หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
วันพระหรือวันธัมมัสสวนะ
     วันธรรมสวนะ คือ วันกำหนดประชุม ฟังธรรม ที่เรียกเป็นคำสามัญทั่วไปว่า "วันพระ" เป็นประเพณีนิยม ของพุทธบริษัท ที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้ว แต่ครั้งพุทธกาล โดยถือว่า การฟังธรรมตามกาล ที่กำหนดเป็นประจำไว้ ย่อมก่อให้เกิดสติปัญญา และสิริมงคลแก่ผู้ฟัง อย่างน้อย ได้รับธรรมสวนานิสงส์อยู่เสมอ. วันกำหนดฟังธรรมนี้ พระพุทธเจ้า ทรงปัญญัติไว้ ๔ วันในเดือนหนึ่ง ๆ คือ วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ ของปักข์ทั้งข้างขึ้น และข้างแรม นับโดยจันทรคติ. วันทั้ง ๔ จึงถือกันเป็นวันกำหนดประชุม ฟังธรรมโดยปกติ นี้ และนิยมเป็นวันรักษาปกติอุโบสถ สำหรับฆราวาส ผู้ต้องการอบรมกุศลด้วย เพราะความมุ่งหมาย และเหตุผลมีเช่นนี้ การประชุมฟังธรรม ในวันธรรมสวนะ จึงมีพิธีกรรม ที่ต้องปฏิบัติเกิดขึ้น โดยนิยมเป็นระเบียบทั่วไป ดังนี้
 
อุโบสถ
     เป็นเรื่องของกุศลกรรม สำคัญประการหนึ่ง ของคฤหัสถ์ แปลว่าการเข้าจำ เป็นอุบายขัดเกลากิเลส อย่างหยาบให้เบาบาง และเป็นทาง แห่งความสงบระงับ อันเป็นความสุขอย่างสูงสุด ในพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชน ผู้อยู่ในฆราวาส วินัย จึงนิยมเอาใจใส่ หาโอกาสประพฤติปฏิบัต ิตามสมควร อุโบสถของคฤหัสถ์ ที่กล่าวนี้มี ๒ อย่าง คือ ปกติอุโบสถอย่าง ๑ ปฏิชาครอุโบสถอย่าง ๑. อุโบสถที่รับรักษากันตามปรกติ เฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่ง อย่างที่รับรักษา เป็นพิเศษกว่าปรกติ คือ รักษาคราวละ ๓ วัน จัดเป็นวันรับวันหนึ่ง วันรักษาวันหนึ่ง และวันส่งวันหนึ่ง เช่น จะรักษาอุโบสถ วัน ๘ ค่ำ ต้องรับและรักษามา แต่วัน ๗ ค่ำ ตลอดไปถึงสุดวัน ๙ ค่ำ คือ ได้อรุณใหม่ ของวัน ๑๐ ค่ำนั่นเอง จึงหยุดรักษา อย่างนี้เรียกว่า ปฏิชาครอุโบสถ. ทั้ง ๒ อย่างนี้ ต่างกัน เฉพาะวันที่รักษามากน้อยกว่ากันเท่านั้น และการรักษาอุโบสถทั้ง ๒ อย่างนี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ สมาทานรักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัด เป็นเอกัชฌสมาทาน มั่นคงอยู่ด้วย ความผูกใจ จนตลอดกาล ของอุโบสถ ที่ตนสมาทานนั้น จึงเป็นเหตุ ให้เกิดประโยชน์สำคัญ ดังกล่าวแล้ว การรักษาอุโบสถนี้ ประกอบด้วยพิธีกรรม ซึ่งปฏิบัติกันมาโดยระเบียบ ต่อไปนี้.
   
ระเบียบพิธี
     ๑. เมื่อตั้งใจ จะรักษาอุโบสถวันพระใด พึงตื่นแต่เช้ามืด ก่อนรุ่งอรุณ ของวันนั้น พอได้เวลารุ่งอรุณ ของวันนั้น พึงเตรียมตัวให้สะอาด เรียบร้อย ตลอดถึง การบ้วนปาก แล้วบูชาพระ เปล่งวาจา อธิษฐานอุโบสถ ด้วยตนเองก่อนว่า "อิมํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ พุทฺธปญฺญตฺตํ อุปโปสถํ อิมญฺจ รตฺตึ อิมญฺจ ทิวสํ สมฺมเทว อภิรกฺขิตุงฺ สทาทิยามิ" ความว่า "ข้าพเจ้าขอสมาทานอุโบสถ พุทธบัญญัติ อันประกอบ ด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดี มิให้ขาดมิให้ทำลาย ตลอดคืนหนึ่ง และวันหนึ่ง ในเวลาวันนี้" ดังนี้ .แล้วยับยั้งรอเวลาอยู่ ด้วยอาการสงบเสงี่ยม ตามสมควร รับประทานอาหารเช้าแล้ว ไปสู่สมาคม ณ วัดใดวัดหนึ่ง เพื่อรับสมาทานอุโบสถศีล ต่อพระสงฆ์ตามประเพณี
     ๒. โดยปรกติอุโบสถนั้น เป็นวันธรรมสวนะ ภายในวัด พระสงฆ์สามเณร ย่อมลงประชุมกัน ในพระอุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ เป็นต้น หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว บางแห่งมีทำบุญตักบาตรที่วัด ประจำทุกวันพระ. ภิกษุสามเณร ลงฉันอาหารบิณฑบาต พร้อมกันทั้งวัด เสร็จภัตตาหารแล้ว ขึ้นกุฏิทำสรีรกิจ พอสมควรแล้ว ลงประชุมพร้อมกัน อีกครั้งหนึ่ง ตอนสายประมาณ ๙.๐๐ นาฬิกา ต่อหน้าอุบาสกอุบาสิกา แล้วทำวัตรเช้า พอภิกษุสามเณรทำวัตรเสร็จ อุบาสกอุบาสิกา พึงทำวัตรเช้าร่วมกัน ตามแบบนิยมของวัดนั้น ๆ
     ๓. ทำวัตรจบแล้ว หัวหน้าอุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม พึงคุกเข่าประนมมือ ประกาศองค์อุโบสถ ทั้งคำบาลีและคำไทย ดังนี้
 
คำประกาศองค์อุโบสถ
     อชฺช โภนฺโต ปกฺขสฺส, อฏฺฐมี ทิวโส, เอวรูโป โข โภนฺโต ทิวโส, พุทฺเธน ภควตา, ปญฺญตฺตสฺส ธมฺมสฺวนสฺส เจว, ตทตฺถาย อุปาสกอุปาสิกานํ, อุโปสถสฺส จ กาโล โหติ, หนฺท มยํ โภนฺโต, สพฺเพ อิธ สมาคตา, ตสฺส ภควโต, ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา ปูชนตฺถาย, อิมญฺจ รตฺตึ อิมญฺจ ทิวสํ, อฏฺฐงฺคสมฺนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสิสฺสามาติ, กาลปริจฺเฉทํ กตฺวา, ตํ ตํ เวรมณึ อารมฺมณํ กริตฺวา, อวิกฺขิตฺตจิตฺตา หุตฺวา, สกฺกจฺจํ อุโปสถํ สมาทิเยยฺยาม, อีทิสํ หิ อุโปสถกาลํ ,สมฺปตฺตานํ อมฺหากํ ชีวิตํ, มานิรตฺถกํ โหตุ.
 
คำแปล
     ด้วยวันนี้ เป็นวันอัฏฐมี ดิถีที่แปดแห่งปักษ์ มาถึงแล้ว ก็แหละวันเช่นนี้ เป็นกาล ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ ให้ประชุมกันฟังธรรม และเป็นกาลที่จะรักษาอุโบสถ ของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่การ ฟังธรรมนั้นด้วย. เชิญเถิด เราทั้งหลายทั้งปวง ที่ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ พึงกำหนดกาลว่า จะรักษาอุโบสถ ตลอดวันหนึ่ง กับคืนหนึ่งนี้แล้ว พึงทำความเว้นโทษนั้น ๆ เป็นอารมณ์ อย่าให้จิตฟุ้งซ่านส่งไปอื่น พึงสมาทานองค์อุโบสถ ทั้งแปดประการ โดยเคารพเถิด เพื่อจะบูชา สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้านั้น ด้วยธรรมานุธรรมปฏิบัติ
     อนึ่ง ชีวิตของเราทั้งหลาย ที่ได้เป็นอยู่รอดมา ถึงวันอุโบสถเช่นนี้ จงอย่าได้ล่วงไปเสียเปล่า จากประโยชน์เลย ฯ
๔. เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว พระสงฆ์ผู้แสดงธรรม ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ อุบาสกอุบาสิกาทุกคน พึงนั่งคุกเข่า กราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำอาราธนา อุโบสถศีลพร้อมกัน ว่าดังนี้
มยํ ภนฺเต, ติสรเณ สห, อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ, อุโปสถํ ยาจาม. (ว่า ๓ จบ )ต่อนี้ ควรตั้งใจรับสรณคมน์ และศีลโดยเคารพ คือ ประนมมือ พึงว่าตามคำพูด ที่พระสงฆ์บอกเป็นตอน ๆ ไป คือ
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปี สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ตติยมปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ.
เมื่อพระสงฆ์ว่า "ติสรณคมนํ นิฏฺฐิตํ" พึงรับพร้อมกันว่า "อาม ภนฺเต"
แล้วท่านจะให้ศีลต่อไป ดังต่อไปน
ี้.
 
   (๑) ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และใช้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ฆ่า.
   (๒) อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากลักฉ้อข้าวของเขา ด้วยตนเอง และใช้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลักและฉ้อ.
   (๓) อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากประพฤติอสัทธรรม เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์.
   (๔) มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สามาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากเจรจาคำเท็จ คือคำไม่จริง.
   (๕) สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มกินเหล้า และเครื่องดอง ที่เป็นของมัวเมาทั้งปวง.
   (๖) วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือ ตั้งแต่พระอาทิตย์เที่ยงแล้วไป จนถึงเวลาอรุณตั้งขึ้นมาใหม่.
   (๗) นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานาเวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง และประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการละเล่น ที่เป็นข้าศึกแก่บุญแก่กุศล และทัดทรง ตกแต่งประดับประดาซึ่งร่างกาย ด้วยระเบียบดอกไม้ และของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่าง ๆ.
   (๘) อุจฺจาสยนมาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เว้นจากการนั่งนอน เหนือเตียงตั่งที่มีเท้าสูงกว่าประมาณ และที่นั่งที่นอนอันใหญ่ มีฟูกห่อภายใน ใช้นุ่นและสำลี และเครื่องปูลาด งามแล้วไปด้วยเงินและทองต่าง ๆ.
     อชฺเชกํ รตฺตินฺทิวํ, สมฺมเทว อภิรกฺขิตุง, อิมํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ,
พุทฺธปญฺญตฺตํ อุโปสถํ สมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอสมาทานอุโบสถ, อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการนี้, เป็นวัตร อันพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติไว้, เพื่อจะรักษาไป ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี, สิ้นวันหนึ่งคืนหนึ่ง ณ เวลาวันนี้, ขอกุศลอันนี้ จงเป็นอุปนิสัย, เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน ในอนาคตกาลนั้น เทอญฯ
   ต่อนี้พระสงฆ์จะว่า
"อิมานิ อฏฺฐสิกฺขาปทานิ อุโปสถสีลวเสน ตุมฺเหหิ, อุปาสกอุปาสิกาภูเตหิ, สาธุกํ กตฺวา รกฺขิตพฺพานิ"
พึงรับพร้อมกันว่า "อาม ภนฺเต" แล้วพระสงฆ์จะว่าอานิสงส์ศีลต่อไป ดังนี้
   "สีเลน สุคตึ ยนฺติ, สีเลน โภคสมฺปทา, สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺตึ, ตสฺมา สีลํ วิโสธเย. (รับว่า"สาธุ ภันเต)
พอท่านว่าจบ พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อนี้นั่งราบพับเพียบ ประนมมือฟังธรรม ซึ่งท่านจะได้แสดงต่อไป.

๖. เมื่อพระแสดงธรรมจบแล้ว ทุกคนพึงให้สาธุการ และสวดประกาศตนพร้อมกัน ดังนี้
   อหํ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต, อุปาสกตฺตํ เทสสึ ภิกฺขุสงฺฆสฺส สสมฺมุขา. เอตํ เม สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ, เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจเย. ยถาพลํ จเรยฺยาหํ สมฺมาสมฺพุทธสาสนํ, ทุกฺขนิสฺสรณสฺเสว ภาคี อสฺสํ อนาคเต.
๗. ต่อนี้ผู้รักษาอุโบสถ พึงยับยั้งอยู่ที่วัด ด้วยการนั่งสมาทานธรรมกันบ้าง ภาวนากัมมัฏฐาน ตามสัปปายะของตนบ้าง หรือจะท่องบ่นสวดมนต์ และอ่านหนังสือธรรมไร ๆ ก็ได้ถึงเวลา พึงรับประทานอาหารเพลให้เสร็จ ทันกาลก่อนเที่ยง เสร็จแล้วจะพักผ่อน หรือปฏิบัติอะไร ที่ปราศจากโทษ ก็แล้วแต่อัธยาศัย พอได้เวลาบ่ายหน้าเย็นจนค่ำ พึงประชุมกันทำวัตรค่ำ ตามแบบนิยมของวัดนั้น ๆ ในภาคบ่ายจนถึงเย็นนี้ บางแห่ง ทางวัด จัดให้มีเทศน์โปรด อีกกัณฑ์หนึ่ง.

 
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th