หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   ภาค ๑๖-๑๗-๑๘(ธ)
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
   กระดานสนทนา
 
 
 
  
วันวิสา่ขอัฏฐมีบูชา
     ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ วันอัฏฐมีบูชา
เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า
หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๘ วัน คือหลังจาก
วันวิสาขบูชาแล้ว ๘ วัน เป็นที่น่าเสียดายว่า วันอัฏฐมีบูชานี้ ในเมืองไทยเรา มักลืมเลือนกันไปแล้ว จะมีเพียงบางวัดเท่านั้น ที่จัดให้มีการประกอบกุศลพิธีในวันนี้ ซึ่งในการนี้ ทางวัดโสมนัสราชวรวิหาร จัดให้มีการเวียนเทียน และฟังพระธรรมเทศนาตลอดรุ่ง เหมือนกันกับ วันมาฆบูชาและวิสาขบูชาทุกประการ.

ประวัติความเป็นมา
     พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละ
ในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้
และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ใน เมืองกุสินาราตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออกของพระนครเพื่อถวายพระเพลิง
พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำของพระเถระนั้น คือ
ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลีแล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า ๕๐๐ คู่
แล้วเชิญลงในรางเหล็ก ที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธาน ด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด
จากนั้นอัญเชิญพวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๔ คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ
   พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า"เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุ
หมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็น
พระมหากัสสปะอยู่ในพิธี 

     ครั้งนั้นพระมหากัสสปะเถระและหมู่ภิกษุเดินทางจากเมืองปาวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ระหว่างทางได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพสวนทางมาพระมหากัสสปะ
ได้เห็นดอกมณฑารพก็ทราบว่ามีเหตุการณ์ ไม่ปกติเกิดขึ้น
ดอกไม้นี้มีเพียงในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอยู่แสดงว่า จะต้องมีอะไร เกิดขึ้นกับพระศาสดา. พระมหากัสสปะถามพราหมณ์นั้นว่า "ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับ
พระศาสดาบ้างหรือไม่" พราหมณ์นั้นตอบว่า "พระสมณโคดมได้ปรินิพพานไปล่วงเจ็ดวันแล้ว"
"พระศาสดาปรินิพพานแล้ว" คำนี้เสียดแทงใจของพระภิกษุปุถุชนยิ่งนัก พระภิกษุศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็กลิ้งเกลือกไปบนพื้น
บ้างก็คร่ำครวญร่ำไห้ว่า "พระศาสดาปรินิพพานเสียเร็วนัก" ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอรหันต์
สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมเกิดธรรมสังเวชว่า "แม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังต้องปรินิพพาน
สังขารธรรมไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ". แต่ในหมู่ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น เสียงของสุภัททะ
วุฑฒบรรพชิตก็ดังขึ้นว่า "ท่านทั้งหลายอย่าไปเสียใจเลย พระสมณโคดมนิพพานไปซะได้ก็ดีแล้ว
จะได้ไม่มีคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชว่า "สิ่งนี้สมควรกับเรา สิ่งนี้ไม่สมควรกับเรา."

     คำพูดของหลวงตาสุภัททะเป็นที่สังเวชต่อพระมหากัสสปะยิ่งนัก ท่านคิดว่า "พระผู้มีพระภาคยังนิพพานไปได้ไม่นาน ก็มีภิกษุบาปชนกล่าวจาบจ้วงพระศาสดา
จาบจ้วงพระธรรมวินัยเช่นนี้. ถ้าเวลาผ่านไป ก็คงมีภิกษุบาปชนเช่นนี้กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัย
เกิดขึ้นเป็นอันมาก" แต่ท่านก็ยั้งความคิดเช่นนี้ไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะกระทำสิ่งใด ๆ นอกจากจะต้องจัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสียก่อน

      เมื่อพระมหากัสสปะ และภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินทางมาถึง สถานที่ถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี
กระทำประทักษิณ รอบเชิงตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่าตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท
ของพระองค์ที่มีลักษณะเป็นจักร อันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่องประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ
พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา. พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตน. มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียงแสดงความ
อัศจรรย์ใจ. เมื่อพระเถระและภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้วเปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระ
ของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใด ๆ ฟุ้งขึ้นเลย

     เมื่อเพลิงใกล้จะดับก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น. เหล่าเจ้ามัลละก็ปะพรมพระบรมสารีริกธาตุด้วยของหอม ๔ ชนิด
รอบ ๆ บริเวณ ก็โปรยข้าวตอกเป็นต้น แล้วจัดกองกำลังอารักขา จัดทำสัตติบัญชร(ซี่กรงทำด้วหอก)
เพื่อป้องกันภัย แล้วให้ขึงเพดานผ้าไว้เบื้องบน ห้อยพวงของหอม พวงมาลัย พวงแก้ว
ให้ล้อมม่านและเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงศาลาด้านล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน. ตลอดทาง ติดธง ๕ สีโดยรอบ ให้ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำ พร้อมกับ
ตามประทีปมีด้ามไว้ตามถนนทุกสาย.

     พวกเจ้ามัลละนำพระธาตุทั้งหลายวางลงในรางทองแล้ว อัญเชิญไว้บนคอช้าง นำพระธาตุเข้าพระนครประดิษฐานไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กั้นเศวตรฉัตรไว้เบื้องบน
แล้วจัดกองกำลังอารักขาอย่างนี้คือ "จัดเหล่าทหารถือหอกล้อมพระธาตุไว้. จากนั้นจัดเหล่าช้าง
เรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้าง ก็เป็นเหล่าม้าเรียงลำดับคอต่อกัน จากนั้น
เป็นเหล่ารถ เหล่าราบ รอบนอกสุดเป็นทหารธนูล้อมอยู่"

     พวกเจ้ามัลละจะจัดฉลองพระบรมธาตุตลอด ๗ วัน ต้องการความมั่นใจว่า ๗ วันนี้แม้จะมีการละเล่น ก็เป็นการละเล่นที่ไม่ประมาท. หลังจากนั้น เมื่อข่าวการปรินิพพาน
ของพระพุทธเจ้า และการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระสรีระกลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้ว.
เหล่ากษัตริยน์ในนครต่างๆ เมื่อทราบข่าวก็ปรารถนาจะได้พระบรมธาตุไปบูชา จึงส่งสาสน์ ส่งฑูตมาขอพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคของเรา." "พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราจึงมีส่วนที่จะได้พระบรมธาตุบ้าง."เหล่ามัลละกษัตริย์ ก็ไม่ยอมยกให้ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานในเมืองของเรา"

     ดังนั้น กษัตริย์ในพระนครต่าง ๆ เช่น พระเจ้าอชาตศัตรู จอมกษัตริย์แคว้นมคธ และกษัตริย์เหล่าอื่นๆ จึงยกกองทัพมา ด้วยหวังว่า จะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ. เมื่อยกกองทัพ
มาถึงหน้าประตูเมือง ทำท่าจะเกิดศึกสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุ. ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง
คือ โทณพราหมณ์ หวั่นเกรงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จึงขึ้นไปยืนบนป้อมประตูเมือง ประกาศว่า
"พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทรงสรรเสริญขันติ สรรเสริญสามัคคีธรรม การที่เราจะมาประหัตประหารเพราะแย่งชิงพระบรมธาตุ ของพระองค์ผู้ประเสริฐย่อมไม่สมควร
ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงยินดีในการที่จะแบ่งกันไปเป็น ๘ ส่วนและนำไปบูชายังบ้านเมือง
ของท่านทั้งหลายเถิด เพราะผู้ศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีมาก"

     ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุว่า หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า
ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่านนั่นแหละจงแบ่ง พระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น
๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้เรียบร้อยเถิด. โทณพราหมณ์ รับคำของ หมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘
ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า "ดูกรท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูปและกระทำการ
ฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์ ฯ

     พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า "พระผู้มีพระภาค เป็นกษัตริย์ แม้ เราก็เป็นกษัตริย์
เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระ
พระผู้มีพระภาค." พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราตอบว่า "ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคไม่มี เราได้ แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี่เถิด." พวกทูตนั้น นำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว ฯ

      ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กระทำ พระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในพระนครราชคฤห์
พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาคในเมืองเวสาลี พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ก็ได้กระทำพระสถูป
และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองกบิลพัสดุ์.
พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาคในเมือง อัลกัปปะ. พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม
ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มี พระภาคในเมืองรามคาม.
พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะก็ได้ กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองเวฏฐทีปกะ. พวกเจ้ามัลละเมืองปาวา
ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองปาวา. พวกเจ้ามัลละ
เมืองกุสินาราก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองกุสินารา โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูปและการฉลองตุมพะ. พวกกษัตริย์โมริยะ เมืองปิปผลิวัน
ก็ได้กระทำพระสถูปและการ ฉลองพระอังคารในเมือง ปิปผลิวัน ฯ
      "พระสถูปบรรจุพระสรีระมีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่งทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบแห่ง ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้."
      การแจกพระธาต ุและการก่อพระสถูปเช่นนี้ เป็นแบบอย่างมาแล้ว ฯ พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน
เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป. ส่วนพระสรีระอีกทะนาน หนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุรุษที่ ประเสริฐ อันสูงสุด พวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม. พระเขี้ยวองค์หนึ่ง
เทวดา ชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว. ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ใน คันธารบุรี.
อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ. อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ ฯ       ด้วยพระเดชแห่งพระสรีระพระพุทธเจ้า นั้นแหละ แผ่นดินนี้ ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งแก้ว
ประดับแล้วด้วยนักพรต ผู้ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีจักษุนี้
ชื่อว่าอันเขาผู้สักการะๆ สักการะดีแล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพ จอมนาค และจอมนระบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน. ขอท่านทั้งหลาย
จงประนมมือ ถวายบังคมพระสรีระนั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หาได้ยาก โดยร้อยแห่งกัป ฯ พระทนต์ ๔๐ องค์บริบูรณ์. พระเกศา และพระโลมาทั้งหมด
พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แล ฯ

( พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อที่ ๑๕๙-๑๖๒)

 

ความสำคัญ
      โดยที่วันอัฏฐมี คือวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค
และสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง
และเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวช และระลึกถึงพระพุทธคุณ ให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล การบำเพ็ญกุศลเนื่องในพิธีวันอัฏฐมีบูชา
การบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันอัฏฐมีบูชานี้ มีไม่กี่แห่งที่จัด เพราะในเมืองไทยมักไม่เป็นที่นิยม
แม้สมัยก่อนอาจจะมีงานฉลอง ในพิธีวันอัฏฐมีบูชาบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกราไปมากแล้ว คงมีไม่กี่วัด เฉพาะในกรุงเทพ ที่ยังจัดพิธีเฉลิมฉลองในวันนี้อยู่ เช่น วัดราชาธิวาส
วัดโสมนัสวิหาร ส่วนการบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ก็เหมือนกับวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ
มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาและมีการเวียนเทียนในตอนค่ำ. บางวัดในบางจังหวัด
ยังมีการนิยมบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันอัฎฐมีบูชานี้อยู่บ้าง บางแห่งถึงกับจัดเป็นงานใหญ่ มีการจำลองเหตุการณ์วันถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์
ครั้งพุทธกาลด้วย เช่น วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์   

คำถวายดอกไม้ธูปเทียนในวันอัฏฐมีบูชา
     ยะมัมหะ โข มะยัง, ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ,
อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา, โคตะโม โคตเตนะ,
สักยะปุตโต สักยะกุลา ปัพพะชิโต, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง,พุทโธ ภะคะวา
     สวากขาโต โข ปะนะ, เตนะ ภะคะวา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ.
     สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ, ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ, อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย. อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตังโลกัสสะ.
     อะยัง โข ปะนะ ถูโป(ปฏิมา) ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กโต (อุททิสสิ กตา) ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา, ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ,
มะยัง โข เอตะระหิ, อิมัง วิสาขะปุณณะมิโตปะรัง อัฏฐะมีกาลัง, ตัสสะ ภะคะวะโต
สรีรัชฌาปะนะกาละสัมมะตัง ปัตวา, อิมัง ฐานัง สัมปัตตา, อิเม ทัณฑะทีปะธูปะ-, ปุปผาทิสักกาเร คะเหตวา, อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตวา, ตัสสะ
ภะคะวะโต, ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง ถูปัง(ปะฏิมาฆะรัง) ติกขัตตุง
ปะทักขิณัง กะริสสามะ, ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา. สาธุ โน ภันเต ภะคะวา, สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ญาตัพเพหิ คุเณหิ, อะตีตารัมมะณะตายะ
ปัญญายะมาโน, อิเม อัมเหหิ คะหิเต, สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ฑีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. ฯ

 
*************
ข้อมูลจากธรรมะไทย
http://www.dhammathai.org
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th