หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
วันเข้าพรรษา

ตรงกับ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ 
     ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ได้เสด็จ ไปยังทุกแห่งหน เพื่อสั่งสอนหลักธรรมอันประเสริฐ
จนมีพุทธสาวกมากมาย โดยมุ่งเน้น ให้เกิดประโยชน์สุข แก่หมู่มวลมนุษย์โลก พระองค์ได้เสด็จไปยัง
ถิ่นทุรกันดาร ในทุกฤดูกาล.

     ต่อมา ปรากฏว่าในช่วงพรรษา หรือช่วงฤดูฝนได้มีผู้ร้องขอ ต่อพระองค์ว่า ได้เกิดความเสียหายแก่ข้าวกล้า เพราะถูกเหยียบ โดยพุทธบริษัท ซึ่งไม่ได้เจตนา ดังนั้น พระองค์จึงออกพุทธบัญญัติ กำหนดให้พระสงฆ์ทุกรูป จำพรรษาเป็นหลักเป็นแหล่ง ในช่วงฤดูฝน โดยให้เริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 จนกระทั่งถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 นับเป็นเวลา 3 เดือน ในวันเข้าพรรษานี้ จะมีการทำบุญตักบาตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่พระภิกษุสามเณร รวมทั้งยังมีการถวาย เทียนพรรษา แก่วัดอีกด้วย. 
 

นิทานในเบื้องต้นมีว่า
     สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ตรัสรู้แล้ว เสด็จอยู่ ณ เวฬุวนาราม ป่าไผ่ เป็นที่พระราชาพระราชทานเหยื่อ แก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น การอยู่จำพรรษา พระบรมศาสดา ยังไม่ได้ทรงอนุญาต แก่พระภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ก็เที่ยวจาริกไป มิได้หยุดหย่อน ทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน. มนุษย์ทั้งหลาย ยกโทษติเตียนว่า "ไฉนพระสมณ ศากยบุตรทั้งหลาย จึงเที่ยวจาริกร่ำไป มิได้หยุดหย่อน ทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ย่ำเหยียบติณชาติ อันสดเขียว เบียดเบียนหญ้า มีชีวิตอินทรีย์อันเดียว และเบียดเบียนสัตว์ มีชีวิตอันเล็กน้อยทั้งหลาย เป็นอันมากให้ตกไป. แต่อัญญเดียรถีย์ ปริพพาชกทั้งหลาย ที่เป็นทุรากขาตธรรม ยังเร้นซ่อนสงบอยู่ ในฤดูฝน. แม้ถึงสกุณชาติ ก็ยังฉลาดทำรวงรัง อยู่ในฤดูฝน. ก็แต่สมณศากยบุตร ทั้งหลายเหล่านี้ ไฉนจึงเที่ยวจาริกไปทั้ง ๓ ฤดู มิได้รูกาล ที่จะสงบเงียบ เที่ยวย่ำเหยียบ ติณชาติอันสดเขียว มีชีวิตอินทรีย์อันเดียว ให้ย่อยยับ และเบียดเบียน สัตว์มีชีวิตเล็กน้อย เป็นอันมากฉะนี้. ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินมนุษย์ทั้งหลาย ติเตียนอยู่ฉะนั้น จึงนำความนั้น กราบทูล แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
     ลำดับนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระองค์อาศัยนิทานปกรณ์นี้ ทรงทำธรรมีกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ทรงอนุญาตว่า " อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสาเน วสฺสํ อุปคนฺตุง " ดังนี้ ความว่า "แน่ะภิกษุทั้งหลาย เราผู้ตถาคตอนุญาต เดือนให้เข้าถึงกาลฝน ในฤดูฝน"
ก็แหละการเข้าพรรษานั้น มี ๒ คือ
๑. ปุริมิกา วสฺสูปนายิกา (การเข้าพรรษาทีแรก) คือ วันพระจันทร์เต็มดวง เสวยฤกษ์ ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้ววันหนึ่ง คือ เป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๘ นี้เป็นวันเข้าพรรษาทีแรก ๑
๒. ปจฺฉิมิกา วสฺสูปนายิกา (วันเข้าพรรษาทีหลัง) คือ วันพระจันทร์เต็มดวง เสวยฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้วเดือน ๑ คือเป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๙ นี้เป็นวันเข้าพรรษาหลัง.
     เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุประสงค์ จะเจริญปฎิบัติบูชา อยู่จำพรรษา ตามพุทธานุญาตแล้ว เมื่อสงฆ์ประชุมกันพร้อมแล้ว ได้โอกาส พึงสมมติ เสนาสนคาหาปกะ ๒ องค์ หรือ ๓ องค์ หรือ ๔ องค์ก็ได้ เมื่อเธออันสงฆ์สมมติ แล้วนั้น จะได้ยังกันและกัน ให้ถือเอาเสนาสนะ.

 

การอธิฐานพรรษา
     ภิกษุผู้ประสงค์ จะเจริญปฏิบัติบูชา อยู่จำพรรษา ตามพทุธานุญาตแล้ว ซึ่งท่านผู้เป็นเสนาสนคาหาปกะ แสดงที่อยู่ให้ตามสมควรแล้ว พึงชำระกวาดแผ้ว ทำให้หมดจดด้วยดี แล้วพึงตั้งไว้ ซึ่งน้ำฉันและน้ำใช้ ทำสามีจิกรรม ไหว้เจดีย์และโพธิ หรือที่ควรสังเวช และเลื่อมใส ตำบลใดตำบลหนึ่งตามควร เสร็จแล้วพึงอธิษฐาน ตามพิธี เมื่อประชุมอยู่ ในท่ามกลางอาวาส พึงเปล่งวาจาว่า "อิมัสมิง อาวาเส, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปม" ดังนี้หนหนึ่ง หรือ ๒ หน หรือ ๓ หนก็ควร กลับไปยังที่อยู่ของตน ๆ แล้ว อธิษฐานว่า "อิมัสมิง วิหาเร, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ" ดังนี้ หรือผูกอาลัยว่า "เราจะอยู่ในที่นี้" ดังนี้ก็ควร.

 

กำหนดเขตอยู่จำพรรษา
     ก็บัดนี้เราทั้งหลาย อธิษฐานพรรษา ในมหาสีมานี้ มีเขตทั้งอุปจารคูล้อมรอบ เป็นที่กำหนด. ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา พึงเข้าอยู่ในเขต ให้ทันอรุณขาว อย่าให้ทันอรุณแดงขึ้นมา พรรษาจะขาด.
     อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา พึงทำกราด คันยาวคันสั้นไว้ เมื่อซี่และคันหาง่าย พึงทำไว้หลาย ๆ อัน. สามเณร พึงผูกคบไว้ เกลือกว่า กิจจะต้องใช้ไฟ มีในกลางคืน

 
อธรรมิกวัตร
     อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา อย่าพึงประกอบอธรรมิกวัตร ข้อปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม คือ สัญญากันว่า "เราทั้งหลายอย่าพึงบอกอุเทศ อย่าเล่าเรียน อย่าทำการท่องบ่น สวดมนต์เลย เราทั้งหลาย พึงงดบรรพชา อุปสมบท ให้นิสัย และการฟังธรรมสวนะไว้ ด้วยว่า เป็นภายในพรรษา. กิจเหล่านี้เราทำอยู่แล้ว ก็จะเป็นการเนิ่นช้าไป ไม่ควร. เราทั้งหลาย จงรีบเร่งเจริญสมณธรรม ไปฝ่ายเดียวเถิด. เราทั้งหลาย หมดด้วยกัน จงสมาทานธุดงค์ ให้ครบทั้ง ๑๓ อย่านอนเลย จงสำเร็จอิริยาบถ ด้วยยืน และเดิน ร่ำไปเถิด. เราทั้งหลาย อย่าพูดกันเลย. ด้วยว่า การพูดนี้ ก็จะทำให้เราทั้งหลาย เนิ่นช้าไป ป่วยการ. เมื่อธุระสิ่งไรมี พึงใช้ใบ้พอรู้กันเท่านั้นเถิด. ภิกษุใด ไปด้วยสัตตาหกิจแล้ว อย่าแจกของควรแจก แก่เธอนั้นเลย. วัตรอย่างนี้ ชื่อว่าอธรรมิกวัตร ไม่ควรที่ภิกษุ จะพึงปฏิบัติ.
 
ธรรมิกวัตร
     วัตรที่ภิกษุ ควรจะปฏิบัติ เป็นความเจริญนั้น คือ ให้รู้ว่า อันธรรมดา พระปริยัติธรรมแล้ว ย่อมยังสัทธรรมแม้ทั้ง ๓ ประการ ให้บริบูรณ์ได้ บุคคลผู้ปฏิบัติ จะได้สำเร็จประโยชน์ชาตินี้ และชาติหน้า หรือพระนิพพาน ก็ด้วยอาศัย พระปริยัติธรรม. ควรที่เราทั้งหลาย จะบอกอุเทศ และเล่าเรียนสวดมนต์ ท่องบ่นตามกาล แต่อย่าให้รำคาญ แก่ท่านผู้เจริญสมณธรรม. เราทั้งหลาย จงตั้งใจแสดงธรรม และฟังธรรม อย่าเกียจคร้าน. กุลบุตรปรารถนาจะบรรพชา อุปสมบท ก็อย่าเลิก อย่างดเสีย จงไต่ถาม. เห็นควรไม่มีอันตรายแล้ว พึงให้บรรพชา อุปสมบทเถิด. ผู้ที่ควรจะให้นิสัย ก็จงให้เถิด. กุลบุตรได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว แม้แต่คนหนึ่ง ก็อาจจะยังศาสนา ให้ดำรงอยู่ได้.
 

ธุดงค์ ๑๓
     อนึ่ง ในศาสนานี้ เมื่อจะกล่าวตามข้อปฏิบัติ เป็นเครื่องกำจัดกิเลส ให้น้อยเบาบางลงได้ ชื่อว่าธุดงค์ ๑๓ ประการ คือ ถือผ้าบ้งสุกุลเป็นวัตร ชื่อว่าปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๑ ถือผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร ชื่อว่าเตจีวริกังคธุดงค์ ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ชื่อว่าปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๑ ถือลำดับตรอก ชื่อว่าสปทานจาริกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันหนเดียว ชื่อว่าเอกาสนิกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันในบาตร ชื่อว่าปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ๑ ห้ามข้าวแล้ว ถึงได้โภชนะอื่นอีก ก็ไม่ฉัน ชื่อว่าขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ชื่อว่าอารัญญิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ชื่อว่ารุกขมูลิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ชื่อว่าอัพโภกาสิกังคธุดงค์ ๑ ถือเยี่ยมป่าช้าเป็นวัตร ชื่อว่าโสสานิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะ ที่สงฆ์แสดงให้ก่อน ชื่อว่ายถาสันถติกังคธุดงค์ ๑ ถือไม่นอนเป็นวัตร ชื่อว่าเนสัชชิกังคธุดงค์ ๑ ในธุดงค์ทั้ง ๑๓ นี้ ศรัทธาเท่าไร จงเลือกปฏิบัติ ตามอัธยาศัยเถิด
     อนึ่ง จงเจริญความไม่ประมาท ห้ามใจ อย่าให้หลงเพลิดเพลิน ไปในรูปที่งามดี และเสียงเป็นที่ชอบใจ และกลิ่น และรส และโผฏฐัพพะ. อย่าลุอำนาจราคะ โทสะ โมหะ พึงปรารภวิริยะเป็นนิตย์. พระมหาเถระในก่อน ท่านสิ้นธุระแล้ว ก็หมั่นเจริญเอกจาริกวัตร นั่งนอนยืนเดิน แต่ผู้เดียว ในภายในพรรษา.

 

ดิรัจฉานกถา ถ้อยคำที่ไม่ควรพูด
     อนึ่ง จะบริโภคอาหาร ก็อย่าให้ล้นเหลือ จงรู้ประมาณ มีสติพิจารณา ให้เห็นเป็นปฏิกูลทุก ๆ คำข้าวที่เคี้ยว ปนด้วยเขฬะ และเสมหะ ประหนึ่งรากสุนัข อันกองอยู่ในราง ฉะนั้น. อิ่มแล้ว ก็อย่าอื้ออึงด้วยดิรัจฉานกถา มีประการต่าง ๆ คือ พูดถึงพระราชา ผู้ครองพระนครนั้น ๆ, พูดถึงโจร เที่ยวลักปล้นชิงข้าวของ เขาอย่างนั้น ๆ , พูดถึงหมู่เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนาเดินเท้า, พูดถึงภัยต่าง ๆ มีราชภัย โจรภัยเป็นต้น, พูดถึงทัพศึก รบพุ่งประหัดประหาร ซึ่งกันและกัน, พูดถึงข้าวของ และน้ำ ว่าหาง่ายหายาก และฝนดีฝนแล้ง, พูดถึงผ้านุงห่ม ว่าดีและชั่ว มีราคามาก มีราคาน้อย, พูดถึงระเบียบดอกไม้ และของหอมต่าง ๆ, พูดถึงญาติ ที่ตายไปแล้ว และที่เป็นอยู่ และที่มีที่จน และได้สุขได้ทุกข์, พูดถึงยาน เครื่องเที่ยวไป คือ ยานช้าง ยานม้า ยานรถ และเรือนแพเป็นต้น, พูดถึงบ้าน และนิคม และชนบทว่า เป็นอย่างนั้น อย่างนี้, พูดถึงชายหญิง ที่รูปดีรูปชั่ว และเป็นคนมีคนจน, พูดถึงทหาร ทีแกล้วกล้าอย่างนั้นอย่างนี้, พูดถึงคนที่อยู่ในตรอก และถนน ว่าดีไม่ดี แกล้วกล้า และไม่แกล้วกล้า, พูดถึงท่าน้ำ และคนตักน้ำ ด้วยอาการอย่างนั้น อย่างนี้, พูดถึงคนที่ตาย ไปปรโลกแล้วในก่อนว่า เป็นผีเปรตต่าง ๆ, พูดถึงกถา คำที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างอื่น ๆ พ้นจากที่พรรณนา มาแล้วนั้นก็ดี, พูดถึงโลกว่า โลกนี้ใครสร้างมาเป็นต้น ดังนี้ พูดถึงมหาสมุทรเป็นต้น ว่าใครขุด ชื่อว่ามหาสมุทร ด้วยเหตุไร, พูดถึงความเจริญ ความฉิบหาย และเคราะห์ดี เคราะห์ร้าย ความอัปรีย์จังไรว่า จะมีจะเป็นอย่างนี้. ก็กถา คำพูดปรารภเรื่องราว ที่พรรณนามาเหล่านี้ ไม่ควรพูด เป็นดิรัจฉานกถา.

กถาวัตถุ ถ้อยคำที่ควรพูด
     คือ จงพูดแต่ที่ควร ที่พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนไว้ให้พูด คือ กถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการ ก็กถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการนั้น คือ
     พูดถึงความมักน้อย ในปัจจัยลาภ มีจีวรเป็นต้น และความมักน้อย ในธุดงค์ และความมักน้อย ในปริยัติ และอธิคม พูดดังนี้ ชื่อว่าอัปปิจฉกถาที่ ๑
     พูดถึงความเป็นผู้พอใจ ในปัจจัยนั้น ๆ ตามได้ ตามกำลัง ตามสมควร ชื่อว่าสันตุฏฐิกถาที่ ๒
     พูดถึงความสงัดกาย สงัดจิต และความไม่เดือดร้อน เพราะกิเลส ชื่อว่าปวิเวกกถาที่ ๓
     พูดถึงความที่ไม่ระคน ด้วยหมู่คณะ และเหตุเครื่องก่อกิเลส มีทัศนะเป็นต้น ชื่อว่าอสังสัคคกถาที่ ๔
     พูดถึงความปรารภ เริ่มความเพียรว่า เราทั้งหลายมาบวช ในพระศาสนาสนี้ ก็หวังจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ควรที่เราทั้งหลาย จะเจริญกรรมฐาน อย่าเกียจคร้าน พูดดังนี้ ชื่อว่าวิริยารัภกถาที่ ๕
     พูดถึงความประพฤติ กายวาจาที่ดี มีเว้นปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าสีลกถาที่ ๖
     พูดถึงความที่จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์ มีรูปเป็นต้น ไม่ติดข้องอยู่ ในนิวรณ์ทั้ง ๕ มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น ชื่อว่าสมาธิกถาที่ ๗
     พูดถึงปัญญา ความรู้ของจริง ตามความเป็นจริงอย่างไร คือ ให้รู้จักทุกข์ เหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และทางมีองค์ ๘ ประการ เหตุจะให้รุ่งเรืองปัญญา ด้วยการฟังและภาวนา ชื่อว่าปัญญากถาที่ ๘
     พูดถึงความหลุดพ้นพิเศษ จากอาสวกิเลสทั้งปวง ด้วยเป็นตทังคะ หรือวิกขัมภนะ สมุจเฉท ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ หรือเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ชื่อว่าวิมุติกถาที่ ๙
     พูดถึงความรู้เห็น อันเป็นไปในวิมุติ พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว และที่เหลืออยู่ ชื่อว่าวิมุตติญาณทัสสนกถา คำรบที่ ๑๐
     กถาคำพูด ๑๐ ประการนี้ ควรพูดกัน เพราะเป็นความเจริญ ในธรรมวินัย สัตถุศาสนานี้.

จตุรารักข์ ๔
    อนึ่ง ให้หมั่นเจริญพุทธานุสติ และเมตตา ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย และให้เจริญอสุภกรรมฐาน คิดถึงอัตภาพร่างกาย ที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณ โดยความเป็นของไม่งาม พึงเกลียดทั้งสิ้น. และพึงให้หมั่น คิดถึงความตายว่า ชีวิตอินทรีย์ที่อาศัยกัน ปรากฎเป็นไปนี้ มีอันตรายมาก ทั้งภายในภายนอก ประหนึ่งประทีป อันบุคคลตั้งไว้ ในที่แจ้งฉะนั้น.
     จตุรารักข์ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นของควรเจริญเนือง ๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพื่อนิราศปราศจาก สรรพภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง และเป็นเหตุ แห่งความสุข ความเจริญ ของเราทั้งหลาย ที่พร้อมใจกัน อธิษฐานพรรษา ทั้งปัจจุบันภพนี้ และภพหน้า โดยพระคาถานิพนธ์ว่า
               สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ      สทา โคตมสาวกา
               เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ       นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ.
เป็นต้นฉะนี้
     ความว่า สาวกทั้งหลาย ของพระโคดม ถึงท่านจะนอนหลับ ก็ชื่อว่าหลับดี ในกาลทุกเมื่อ เพราะว่า สติของท่านนั้น หมั่นระลึก ในพระพุทธคุณ เป็นนิตย์ ทุกทิพาราตรีกาล. เพราะเหตุดังนี้ จึงได้กล่าวว่า ท่านเป็นผู้หลับดี เพราะมีสติระลึกถึง คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอมิได้ขาด.. สติของชนทั้งหลาย เหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ทั้งกลางวันกลางคืน เป็นนิตย์. ชนทั้งหลาย เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นสาวก ของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้ว ในกาลทุกเมื่อ. ควรที่เราทั้งหลาย จะพึงเจริญเนือง ๆ ด้วยความไม่ประมาทนั้น เทอญ ฯ

ข้อมูลจากหนังสือวัสสูปนายิกากถา ของสมเด็จพระวันรัต(ทับ พุทฺธสิริ)
วัดโสมนัสราชวรวิหาร ป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th