ความตรึกในทางไม่เบียดเบียน.
   อธิบาย: ความตรึก เป็นไปเพื่อทำใจไม่ให้ลุอำนาจแก่กิเลสกาม และไม่ติดอยู่ในวัตถุกาม จัดเป็นเนกขัมมวิตก แต่เนกขัมมศัพท์นี้ท่านหมายเอาออกบวช เพราะความมุ่งหมายของผู้บวช ย่อมเป็นไปในทางนั้น. ความตรึกเป็นด้วยอำนาจเมตตาในผู้อื่น ปรารถนาความดีความงามเพื่อเขา จัดเป็นอพยาบาทวิตก. ความตรึกเป็นไปด้วยอำนาจกรุณาในผู้อื่น จะทำอะไร ๆ เนื่องด้วยผู้อื่น เป็นต้นว่า จะใช้คนหรือสัตว์ มีปรานีคิดถึงความลำบากของเขาของมัน ไม่ใช้ตรากตรำไม่ทำความลำบากให้แก่เขาแก่มันโดยไม่จำเป็น จัดเป็นอวิหิงสาวิตก.


(๔๕) อัคคิ [ไฟ ] ๓
๑. ราคัคคิ ไฟคือราคะ
๒. โทสัคคิฟคือโทสะ
๓. โมหัคคิ ฟคือโมหะ.
ขุ. อุ. ๒๕/๓๐๑.
   อธิบาย: กิเลส ๓ ประเภทนี้ จัดเป็นไฟ เพราะเป็นสภาพเผาลนสันดานให้ร้อน.


(๔๖) อัตถะ หรือ ประโยชน์ ๓
๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ในภพนี้
๒. สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ในภพหน้า
๓. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยอด (คือพระนิพพาน).


(๔๗) อธิปเตยยะ ๓
๑. อัตตาธิปเตยยะ ความมีตนเป็นใหญ่
๒. โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเป็นใหญ่
๓. ธัมมาธิปเตยยะ ความมีธรรมเป็นใหญ่.
องฺ. ติก. ๒๐/๑๘๖.
   อธิบาย: อัตตาธิปเตยยะนั้น พึงเห็นเช่นคนจะทำบุญ ปรารภภาวะของตนผู้เป็นอิสระ ทำด้วยมุ่งให้สมภาวะของตน ผู้ทำมุ่งผลอันจะได้แก่ตน หรือมุ่งความสะดวกแห่งตนก็เช่นนั้น. โลกาธิปเตยยะนั้น พึงเห็นเช่นผู้นั้นทำบุญ ด้วยมุ่งจะให้ผู้อื่นสรรเสริญ หรือไม่ทำเกรงเขาจะนินทา หรือทำตามความนิยมของเขาทั้งหลาย. ธัมมาธิปเตยยะนั้น พึงเห็นเช่นผู้ทำไม่มุ่งอย่างอื่น เป็นแต่เห็นสมควรเห็นว่าถูกก็ทำ หรือทำด้วยอำนาจเมตตากรุณาเป็นอาทิ.


(๔๘) อนุตตริยะ ๓
๑. ทัสสนานุตตริยะ ความเห็นอันเยี่ยม
๒. ปฏิปทานุตตริยะ ความปฏิบัติอันเยี่ยม
๓. วิมุตตานุตตริยะ ความพ้นอันเยี่ยม.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๓๑.
   อธิบาย: ความเห็นธรรมด้วยญาณ ได้ในพุทธภาษิตว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา" ดังนี้ จัดเป็นทัสสนานุตตริยะ. ความปฏิบัติธรรมที่ได้เห็นแล้วนั้น ทั้งในส่วนปหานะ ทั้งในส่วนภาวนา จัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ. ความพ้นจากกิเลสาสวะ เป็นอกุปปธรรมเพราะปฏิปทานั้น จัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ.


(๔๙) อภิสังขาร ๓
๑. ปุญญาภิสังขาร อภิสังขารคือบุญ
๒. อปุญญาภิสังขาร อภิสังขารคือบาป
๓. อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคืออเนญชา.
ขุ. ปฏ. ๓๑/๑๘๑.
   อธิบาย: สภาพผู้ตกแต่ง ได้ชื่อว่าอภิสังขาร. บุญก็ดี บาปก็ดี เป็นผู้แต่งสัตว์ให้ดีบ้างเลวบ้างต่าง ๆ กัน จึงได้ชื่อว่าอภิสังขารละอย่าง ๆ. อเนญชา แปลว่า ความไม่หวั่นไหว ได้แก่ความมั่น หรือธรรมชาติหาความหวั่นไหวมิได้ ได้แก่มั่น แสดงภูมิธรรมเพียงชั้นสมาบัติก็มี ถึงโลกุตรก็ดี ในที่นี้ท่านแก้ว่าได้แก่อรูปสมาบัติ ๔ และสงเคราะห์รูปสมาบัติเข้าในปุญญาภิสังขาร เหมือนบุญอันเป็นกามาวจร. อเนญชาภิสังขาร ความยังไม่ชัด ข้าพเจ้าขอฝากนักธรรมไว้พิจารณาด้วย*. อภิสังขารนี้ มาในนิทเทสแห่งสังขารศัพท์ในอุทเทสแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยนัยนี้ เป็นอันว่า ท่านหมายความเป็นอันเดียวกัน.


(๕๐) อาสวะ ๓
๑. กามาสวะ อาสวะ เป็นเหตุอยากได้
๒. ภวาสวะ อาสวะ เป็นเหตุอยากเป็น
๓. อวิชชาสวะ อาสวะ คืออวิชชาความเขลา.
ที. มหา. ๑๐/๙๖.
   อธิบาย: ศัพท์ว่า อาสวะนั้น อย่างหนึ่งใช้เรียกเมรัย เช่น "ปุปฺผาสโว" น้ำดองดอกไม้ "ผลาสโว" น้ำดองผลไม้. อีกอย่างหนึ่ง ใช้เรียกเจตสิกอันเศร้าหมอง เช่น อาสวะ ๓ นี้. อาสวะกับกิเลสต่างกัน หรือเป็นเววจนะของกันและกัน ควรได้รับความพิจารณา. เพ่งพยัญชนะแห่งศัพท์ น่าจะเห็นว่า กิเลสที่แปลว่าสภาพที่เศร้าหมอง หรือเครื่องเศร้าหมอง ใช้เรียกเจตสิกประเภทนั้นทั่วไป. อาสวะที่แปลว่า สภาพดองหรือหมักหมม ใช้เรียกเจตสิกประเภทนั้นเฉพาะที่แก่กล้านับว่าเป็นเจ้าเรือน. อุทาหรณ์ คนสามัญยังมีอยากได้ยังมีโกรธ แต่เขาไม่เรียกว่าเป็นคนมักได้ เป็นคนมักโกรธทุกคนไป. เขาเรียกเฉพาะบางคนเช่นนี้ เขาหมายเอาความอยากได้บ้าง ความโกรธบ้างอันเป็นไปกล้า หรืออันเป็นอาจิณในสันดานของบุคคลนั้น. แต่อันที่แท้ดูเหมือนเป็นเววจนะของกันและกันเรียกในต่างคราว. ในบางคราว แบ่งเรียกบางอย่างว่าอาสวะ บางอย่างว่าอนุสัย บางอย่างว่าสังโยชน์ บางอย่างว่าคันถะ บางอย่างว่าอกุศลจิตตุปบาท และอื่น ๆ อีก ในบางคราว รวมเรียกว่ากิเลส. คนอยากได้เพราะอาสวะประเภทใดเป็นเหตุ อาสวะนั้น จัดเป็นกามาสวะ. คนอยากเป็นอยู่ อยากเกิดเพราะอาสวะประเภทใดเป็นเหตุ อาสวะนั้น จัดเป็นภวาสวะ. คนเขลา ไม่แ้จ้งเหตุอันควรจะรู้ได้ อย่างเรียกว่า เส้นผมบังภูเขา เพราะอาสวะใดเป็นเหตุ อาสวะนั้นจัดเป็นอวิชชาสวะ.


(๕๑) กรรม ๓
๑. กายกรรม กรรมทำด้วยกาย
๒. วจีกรรม กรรมทำด้วยวาจา
๓. มโนกรรม กรรมทำด้วยใจ.
ม. ม. ๑๓/๕๖.


(๕๒) ทวาร ๓
๑. กายทวาร ทวารคือกาย
๒. วจีทวาร ทวารคือวาจา
๓. มโนทวาร ทวารคือใจ.
มงฺ. ที. วินัย. ๑/๒๓๗.
   อธิบาย: ปาณาติบาตก็ดี อทินนาทานก็ดี จัดเป็นกายกรรม. ทำเองจัดเป็นทางกายทวาร ใช้ให้เขาทำ จัดเป็นทางวจีทวาร. มุสาวาท จัดเป็นวจีกรรม พูดทางปากจัดเป็นทางวจีทวาร. ทำกายวิการ เช่น จะรับพยักหน้า จะปฏิเสธ สั่นศีรษะ จัดเป็นทางกายทวาร. อภิชฌา เป็นมโนกรรม จับลูบคลำพัสดุที่อยากได้ แต่ไม่ได้มีไถยจิต จัดเป็นทางกายทวาร บ่นว่าทำอย่างไรดีหนอจักได้พัสดุนั้น จัดเป็นทางวจีทวาร เป็นแต่รำพึงในใจ จัดเป็นทางมโนทวาร ในฝ่ายกุศลพึงรู้โดยนัยนี้.


(๕๓) ญาณ ๓
๑. อตีตังสญาณ ญาณในส่วนอดีต
๒. อนาคตังสญาณ ญาณในส่วนอนาคต
๓. ปัจจุปปันนังสญาณ ญาณในปัจจุบัน.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๒.
   อธิบาย: ปัญญาอันรู้จักสาวหาเหตุการณ์ในหนหลัง อันบันดาลให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน จัดเป็นอตีตังสญาณ. ปัญญาอันรู้จักคาดเห็นผลในอนาคตอันจักบันดาลเกิด เพราะเหตุการณ์ในปัจจุบัน หรือในอนาคตด้วยกัน จัดเป็นอนาคตังสญาณ. ปัญญาอันรู้จักว่าควรทำอย่างไร ในเมื่อเหตุหรือผลเกิดในทันใด จัดเป็นปัจจุปปันนังสญาณ.


(๕๔) ญาณ ๓ (๒)
๑. สัจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ
๒. กิจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ
๓. กตญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว.
สํ. มหา. ๑๙/๕๓๐.
   อธิบาย: ปรีชาหยั่งรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา จัดเป็นสัจจญาณ. ปรีชาหยั่งรู้ว่า ทุกข์เป็นธรรมชาติที่ควรรู้รอบ. ทุกขสมุทัยเป็นสภาพที่ควรละเสีย. ทุกขนิโรธเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นธรรมชาติที่ควรทำให้เกิด. จัดเป็นกิจจญาณ. ปรีชาหยั่งรู้กิจ ๔ อย่างนั้นว่าทำสำเร็จแล้ว จัดเป็นกตญาณ. ญาณ ๓ นี้ เป็นไปในสัจจะ ละ ๓ ๆ ๔ สัจจะ จึงเป็น ๑๒ เรียกว่า มีวนรอบ ๓ ใน ๔ อริยสัจ มีอาการ ๑๒.


(๕๕) ตัณหา ๓
๑. กามตัณหา ตัณหาในกาม
๒. ภวตัณหา ตัณหาในภพ
๓. วิภวตัณหา ตัณหาในความปราศจากภพ.
องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๔๙๔.
   อธิบาย: ความอยากได้อยากพ้นอย่างแรง ที่เรียกว่าทะยาน ว่าดิ้นรน จัดว่าเป็นตัณหา. ความอยากได้วัตถุกามอันยังไม่ได้ และความหมกมุ่นอยู่ในวัตถุกามอันได้แล้ว จัดเป็นกามตัณหา. ความอยากเป็นอยู่ในภพที่เกิดด้วยอำนาจความอาลัย และความอยากเกิดในภพที่ปรารถนาต่อไป จัดเป็นภวตัณหา. ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่สงเคราะห์เข้าในประเภทนี้ด้วย. ความอยากไม่เป็นอยู่ในภพที่เกิด คือความอยากตามเสีย ด้วยอำนาจความเบื่อหน่าย และความอยากดับศูนย์ไม่เกิดในภพนั้น ๆ อีก จัดเป็นวิภวตัณหา. ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ สงเคราะห์เข้าในประเภทนี้ด้วย.


(๕๖) ทิฏฐิ ๓
๑. อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ
๒. อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้
๓. นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี.
ม. ม. ๑๓/๑๑๑.
   อธิบาย: ความเห็นของบางคนว่า ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจัดว่าชั่ว ไม่มีคนรู้ไม่มีคนจับได้ ไม่มีคนลงโทษ ก็เปล่าทั้งนั้น. ต่อมีคนรู้จับได้ และลงโทษต่างหากจึงให้โทษ. ส่วนซึ่งจัดว่าดี ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนชม ไม่มีคนให้บำเหน็จบำนาญ ก็เปล่าทั้งนั้นเหมือนกัน. ต่อมีคนรู้แล้วชมและให้บำเหน็จบำนาญต่างหาก จึงให้คุณ นี้จัดเป็นอกิริยทิฏฐิ. ความเห็นของบางคนว่า อันคนเราได้ดีหรือได้ร้าย ตามคราวที่เคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย ถึงคราวเคราะห์ดีก็ได้ดีเอง ทำอะไรมีคนชม ช่วยสนับสนุนชุบเลี้ยง ลาภยศเกิดขึ้นตามกัน ถึงคราวเคราะห์ร้ายสิ ทำอะไรมีคนติ เข้าขัดขวางตัดรอน ขาดลาภยศลงตามกัน นี้จัดเป็นอเหตุกทิฏฐิ. ความเห็นของบางคนว่า สัตว์บุคคลไม่มี ต่างเป็นแต่ธาตุประชุมกัน เกื้อกูลกันหรือทำร้ายกัน ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป ธาตุอย่างหนึ่งถึงกันเข้ากับธาตุอีกอย่างหนึ่งต่างหาก เช่น ไฟเผาต้นไม้ให้ตาย จัดว่าไฟได้บาปหรือ นี้จัดเป็นนัตถิกทิฏฐิ. อกิริยทิฏฐิ ปฏิเสธลำพังการทำถือปัจจัยภายนอก คือบุคคลเป็นผู้อำนวย ผิดคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือว่าการทำนั้นเองเป็นเหตุ เช่น คนปล้นเอาทรัพย์ของเขา แม้เขายังจับไม่ได้ ก็ได้ความร้อนใจ และเที่ยวหนีซุกซ่อน คนบริจาคทรัพย์ของตนช่วยเกื้อกูลคนอื่น แม้ไม่ได้ผลภายนอก ก็ยังได้ความเบิกบานใจตนเอง และการทำนั้นย่อมให้ผลในคราวต่างกัน ด้วยอำนาจแห่งประโยคสมบัติ. อเหตุกทิฏฐิ ปฏิเสธเหตุอันไม่ปรากฏ ถือปัจจัยภายนอกคือคราวเป็นผู้อำนวย ผิดคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือว่าสังขตธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ แม้ไม่ปรากฏว่าอะไรเป็นเหตุแห่งธรรมชื่อนั้น แม้อย่างนั้น ธรรมชื่อนั้นก็คงเกิดแต่เหตุอยู่นั่นเอง เป็นแต่เหตุนั้นยังไม่ปรากฏ ที่ท่านจับต้นเค้า เรียกว่าอวิชชา. นัตถิกทิฏฐิ ปฏิเสธด้วยประการทั้งปวง ซึ่งสมมติสัจจะและคติแห่งธรรมดา อันเนื่องด้วยเหตุและผล ย่นเรียกว่ากัมมัสสกตา ผิดคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่รับสมมติสัจจะและคติแห่งธรรมดา คือ กัมมัสสกตาแม้รู้อยู่สัตว์บุคคลโดยสมมตินั้น เป็นแต่ธาตุประชุมกันก็จริง แต่ตกอยู่ในคติแห่งธรรมดา คือ กัมมัสสกตา ทิฏฐิ ๓ นี้ จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด จัดเป็นนิยตทิฏฐิ ความเห็นอันดิ่งลง ยากที่จะถอนออกรวมเรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ.


(๕๗) เทพ ๓
๑. สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ
๒. อุปปัตติเทพ เทวดาโดยกำเนิด
๓. วิสุทธิเทพ เทวดาโดยความบริสุทธิ์.
ขุ. จูฬ. ๓๐/๑๑๒.
   อธิบาย: พระราชา พระเทวี และพระราชกุมาร จัดเป็นสมมติเทพ. ภุมมเทวดาสิงอยู่ ณ ภพนี้ ที่ต้นไม้บ้าง และที่วัตถุอื่น ๆ บ้าง ซึ่งเรียกว่าพระภูมิบ้าง วัตถุเทวดาบ้าง และอากาสัฏฐกเทวดาสิงอยู่ในอากาศ ต่างโดยเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง จัดเป็น อุปปัตติเทพ. พระอรหันต์ จัดเป็นวิสุทธิเทพ.


(๕๘) ธรรมนิยาม ๓
๑. สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง
๒. สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์
๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา.

องฺ. ติก. ๒๐/๓๖๘.
   อธิบาย: สภาพอันได้ชื่อว่าสังขารใน ๒ บทข้างต้นนั้น เพราะประกอบด้วยสังขตลักษณะ ตกอยู่ในคติแห่งธรรมดา คือต้องแปรผัน ที่เป็นอุปาทินนกะต้องเสวยทุกข์. สภาพอันได้ชื่อว่าธรรมในบทหลังนั้น หมายเอาสภาพทั้งเป็นสังขาร ทั้งเป็นวิสังขาร เพราะพระนิพพานก็จัดว่าเป็นอนัตตา แต่จัดว่าเป็นธรรมไม่แปรผัน และไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่ได้ใน ๒ บทข้างต้น จึงใช้ศัพท์ธรรมในบทหลัง. โดยนัยนี้ สังขารอันไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ ต้องเป็นอนัตตาด้วย. ๓ บทนี้ ธรรมฐิติ ก็เรียก.


(๕๙) นิมิตต์ ๓
๑. ปริกัมมนิมิตต์ นิมิตในบริกรรม
๒. อุคคหนิมิตต์ นิมิตติดตา
๓. ปฏิภาคนิมิตต์ นิมิตเทียบเคียง.
อภิ. สงฺ. ๕๑.
   อธิบาย: ภิกษุผู้เจริญกัมมัฏฐาน เพ่งดูวัตถุอย่างในอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ คือกสิณ ๑๐ หรืออสุภ ๑๐ วัตถุนั้นที่ภิกษุเพ่งดูและนึกเป็นอารมณ์ ซึ่งเรียกว่าบริกรรม จัดเป็นบริกัมมนิมิต. ภิกษุเพ่งดูวัตถุนั้นจนติดตา หลับตาเห็น จัดเป็นอุคคหนิมิต. ในลำดับนั้น ภิกษุอาจนึกขยายส่วนหรือย่นส่วน แห่งอุคคหนิมิตนั้นได้ สมรูปสมสัณฐาน จัดเป็นปฏิภาคนิมิต.


(๖๐) ภาวนา ๓
๑. ปริกัมมภาวนา ภาวนาในบริกรรม
๒. อุปจารภาวนา ภาวนาเป็นอุปจาร
๓. อัปปนาภาวนา ภาวนาเป็นอัปปนา.
อภิ. สงฺ ๕๑.
   อธิบาย: กิริยาที่ทำบริกรรมในขณะเจริญกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เพ่งดูวัตถุดังกล่าวแล้วในนิมิตต์ ๓ ก็ดี ทั้งเป็นแต่ลำพังนึก เช่น เจริญอนุสสติก็ดี จัดว่าปริกัมมภาวนา ภาวนาในขณะอุคคหนิมิตต์ปรากฏ ในการเจริญกัมมัฏฐานเพ่งดูวัตถุ หรือในขณะนิวรณ์สงบ ในการเจริญกัมมัฏฐานเป็นแต่ลำพังนึก จัดว่าอุปจาร แปลว่าภาวนาเฉียดหรือภาวนาใกล้เข้าไป. ภาวนาในขณะปฏิภาคนิมิตต์ปรากฏ ในการเจริญกัมมัฏฐานเพ่งดูวัตถุ จัดเป็นอัปปนาภาวนา แปลว่า ภาวนาแน่แน่ว. ในการเจริญกัมมัฏฐานเป็นแต่ลำพังนึก ท่านว่าไม่ถึงอัปปนา.


(๖๑) ปริญญา ๓
๑. ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยการรู้
๒. ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา
๓. ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละเสีย.
ขุ. มหา. ๒๙/๖๐.
   อธิบาย: ญาตปริญญา กำหนดรู้ปัญจขันธ์เป็นต้นโดยวิภาค ได้แก่รู้จักแยกออกจากสังขาร คือสิ่งที่คุมกันอยู่. ตีรณปริญญา กำหนดพิจารณาเห็นโดยไตรลักษณ์. ปหานปริญญา กำหนดละฉันทราคะในปัญจขันธ์เป็นต้นนั้นเสีย.


(๖๒) ปหาน ๓
๑. ตทังคปหาน การละชั่วคราว
๒. วิกขันภนปหาน การละด้วยการสะกดไว้
๓. สมุจเฉทปหาน การละด้วยตัดขาด.
วิ. ญาณทสฺสน. ตติย. ๓๔๙.
   อธิบาย: ตทังคปหาน ได้แก่การละกิเลส และบาปธรรมของสามัญชน. วิกขัมภนปหาน ได้แก่การละของชนผู้ได้ฌาน. สมุจเฉทปหาน ได้แก่ การละด้วยอริยมรรคของพระอริยบุคคล.


(๖๓) ปาฏิหาริยะ ๓
๑. อิทธิปาฏิหาริยะ ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์
๒. อาเทสนาปาฏิหาริยะ ดักใจเป็นอัศจรรย์
๓. อนุสาสนีปาฏิหาริยะ คำสอนเป็นอัศจรรย์.
ที. สี. ๙/๒๗๓. องฺ. ติก. ๒๐/๒๑๗.
   อธิบาย: การแสดงฤทธิ์ได้พ้นของสามัญมนุษย์ เช่น นิรมิตตัวได้ต่าง ๆ ล่องหนได้ ดำดินได้ เดินน้ำได้ เหาะได้ ท่านจัดเป็นปาฏิหาริยะ. การดักใจทายใจคนได้ ท่านจัดเป็นปาฏิหาริยะอย่างหนึ่ง. คำสั่งสอนอันอาจจูงใจคนให้นิยมไปตาม ท่านจัดเป็นปาฏิหาริยะอย่างหนึ่ง. ปาฏิหาริยะ ๓ นี้ ท่านว่ามีในสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า. และยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริยะว่า เป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่า ๒ อย่างข้างต้น.


(๖๔) ปิฎก ๓
๑. พระวินัยปิฎก หมวดพระวินัย
๒. พระสุตตันตปิฎก หมวดพระสูตร
๓. พระอภิธรรมปิฎก หมวดพระอภิธรรม.
วิ. ปริวาร. ๘/๑๒๔.
   อธิบาย: ศัพท์ว่าปิฎก เป็นชื่อแห่งกระจาดหรือตระกร้า เอามาใช้ในที่นี้ ด้วยหมายเอาความว่า เป็นหมวดที่รวบรวม ดุจกระจาดเป็นที่รวมสิ่งของต่าง ๆ มีผักต่าง ๆ ที่ซื้อมาจากตลาดเป็นต้น. ปาพจน์ในที่นี้ท่านแบ่งเป็น ๓ พระวินัยคงที่ พระธรรมแบ่งออกเป็น ๒ หมวดที่แสดงโดยบุคคลาธิษฐาน หรือเจือด้วยบุคคลาธิษฐาน จัดเป็นพระสุตตันตะ ๑. หมวดที่แสดงโดยธรรมาธิษฐานล้วน จัดเป็นพระอภิธรรม ๑.ทั้ง ๓ นี้ เป็นหมวดหนึ่ง ๆ ที่รวบรวมปกรณ์มีประเภทเดียวกัน จึงจัดเป็นปิฎกหนึ่ง ๆ.


(๖๕) พุทธจริยา ๓
๑. โลกัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก
๒. ญาตัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติ หรือโดยฐานเป็นพระญาติ
๓. พุทธัตถจริยา ทรงประพฤติประโยชน์ โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้า.
มโน. ปู. ปฐม. ๑๐๔.
   อธิบาย: โลกัตถจริยานั้น ได้แก่ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่มหาชน ที่นับว่าสัตวโลกทั่วไป เช่น ทรงแผ่พระญาณเล็งดูสัตวโลกทุกเช้าค่ำ ผู้ใดปรากฏในข่ายพระญาณ เสด็จไปโปรดผู้นั้น กล่าวสั้นทรงสงเคราะห์คนทั้งหลายโดยฐานเป็นเพื่อมนุษย์ด้วยกัน นับเข้าในข้อนี้. ญาตัตถจริยา ได้แก่ทรงสงเคราะห์พระญาติโดยฐานเป็นพระญาติ เช่น ทรงพระอนุญาตให้พวกศากยะผู้เป็นพระญาติ และเป็นเดียรถีย์ จะเข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาส ๔ เดือน ก่อนเหมือนพวกเดียรถีย์อื่น นี้เป็นญาตัตถจริยาโดยเฉพาะ. เมื่อเพ่งถึงพระพุทธจริยา อันเป็นไปเพื่อสงเคราะห์พระญาติ การเสด็จไปเทศนาโปรดพระญาติ ณ นครกบิลพัสดุ์ก็ดี การเสด็จไปห้ามพระญาติฝ่ายศากยะและโกลิยะ ผู้วิวาทกันด้วยแย่งน้ำเข้านาก็ดี จัดเข้าในข้อนี้ก็ได้. พุทธัตถจริยานั้น ได้แก่พระพุทธกิจ ที่ทรงบำเพ็ญให้เป็นประโยชน์แก่มหาชน โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้า เช่น ทรงบัญญัติสิกขาบทอัน เป็นอาทิพรหมจรรย์บ้าง อันเป็นอภิสมาจารบ้าง เพื่อข่มพวกภิกษุหน้าด้าน ไม่ละอาย ซึ่งเรียกว่า "ทุมมังกุ" ผู้เก้อยาก คือผู้ไม่ค่อยรู้จักอายบ้าง เรียกว่าอลัชชี ผู้ไม่มียางอายบ้าง และเพื่อวางระเบียบ นำความประพฤติแห่งพวกภิกษุผู้รักดีรักงาม ซึ่งเรียกว่าเปสละบ้าง ผู้มีอายเรียกว่าลัชชีบ้าง และทรงแสดงธรรม ประกาศพระศาสนา ให้บริษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิตรู้ทั่วถึงธรรม ประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบมา. กล่าวสั้น ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า นับเข้าในข้อนี้.


(๖๖) ภพ ๓
๑. กามภพ ด้แก่ภพเป็นกามาวจร
๒. รูปภพ ได้แก่ภพเป็นรูปาวจร
๓. อรูปภพ ได้แก่ภพเป็นอรูปาวจร.
ม. ม. ๑๒ ๕๓๙.
   อธิบาย: ภพเป็นกามาวจรนั้น หมายเอาโลกเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ผู้เสพกาม คือ นรก มนุษยโลก สวรรค์ ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตตี. ภพเป็นรูปาวจรนั้น หมายเอาชั้นพรหมมีรูป ๑๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นพรหมปาริสัชชะ ถึงชั้นอกนิฏฐะ. ภพเป็นอรูปาวจรนั้น หมายเอาชั้นพรหมไม่มีรูป ๔ ชั้น ตั้งแต่ชั้นอากาสานัญจายตนะ ถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ.


(๖๗) โลก ๓
๑. สังขารโลก โลกคือสังขาร
๒. สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์
๓. โอกาสโลก โลกคือแผ่นดิน.
วิ. ฉอนุสฺสติ. ปฐม. ๒๖๒.
   อธิบาย: สังขารโลก ท่านหมายเอาสภาวธรรม อันเป็นไปตามคติแห่งธรรมดา มีเบญจขันธ์เป็นตัวอย่าง. สัตวโลก ได้แก่สังขารมีวิญญาณ สงเคราะห์ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์ดิรัจฉาน. โอกาสโลก ได้แก่แผ่นดินอันเป็นที่อาศัยแห่งหมู่สัตว์. ศัพท์ว่าสังขารในที่อื่น หมายเอาทั้งสัตว์ทั้งพัสดุอื่น ไม่ได้หมายเอาสภาวธรรม ที่แยกกระจายออกแล้ว เมื่อแยกสัตว์ออกเป็นโลกชนิดหนึ่งแล้ว สังขารโลก น่าจะได้แก่พวกกระบิลไม้ ที่เรียกในภาษามคธว่า "ภูตคาม" อันเป็นอนุปาทินนกสังขาร แปลกจากสัตว์โดยอาการไม่มีใจครอง แปลกจากโอกาสโลก โดยอาการรู้จักเป็นรู้จักตาย. เมื่อถือเอาความอย่างนี้ โอกาสโลกก็เป็นที่อาศัยของสังขาร คือพวกกระบิลไม้นั้นด้วย. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่าสังขาร หมายเอาสภาพผู้ปรุงแต่ง กล่าวคือกรรมก็มี ได้ในคำว่า "สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ" วิญญาณ ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย โดยนัยนี้ สังขารโลก ก็น่าจะได้แก่ กรรมอันปรุงแต่งสัตวโลกกับโอกาสโลก อันเป็นที่อาศัยให้เจริญหรือทราม. ขอนักธรรมพิจารณาดูเถิด.


(๖๘) โลก ๓ (๒)
๑. มนุษยโลก ได้แก่โลกที่เราอาศัยอยู่นี้
๒. เทวโลก ได้แก่สวรรค์กามาพจร ๖ ชั้น
๓. พรหมโลก ได้แก่สวรรค์ชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น.
ป. สู. ทุติย. ๒๖๙.


(๖๙) วัฏฏะ [วน] ๓
๑. กิเลสวัฏฏะ วนคือกิเลส
๒. กัมมวัฏฏะ วนคือกรรม
๓. วิปากวัฏฏะ วนคือวิบาก.
อภิ. สงฺ. ๔๖.
   อธิบาย: สภาพ ๓ นี้ ได้ชื่อว่า วน เพราะหมุนเวียนกันไป คือ กิเลสเกิดขึ้นแล้วให้ทำกรรม ครั้นทำกรรมแล้ว ย่อมได้รับวิบากแห่งกรรม เมื่อได้รับวิบาก กิเลสเกิดขึ้นอีก วนกันไปอย่างนี้ กว่าพระอรหัตตมรรคจะตัดให้ขาดลง เรียกบอกประเภทว่า ไตรวัฏฏะ.


(๗๐) วิชชา ๓
๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้จักระลึกชาติได้
๒. จุตูปปาตญาณ รู้จักกำหนดจุติและเกิด
๓. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น.
องฺ. ทสก. ๒๔/๒๒๖.
   อธิบาย: นิทเทสแห่งปุพเพนิวาสานุสสติญาณว่า ระลึกชาติ ถอยหลังเข้าไปได้ตั้งแต่ชาติหนึ่งสองชาติจนตั้งหลาย ๆ กัลป์ว่า ในชาติที่เท่านั้น ได้มีชื่อ มีโคตร มีผิวพรรณ มีอาหารอย่างนั้น ๆ ได้เสวยสุข ได้เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีอายุเท่านั้น จุติจากนั้นแล้ว ได้เกิดในชาติที่เท่าโน้น ได้เป็นอย่างนั้น ๆ แล้วมาเกิดในชาตินี้.
     นิทเทสแห่งจุตูปปาตญาณว่า มีจักษุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักษุสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ที่กำลังจุติก็มี กำลังเกิดก็มี เลวก็มี ดีก็มี มีผิวพรรณงามก็มี มีผิวพรรณไม่งามก็มี ได้ดีก็มี ตกยากก็มี รู้ชัดว่าเหล่าสัตว์เป็นตามกรรม. วิชชาที่ ๒ นี้เรียกว่า ทิพพจักขุญาณก็มี.
     นิทเทสแห่งอาสวักขยญาณว่า รู้ชัดตามจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุเกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ทางไปถึงความดับอาสวะ เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ จิตพ้นแล้วจากกามาสวะ ภาวสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กรณียะทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะต้องทำเช่นนี้ไม่มีอีก. วิชชา ๓ นี้ ญาณ ๓ ก็เรียก. วิชชา ๓ นี้ ท่านกล่าวว่า เป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธญาณ อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบรรลุมาโดยลำดับ ในยามสามแห่งราตรี. ความระลึกชาติได้ ดังแสดงไว้ในนิทเทส เป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณได้อย่างไร น่าพิจารณาดู หรือว่าระลึกชาติได้เช่นนั้นแล้ว หายตื่นหายหวาดในความเวียนเกิดเวียนตาย เห็นเป็นคติแห่งธรรมดา เกิดอนัตตานุปัสสนาขึ้นเอง เช่นนี้ชอบกลอยู่. ญาณนี้ท่านกล่าวว่า กำจัดโมหะกำบังขันธสันดาน ส่อว่าเป็นอนัตตานุปัสสนา สมเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ. จุตูปปาตญาณ ปรารภเหล่าสัตว์อื่นผู้เวียนเกิดเวียนตาย ดุจเดียวกับบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปรารภตนตามนิทเทส เดิมปรารภคติแห่งสัตว์นั้นด้วย ดูเหมือนแสดงว่า ไม่ใช่แต่เวียนเกิดเวียนตายเท่านั้น เป็นคติแห่งธรรมดา ความเป็นไปตามอำนาจกรรม ก็เป็นคติแห่งธรรมดาอีกเหมือนกัน. ญาณนี้ ท่านกล่าวว่า กำจัดโมหะกำบังกัมมัสสกตา จะกล่าวว่ากำจัดโมหะเป็นเหตุเชื่อถือไร้เหตุ เช่น สีลัพพตปรามาสและมิจฉาทิฏฐิก็ได้ จัดเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณชอบอยู่. อาสวักขยญาณ ไม่ทำกิจเพียงรู้เท่านั้น รู้จักน้อมความรู้นั้นมาเป็นอุปการะ ทำอาสวะให้สิ้นได้ด้วย จัดเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณชอบแท้. ในความแห่งวิชชา ๓ นี้มีอยู่เพียงไร ขอนักธรรมจงสอดส่องถือเอาเอง.


(๗๑) วิโมกข์ ๓
๑. สุญญตวิโมกข์
๒. อนิมิตตวิโมกข์
๓. อัปปณิหิตวิโมกข์
.
ขุ. ปฏฺ. ๓๑/๒๙๘.


(๗๒) สมาธิ ๓
๑. สุญญตสมาธิ
๒. อนิมิตตสมาธิ
๓. อัปปณิหิตสมาธิ.

องฺ. ติก. ๒๐/๓๘๕.
   อธิบาย: ศัพท์ว่า วิโมกข์ นั้นแปลว่า พ้น หมายความว่าพ้นจากกิเลส ได้แก่พระอรหัต. พระอรรถกถาจารย์แก้ว่า ชนิดที่ได้ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์นั้น เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ. ชนิดที่ได้ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์นั้น เพราะหาราคะ โทสะ โมหะ เป็นนิมิต คือ เครื่องหมาย มิได้. ชนิดที่ได้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์นั้น เพราะหา ราคะ โทสะ โมหะ เป็นปณิธิ คือที่ตั้งมิได้. แก้อย่างนี้ความยังไม่ต่างจากกันออกไป โดยความ ทั้ง ๓ ชนิดนั้นไม่สัมปยุตด้วย ราคะ โทสะ โมหะ จัดว่าเป็นประเภทเดียวกัน. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ทั้ง ๓ ชนิดนั้น คงมีลักษณะหรืออารมณ์ต่างกัน ไม่เช่นนั้นแยกประเภทไว้ทำอะไร เรียกว่าวิโมกข์เท่านั้นก็พอ. ความเห็นย่อของข้าพเจ้าว่า ได้แก่โลกุตตรธรรมสัมปยุตด้วยสมาบัติ มีอารมณ์ชนิดนั้น ส่วนสมาธินั้น ได้แก่ตัวสมาบัติชนิดนั้น. จักออกมติมากไปก็จักเป็นคาดคะเน ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.


(๗๓) วิเวก ๓
๑. กายวิเวก สงัดกาย
๒. จิตตวิเวก สงัดจิต
๓. อุปธิวิเวก สงัดกิเลส.
ขุ. มหา. ๒๙/๒๙. ๑๗๐.
   อธิบาย: อยู่ในที่สงัด จัดเป็นกายวิเวก. ทำจิตให้สงบด้วยสมถภาวนา จัดเป็นจิตตวิเวก. ทำใจให้บริสุทธ์จากกิเลส ด้วยวิปัสสนาภาวนา จัดเป็นอุปธิวิเวก.


(๗๔) สังขตลักษณะ ๓
๑. ความเกิดขึ้นปรากฏ
๒. ความดับปรากฏ
๓. เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ.

องฺ. ติก. ๒๐/๑๙๒.
   อธิบาย: สองบทข้างต้น ชัดแล้ว. อุทาหรณ์บทหลัง คนเป็นเด็กแล้ว แปรเป็นหนุ่ม แล้วแปรเป็นแก่.


(๗๕) สังขาร ๓
๑. กายสังขาร สภาพอันแต่งกาย
๒. วจีสังขาร สภาพอันแต่งวาจา
๓. จิตตสังขาร สภาพอันแต่งจิต.
ม. มู. ๑๒/๙๙.
   อธิบาย: ลมอัสสาสะปัสสาสะ ได้ชื่อว่ากายสังขาร เพราะปรนปรือกายให้เป็นอยู่. วิตกกับวิจาร ได้ชื่อว่าวจีสังขาร เพราะตรึกแล้วตรองแล้วจึงพูด ไม่เช่นนั้นวาจานั้น จักไม่เป็นภาษา เช่น คำของคนละเมอ หรือของคนเพ้อ. สัญญากับเวทนา ได้ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะย้อมจิตให้มีประการต่าง ๆ ดุจน้ำย้อมอันจับผ้า.


(๗๖) สัทธรรม ๓
๑. ปริยัตติสัทธรรม ได้แก่คำสั่งสอน
๒. ปฏิปัตติสัทธรรม ได้แก่ความปฏิบัติ
๓. ปฏิเวธสัทธรรม ได้แก่มรรค ผล นิพพาน.
ป. สู. ตติย. ๕๒๓.


(๗๗) สมบัติ ๓
๑. มนุษย์สมบัตสมบัติในมนุษย์
๒. สวรรค์สมบัติ สมบัติในสวรรค์
๓. นิพพานสมบัติ สมบัติคือพระนิพพาน.
ขุ. อุ. ๒๕/๑๒.


(๗๘) สิกขา ๓
๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือศีลยิ่ง
๒. อธิจิตตสิกขา สิกขาคือจิตยิ่ง
๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญายิ่ง
องฺ. ติก. ๒๐/๒๙๔.
   อธิบาย: ปฏิปทาที่ตั้งไว้เพื่อศึกษา คือ ฝึกหัดไตรทวารไปตาม ชื่อว่าสิกขา. ในเบื้องต้น ควรหัดปฏิบัติรักษามารยาทกายวาจาให้เรียบร้อย ปราศจากโทษสมควรแก่หมู่ก่อน นี้จัดเป็นสีลสิกขา. ในลำดับนั้น ควรหัดรักษาจิตให้อยู่ในอำนาจ อาจทำให้แน่แน่วควรแก่การงานในคราวต้องการ นี้จัดเป็นจิตตสิกขา. ในที่สุด ควรหัดใช้ปัญญา ให้รอบรู้สภาวธรรม อันเป็นไปด้วยความเป็นเหตุและผลแห่งกันและกัน จัดเป็นปัญญาสิกขา. เพ่งธรรมอันอุกฤษฏ์ เรียกว่า อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา.


(๗๙) โสดาบัน ๓
๑. เอกพีชี
๒. โกลังโกละ
๓. สัตตักขัตตุปรมะ.

องฺ. ทสก. ๒๔/๑๒๙.
   อธิบาย: พระอริยบุคคล ผู้ได้บรรลุอริยผลทีแรก เรียกว่า พระโสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสพระนิพพาน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่ว่าจะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า มีประเภทเป็น ๓. ท่านผู้เยี่ยมในชั้นนี้ มีคติในมนุษยโลก หรือในเทวโลกอีกเพียงคราวเดียว จักบรรลุพระอรหัตตผลในภพที่เกิดนั้น เรียกว่าเอกพีชี แปลว่า มีพืชคือภพอันเดียว. พระโสดาบันเอกพีชีนี้ออกจะดีกว่าพระสกทาคามี ผู้จะต้องไปเกิดในเทวโลกหนหนึ่งก่อน จุติจากนั้นแล้ว จึงจักมายังมนุษยโลกนี้ และได้บรรลุพระอรหัต. ท่านผู้ท่องเที่ยวเกิดอยู่ในภพ ๒-๓ ภพแล้ว จึงได้บรรลุพระอรหัต เรียกว่าโกลังโกละ แปลว่าไปสู่กุละจากกุละ. กุละนี้หมายเอาภพ. ท่านผู้ท่องเที่ยวเกิดอยู่ช้ากว่านี้ แต่อย่างนานเพียง ๗ ชาติ และได้บรรลุพระอรหัต เรียกว่าสัตตักขัตตุปรมะ แปลว่า มี ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง.

 


     
 
 หน้าแรก  ประวัติวัด  แผนที่ตั้ง ถาวรวัตถุ  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ลำดับเจ้าอาวาส   จำนวนพระสงฆ์   วันสำคัญทางศาสนา   วันพระตามปักษ์
ตารางแสดงธรรม  ตารางอบรมกรรมฐาน  พุทธศาสนาวันอาทิตย์  ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ) หนังสือธรรมะ  แฟ้มภาพ  บอร์ดสนทนา
© Copyright 2004 Watsomanas.com All Right Reserved.