หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   กระดานสนทนา
 
 
 
  
วันเข้าพรรษา

ตรงกับ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ 
     ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ได้เสด็จ ไปยังทุกแห่งหน เพื่อสั่งสอนหลักธรรมอันประเสริฐ
จนมีพุทธสาวกมากมาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สุข แก่หมู่มวลมนุษย์โลก พระองค์ได้เสด็จไปยัง
ถิ่นทุรกันดาร ในทุกฤดูกาล. ต่อมา ปรากฏว่าในช่วงพรรษา หรือช่วงฤดูฝนได้มีผู้ร้องขอ ต่อ
พระองค์ว่า ได้เกิดความเสียหายแก่ข้าวกล้า เพราะถูกเหยียบโดยพุทธบริษัท ซึ่งไม่ได้เจตนา ดังนั้น พระองค์จึงออกพุทธบัญญัติกำหนดให้
้พระสงฆ์ทุกรูปจำพรรษา เป็นหลักเป็นแหล่ง ในช่วงฤดูฝน โดยให้เริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 จนกระทั่งถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 นับเป็น
เวลา 3 เดือน ในวันเข้าพรรษานี้ จะมีการทำบุญตักบาตร ถวายผ้าอาบน้ำฝนและจตุปัจจัยแก่พระภิกษ
่สามเณร รวมทั้งยังมีการถวาย เทียนพรรษา แก่วัดอีกด้วย. 

 
 

นิทานในเบื้องต้นมีว่า
     สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ตรัสรู้แล้ว เสด็จอยู่ ณ เวฬุวนาราม ป่าไผ่ เป็นที่พระราชาพระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น การอยู่จำพรรษา พระบรมศาสดายังไม่ได้ทรงอนุญาต แก่พระภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ก็เที่ยวจาริกไปมิได้หยุดหย่อนทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน. มนุษย์ทั้งหลายยกโทษติเตียนว่า "ไฉนพระสมณศากยบุตรทั้งหลาย จึงเที่ยวจาริกร่ำไปมิได้หยุดหย่อน ทั้งฤดูหนาว ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน ย่ำเหยียบติณชาติอันสดเขียว เบียดเบียนหญ้ามีชีวิตอินทรีย์อันเดียว และเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตอันเล็กน้อยทั้งหลายเป็นอันมากให้ตกไป. แต่อัญญเดียรถี ปริพพาชกทั้งหลาย ที่เป็นทุรากขาตธรรม ยังเร้นซ่อนสงบอยู่ในฤดูฝน. แม้ถึงสกุณชาติ ก็ยังฉลาดทำรวงรังอยู่ในฤดูฝน. ก็แต่สมณศากยบุตรทั้งหลายเหล่านี้ ไฉนจึงเที่ยวจาริกไปทั้ง ๓ ฤดู มิได้รูกาลที่จะสงบเงียบ เที่ยวเหยียบติณชาติอันสดเขียว มีชีวิตอินทรีย์อันเดียวให้ย่อยยับ และเบียดเบียน สัตว์มีชีวิตเล็กน้อยเป็นอันมากฉะนี้. ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินมนุษย์ทั้งหลาย ติเตียนอยู่ฉะนั้น จึงนำความนั้นกราบทูล แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
     ลำดับนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคพระองค์ อาศัยนิทานปกรณ์นี้ ทรงทำธรรมีกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ทรงอนุญาตว่า " อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสาเน วสฺสํ อุปคนฺตุง " ดังนี้ ความว่า "แน่ะภิกษุทั้งหลาย เราผู้ตถาคตอนุญาตเดือนให้เข้าถึงกาลฝนในฤดูฝน"
ก็แหละการเข้าพรรษานั้นมี ๒ คือ
๑. ปุริมิกา วสฺสูปนายิกา (การเข้าพรรษาทีแรก) คือวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้ววันหนึ่ง คือเป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๘ นี้เป็นวันเข้าพรรษาทีแรก ๑
๒. ปจฺฉิมิกา วสฺสูปนายิกา (วันเข้าพรรษาทีหลัง) คือวันพระจันทร์เต็มดวงเสวยฤกษ์ชื่อว่าอาสาฬหะ ล่วงไปแล้วเดือน ๑ คือเป็นวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๙ นี้เป็นวันเข้าพรรษาหลัง.
     เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุประสงค์จะเจริญ ปฎิบัติบูชา อยู่จำพรรษา ตามพุทธานุญาตแล้ว เมื่อสงฆ์ประชุมกันพร้อมแล้ว ได้โอกาส พึงสมมติเสนาสนคาหาปกะ ๒ องค์หรือ ๓ องค์ หรือ ๔ องค์ก็ได้ เมื่อเธออันสงฆ์สมมติ แล้วนั้นจะได้ยังกันและกันให้ถือเอาเสนาสนะ.

การอธิฐานพรรษา
     ภิกษุผู้ประสงค์จะเจริญปฏิบัติบูชา อยู่จำพรรษา ตามพทุธานุญาตแล้ว ซึ่งท่านผู้เป็นเสนาสนคาหาปกะ แสดงที่อยู่ให้ตามสมควรแล้ว พึงชำระกวาดแผ้ว ทำให้หมดจดด้วยดี แล้วพึงตั้งไว้ซึ่งน้ำฉันและน้ำใช้ ทำสามีจิกรรม ไหว้เจดีย์และโพธิ หรือที่ควรสังเวชและเลื่อมใส ตำบลใดตำบลหนึ่งตามควร เสร็จแล้วพึงอธิษฐาน ตามพิธี เมื่อประชุมอยู่ในท่ามกลางอาวาส พึงเปล่งวาจาว่า "อิมัสมิง อาวาเส, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปม" ดังนี้หนหนึ่ง หรือ ๒ หน หรือ ๓ หนก็ควร กลับไปยังที่อยู่ของตนๆ แล้วอธิษฐานว่า "อิมัสมิง วิหาเร, อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ" ดังนี้ หรือผูกอาลัยว่า "เราจะอยู่ในที่นี้" ดังนี้ก็ควร.

กำหนดเขตอยู่จำพรรษา
     ก็บัดนี้เราทั้งหลาย อธิษฐานพรรษา ในมหาสีมานี้ มีเขตทั้งอุปจารคูล้อมรอบ เป็นที่กำหนด. ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา พึงเข้าอยู่ในเขต ให้ทันอรุณขาว อย่าให้ทันอรุณแดงขึ้นมา พรรษาจะขาด.
     อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา พึงทำกราดคันยาวคันสั้นไว้ เมื่อซี่และคันหาง่าย พึงทำไว้หลายๆ อัน. สามเณรพึงผูกคบไว้ เกลือกว่ากิจจะต้องใช้ไฟมีในกลางคืน

อธรรมิกวัตร
     อนึ่ง ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา อย่าพึงประกอบอธรรมิกวัตร ข้อปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม คือสัญญากันว่า "เราทั้งหลายอย่าพึงบอกอุเทศ อย่าเล่าเรียน อย่าทำการท่องบ่น สวดมนต์เลย เราทั้งหลาย พึงงดบรรพชาอุปสมบท ให้นิสัย และการฟังธรรมสวนะไว้ ด้วยว่าเป็นภายในพรรษา กิจเหล่านี้เราทำอยู่แล้ว ก็จะเป็นการเนิ่นช้าไป ไม่ควร. เราทั้งหลาย จงรีบเร่งเจริยสมณธรรมไปฝ่ายเดียวเถิด. เราทั้งหลายหมดด้วยกัน จงสมาทานธุดงค์ ให้ครบ ทั้ง ๑๓ อย่านอนเลย จงสำเร็จอิริยาบถ ด้วยยืนและเดิน ร่ำไปเถิด. เราทั้งหลายอย่าพูดกันเลย ด้วยว่าการพูดนี้ ก็จะทำให้เราทั้งหลายเนิ่นช้าไป ป่วยการ เมื่อธุระสิ่งไรมี พึงใช้ใบ้พอรู้กันเท่านั้นเถิด ภิกษุใดไปด้วยสัตตาหกิจแล้ว อย่าแจกของควรแจกแก่เธอนั้นเลย วัตรอย่างนี้ ชื่อว่าอธรรมิกวัตร ไม่ควรที่ภิกษุจะพึงปฏิบัติ.
ธรรมิกวัตร
     วัตรที่ภิกษุควรจะปฏิบัติ เป็นความเจริญนั้น คือให้รู้ว่า อันธรรมดาพระปริยัติธรรมแล้ว ย่อมยังสัทธรรมแม้ทั้ง ๓ ประการให้บริบูรณ์ได้ บุคคลผู้ปฏิบัติ จะได้สำเร็จประโยชน์ชาตินี้ และชาติหน้า หรือพระนิพพาน ก็ด้วยอาศัยพระปริยัติธรรม. ควรที่เราทั้งหลาย จะบอกอุเทศ และเล่าเรียนสวดมนต์ท่องบ่นตามกาล แต่อย่าให้รำคาญ แก่ท่านผู้เจริญสมณธรรม. เราทั้งหลาย จงตั้งใจแสดงธรรมและฟังธรรม อย่าเกียจคร้าน. กุลบุตรปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบท ก็อย่าเลิก อย่างดเสีย จงไต่ถาม. เห็นควรไม่มีอันตรายแล้ว พึงให้บรรพชาอุปสมบทเถิด. ผู้ที่ควรจะให้นิสัย ก็จงให้เถิด. กุลบุตรได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว แม้แต่คนหนึ่ง ก็อาจจะยังศาสนาให้ดำรงอยู่ได้.

ธุดงค์ ๑๓
     อนึ่ง ในศาสนานี้ เมื่อจะกล่าวตามข้อปฏิบัติ เป็นเครื่องกำจัดกิเลส ให้น้อยเบาบางลงได้ ชื่อว่าธุดงค์ ๑๓ ประการ คือ ถือผ้าบ้งสุกุลเป็นวัตร ชื่อว่าปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๑ ถือผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร ชื่อว่าเตจีวริกังคธุดงค์ ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ชื่อว่าปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๑ ถือลำดับตรอก ชื่อว่าสปทานจาริกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันหนเดียว ชื่อว่าเอกาสนิกังคธุดงค์ ๑ ถือฉันในบาตร ชื่อว่าปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ๑ ห้ามข้าวแล้วถึงได้โภชนะอื่นอีกก็ไม่ฉัน ชื่อว่าขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ชื่อว่าอารัญญิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ชื่อว่ารุกขมูลิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ชื่อว่าอัพโภกาสิกังคธุดงค์ ๑ ถือเยี่ยมป่าช้าเป็นวัตร ชื่อว่าโสสานิกังคธุดงค์ ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะที่สงฆ์แสดงให้ก่อน ชื่อว่ายถาสันถติกังคธุดงค์ ๑ ถือไม่นอนเป็นวัตร ชื่อว่าเนสัชชิกังคธุดงค์ ๑ ในธุดงค์ทั้ง ๑๓ นี้ ศรัทธาเท่าไร จงเลือกปฏิบัติตามอัธยาศัยเถิด
     อนึ่ง จงเจริญความไม่ประมาท ห้ามใจอย่าให้หลงเพลิดเพลิน ไปในรูปที่งามดี และเสียงเป็นที่ชอบใจ และกลิ่น และรส และโผฏฐัพพะ. อย่าลุอำนาจราคะ โทสะ โมหะ พึงปรารภวิริยะเป็นนิตย์. พระมหาเถระในก่อนท่านสิ้นธุระแล้ว ก็หมั่นเจริญเอกจาริกวัตร นั่งนอนยืนเดินแต่ผู้เดียว ในภายในพรรษา.

ดิรัจฉานกถา ถ้อยคำที่ไม่ควรพูด
     อนึ่ง จะบริโภคอาหารก็อย่าให้ล้นเหลือ จงรู้ประมาณ มีสติพิจารณา ให้เห็นเป็นปฏิกูลทุก ๆ คำข้าวที่เคี้ยวปนด้วยเขฬะ และเสมหะ ประหนึ่งรากสุนัขอันกองอยู่ในรางฉะนั้น. อิ่มแล้วก็อย่าอื้ออึงด้วยดิรัจฉานกถา มีประการต่างๆ คือ พูดถึงพระราชาผู้ครองพระนครนั้นๆ, พูดถึงโจรเที่ยวลักปล้นชิงข้าวของเขาอย่างนั้น ๆ , พูดถึงหมู่เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนาเดินเท้า, พูดถึงภัยต่าง ๆ มีราชภัย โจรภัยเป็นต้น, พูดถึงทัพศึกรบพุ่งประหัดประหารซึ่งกันและกัน, พูดถึงข้าวของและน้ำ ว่าหาง่ายหายากและฝนดีฝนแล้ง, พูดถึงผ้านุงห่มว่าดีและชั่ว มีราคามากมีราคาน้อย, พูดถึงระเบียบดอกไม้และของหอมต่างๆ, พูดถึงญาติที่ตายไปแล้ว และที่เป็นอยู่ และที่มีที่จน และได้สุขได้ทุกข์, พูดถึงยานเครื่องเที่ยวไป คือยานช้าง ยานม้า ยานรถ และเรือนแพเป็นต้น, พูดถึงบ้านและนิคมและชนบทว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้, พูดถึงชายหญิงที่รูปดีรูปชั่ว และเป็นคนมีคนจน, พูดถึงทหารทีแกล้วกล้าอย่างนั้นอย่างนี้, พูดถึงคนที่อยู่ในตรอกและถนนว่าดีไม่ดี แกล้วกล้าและไม่แกล้วกล้า, พูดถึงท่าน้ำและคนตักน้ำด้วยอาการอย่างนั้นอย่างนี้, พูดถึงคนที่ตาย ไปปรโลกแล้วในก่อนว่า เป็นผีเปรตต่างๆ, พูดถึงกถาคำที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างอื่นๆ พ้นจากที่พรรณนามาแล้วนั้นก็ดี, พูดถึงโลกว่า โลกนี้ใครสร้างมาเป็นต้น ดังนี้ พูดถึงมหาสมุทรเป็นต้น ว่าใครขุด ชื่อว่ามหาสมุทรด้วยเหตุไร, พูดถึงความเจริญความฉิบหายและเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ความอัปรีย์จังไรว่า จะมีจะเป็นอย่างนี้. ก็กถาคำพูดปรารภเรื่องราว ที่พรรณนามาเหล่านี้ ไม่ควรพูด เป็นดิรัจฉานกถา.

กถาวัตถุ ถ้อยคำที่ควรพูด
     คือ จงพูดแต่ที่ควร ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ให้พูด คือ กถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการ ก็กถาวัตถุคำพูด ๑๐ ประการนั้น คือ
พูดถึงความมักน้อย ในปัจจัยลาภมีจีวรเป็นต้น และความมักน้อยในธุดงค์ และความมักน้อยในปริยัติ และอธิคม พูดดังนี้ ชื่อว่าอัปปิจฉกถาที่ ๑
พูดถึงความเป็นผู้พอใจ ในปัจจัยนั้นๆ ตามได้ ตามกำลัง ตามสมควร ชื่อว่าสันตุฏฐิกถาที่ ๒
พูดถึงความสงัดกายสงัดจิต และความไม่เดือดร้อน เพราะกิเลส ชื่อว่าปวิเวกกถาที่ ๓
พูดถึงความที่ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ และเหตุเครื่องก่อกิเลสมีทัศนะเป็นต้น ชื่อว่าอสังสัคคกถาที่ ๔
พูดถึงความปรารภเริ่มความเพียรว่า เราทั้งหลายมาบวช ในพระศาสนาสนี้ ก็หวังจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ควรที่เราทั้งหลาย จะเจริญกรรมฐาน อย่าเกียจคร้าน พูดดังนี้ ชื่อว่าวิริยารัภกถาที่ ๕
พูดถึง ความประพฤติกายวาจาที่ดี มีเว้นปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าสีลกถาที่ ๖
พูดถึงความที่จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้น ไม่ติดข้องอยู่ในนิวรณ์ทั้ง ๕ มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น ชื่อว่าสมาธิกถาที่ ๗
พูดถึงปัญญาความรู้ของจริง ตามความเป็นจริงอย่างไร คือให้รู้จักทุกข์ เหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ และทางมีองค์ ๘ ประการ เหตุจะให้รุ่งเรืองปัญญา ด้วยการฟังและภาวนา ชื่อว่าปัญญากถาที่ ๘
พูดถึงความหลุดพ้นพิเศษ จากอาสวกิเลสทั้งปวง ด้วยเป็นตทังคะ หรือวิกขัมภนะ สมุจเฉท ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ หรือเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ชื่อว่าวิมุติกถาที่ ๙
พูดถึงความรู้เห็น อันเป็นไปในวิมุติ พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว และที่เหลืออยู่ ชื่อว่าวิมุตติญาณทัสสนกถาคำรบที่ ๑๐
     กถาคำพูด ๑๐ ประการนี้ ควรพูดกัน เพราะเป็นความเจริญ ในธรรมวินัยสัตถุศาสนานี้.

จตุรารักข์ ๔
    อนึ่ง ให้หมั่นเจริญพุทธานุสติและเมตตา ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย และให้เจริญอสุภกรรมฐาน คิดถึงอัตภาพร่างกาย ที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ โดยความเป็นของไม่งาม พึงเกลียดทั้งสิ้น และพึงให้หมั่นคิดถึงความตายว่า ชีวิตอินทรีย์ที่อาศัยกัน ปรากฎเป็นไปนี้ มีอันตรายมาก ทั้งภายในภายนอก ประหนึ่งประทีป อันบุคคลตั้งไว้ในที่แจ้งฉะนั้น.
     จตุรารักข์ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นของควรเจริญเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อนิราศปราศจากสรรพภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง และเป็นเหตุแห่งความสุขความเจริญ ของเราทั้งหลาย ที่พร้อมใจกัน อธิษฐานพรรษา ทั้งปัจจุบันภพนี้และภพหน้า โดยพระคาถานิพนธ์ว่า
               สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ      สทา โคตมสาวกา
               เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ       นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ.
เป็นต้นฉะนี้
     ความว่า สาวกทั้งหลายของพระโคดม ถึงท่านจะนอนหลับ ก็ชื่อว่าหลับดีในกาลทุกเมื่อ เพราะว่าสติของท่านนั้น หมั่นระลึกในพระพุทธคุณ เป็นนิตย์ทุกทิพาราตรีกาล. เพราะเหตุดังนี้ จึงได้กล่าวว่าท่านเป็นผู้หลับดี เพราะมีสติระลึกถึง คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอมิได้ขาด.. สติของชนทั้งหลายเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ทั้งกลางวันกลางคืนเป็นนิตย์. ชนทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้ว ในกาลทุกเมื่อ. ควรที่เราทั้งหลาย จะพึงเจริญเนืองๆ ด้วยความไม่ประมาทนั้นเทอญ ฯ

*************
ข้อมูลจากหนังสือวัสสูปนายิกากถา ของสมเด็จพระวันรัต(ทับ พุทฺธสิริ)
วัดโสมนัสราชวรวิหาร ป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th