หน้าแรก
   ประวัติวัด
   แผนที่ตั้ง
   แผนที่ภายในวัด
   ถาวรวัตถุ
   ภาพจิตรกรรม
   ลำดับเจ้าอาวาส
   จำนวนพระสงฆ์
   วันสำคัญทางศาสนา
   วันพระตามปักษ์
   ตารางแสดงธรรม
   ตารางอบรมกรรมฐาน
   โคลงสุภาษิตคำพังเพย
   รร.พระปริยัติธรรม
   รร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์
   หนังสือธรรมะ
   หัวข้อธรรมะ
   แฟ้มภาพ
 
 
 
  
วันวิสา่ขอัฏฐมีบูชา
     ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ วันอัฏฐมีบูชา
เป็นวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระ ของพระพุทธเจ้า
หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๘ วัน คือ หลังจาก
วันวิสาขบูชาแล้ว ๘ วัน เป็นที่น่าเสียดายว่า วันอัฏฐมีบูชานี้ ในเมืองไทยเรา มักลืมเลือนกันไปแล้ว จะมีเพียงบางวัดเท่านั้น ที่จัดให้มีการ ประกอบกุศลพิธีในวันนี้ ซึ่งในการนี้ ทางวัดโสมนัสราชวรวิหาร จัดให้มีการเวียนเทียน และฟังพระธรรมเทศนาตลอดรุ่ง เหมือนกันกับ วันมาฆบูชา และวิสาขบูชาทุกประการ.

ประวัติความเป็นมา
     พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละ
ในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลลกษัตริย์ จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้
และเครื่องดนตรี ทุกชนิด ที่มีอยู่ ในเมืองกุสินาราตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๘ คนสรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวายพระเพลิง พวกเจ้ามัลละ ถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระ กับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำ ของพระเถระนั้น คือ ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็ก ที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธาน ด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้น อัญเชิญพวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๔ คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ
   พระอนุรุทธะเถระแจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุ
หมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมา เพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดี ที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี 

     ครั้งนั้น พระมหากัสสปะเถระ และหมู่ภิกษุ เดินทางจากเมืองปาวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ระหว่างทาง ได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพสวนทางมา พระมหากัสสปะ ได้เห็นดอกมณฑารพ ก็ทราบว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น. ดอกไม้นี้ มีเพียงในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอยู่แสดงว่า จะต้องมีอะไร เกิดขึ้นกับพระศาสดา. พระมหากัสสปะ ถามพราหมณ์นั้นว่า "ได้ข่าวอะไร เกี่ยวกับพระศาสดาบ้างหรือไม่" พราหมณ์นั้นตอบว่า "พระสมณโคดม ได้ปรินิพพานไปล่วงเจ็ดวันแล้ว" "พระศาสดาปรินิพพานแล้ว" คำนี้เสียดแทงใจ ของพระภิกษุปุถุชนยิ่งนัก พระภิกษุศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็กลิ้งเกลือกไปบนพื้น บ้างก็คร่ำครวญร่ำไห้ว่า "พระศาสดาปรินิพพานเสียเร็วนัก" ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมเกิดธรรมสังเวชว่า "แม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังต้องปรินิพพาน สังขารธรรม ไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ". แต่ในหมู่ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น เสียงของสุภัททะ วุฑฒบรรพชิต ก็ดังขึ้นว่า "ท่านทั้งหลาย อย่าไปเสียใจเลย พระสมณโคดม นิพพานไปซะได้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีคน มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชว่า "สิ่งนี้สมควรกับเรา สิ่งนี้ไม่สมควรกับเรา."

     คำพูดของหลวงตาสุภัททะ เป็นที่สังเวช ต่อพระมหากัสสปะยิ่งนัก ท่านคิดว่า "พระผู้มีพระภาค ยังนิพพานไปได้ไม่นาน ก็มีภิกษุบาปชน กล่าวจาบจ้วงพระศาสดา จาบจ้วง พระธรรมวินัยเช่นนี้. ถ้าเวลาผ่านไป ก็คงมีภิกษุบาปชนเช่นนี้ กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัย
เกิดขึ้นเป็นอันมาก" แต่ท่านก็ยั้งความคิดเช่นนี้ไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะกระทำสิ่งใด ๆ นอกจากจะต้องจัดการถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระเสียก่อน

      เมื่อพระมหากัสสปะ และภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึง สถานที่ถวายพระเพลิง มกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ รอบเชิงตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะ เปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสอง ด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่า ตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้ว อธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท ของพระองค์ ที่มีลักษณะเป็นจักร อันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า ของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาท ก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา. พระเถระ จับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการ เหนือเศียรเกล้าของตน. มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียง แสดงความอัศจรรย์ใจ. เมื่อพระเถระ และภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาท ก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้ว เปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระ ของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใด ๆ ฟุ้งขึ้นเลย

     เมื่อเพลิงใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้น จากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น. เหล่าเจ้ามัลละ ก็ปะพรมพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยของหอม ๔ ชนิด
รอบ ๆ บริเวณ ก็โปรยข้าวตอกเป็นต้น แล้วจัดกองกำลังอารักขา จัดทำสัตติบัญชร (ซี่กรงทำด้วหอก) เพื่อป้องกันภัย แล้วให้ขึงเพดานผ้าไว้เบื้องบน ห้อยพวงของหอม พวงมาลัย พวงแก้ว ให้ล้อมม่าน และเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงศาลาด้านล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน. ตลอดทาง ติดธง ๕ สีโดยรอบ ให้ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำ พร้อมกับตามประทีปมีด้าม ไว้ตามถนนทุกสาย.

     พวกเจ้ามัลละ นำพระธาตุทั้งหลาย วางลงในรางทองแล้ว อัญเชิญไว้บนคอช้าง นำพระธาตุ เข้าพระนครประดิษฐานไว้ บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กั้นเศวตรฉัตรไว้ เบื้องบน
แล้วจัดกองกำลังอารักขาอย่างนี้ คือ "จัดเหล่าทหารถือหอก ล้อมพระธาตุไว้. จากนั้น จัดเหล่าช้าง
เรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้าง ก็เป็นเหล่าม้า เรียงลำดับคอต่อกัน จากนั้น
เป็นเหล่ารถ เหล่าราบ รอบนอกสุด เป็นทหารธนูล้อมอยู่"

     พวกเจ้ามัลละ จะจัดฉลองพระบรมธาตุตลอด ๗ วัน ต้องการความมั่นใจว่า ๗ วันนี้ แม้จะมีการละเล่น ก็เป็นการละเล่น ที่ไม่ประมาท. หลังจากนั้น เมื่อข่าวการปรินิพพาน
ของพระพุทธเจ้า และการถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระ พระสรีระ กลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้ว. เหล่ากษัตริยน์ในนครต่าง ๆ เมื่อทราบข่าว ก็ปรารถนา จะได้พระบรมธาตุไปบูชา จึงส่งสาสน์ ส่งฑูตมาขอ พระบรมสารีริกธาตุ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคของเรา." "พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราจึงมีส่วน ที่จะได้พระบรมธาตุบ้าง."เหล่ามัลละกษัตริย์ ก็ไม่ยอมยกให้ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า ปรินิพพานในเมืองของเรา"

     ดังนั้น กษัตริย์ในพระนครต่าง ๆ เช่น พระเจ้าอชาตศัตรู จอมกษัตริย์แคว้นมคธ และกษัตริย์เหล่าอื่น ๆ จึงยกกองทัพมา ด้วยหวังว่า จะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ. เมื่อยกกองทัพ
มาถึงหน้าประตูเมือง ทำท่าจะเกิดศึกสงคราม แย่งชิงพระบรมธาตุ. ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือ โทณพราหมณ์ หวั่นเกรงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จึงขึ้นไปยืนบนป้อมประตูเมือง ประกาศว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทรงสรรเสริญขันติ สรรเสริญสามัคคีธรรม การที่เราจะมาประหัตประหาร เพราะแย่งชิงพระบรมธาตุ ของพระองค์ผู้ประเสริฐ ย่อมไม่สมควร ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงยินดี ในการที่จะแบ่งกันไปเป็น ๘ ส่วน และนำไปบูชา ยังบ้านเมืองของท่านทั้งหลายเถิด เพราะผู้ศรัทธา ในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีมาก"

     ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ ขณะที่โทณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุว่า หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่าข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านนั่นแหละ จงแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่า ๆ กัน ให้เรียบร้อยเถิด. โทณพราหมณ์ รับคำของ หมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า "ดูกรท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ขอพวกท่าน จงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูป และกระทำการฉลองตุมพะบ้าง. ทูตเหล่านั้น ได้ให้ตุมพะ แก่โทณพราหมณ์ ฯ

     พวกเจ้าโมริยะ เมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพาน ในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราว่า "พระผู้มีพระภาค เป็นกษัตริย์ แม้ เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค." พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราตอบว่า "ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาคไม่มี เราได้แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคาร ไปแต่ที่นี่เถิด." พวกทูตนั้น นำพระอังคาร ไปจากที่นั้นแล้ว ฯ

      ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กระทำ พระสถูปและการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในพระนครราชคฤห์ พวกกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ในเมืองเวสาลี พวกกษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองกบิลพัสดุ์. พวกกษัตริย์ถูลี เมืองอัลลกัปปะ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ในเมือง อัลลกัปปะ. พวกกษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม
ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองรามคาม. พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองเวฏฐทีปกะ. พวกเจ้ามัลละเมืองปาวา ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ในเมืองปาวา. พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ในเมืองกุสินารา. โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูป และการฉลองตุมพะ. พวกกษัตริย์โมริยะ เมืองปิปผลิวัน ก็ได้กระทำพระสถูป และการ ฉลองพระอังคาร ในเมือ ปิปผลิวัน ฯ
      "พระสถูปบรรจุพระสรีระ มีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่งทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบแห่ง ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้."
      การแจกพระธาต ุและการก่อพระสถูปเช่นนี้ เป็นแบบอย่างมาแล้ว ฯ พระสรีระ ของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป. ส่วนพระสรีระอีกทะนาน หนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุรุษที่ประเสริฐ อันสูงสุด พวกนาคราช บูชากันอยู่ในรามคาม. พระเขี้ยวองค์หนึ่ง เทวดาชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว. ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ ในคันธารบุรี. อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ. อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ ฯ       ด้วยพระเดช แห่งพระสรีระพระพุทธเจ้า นั้นแหละ แผ่นดินนี้ ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งแก้ว ประดับแล้วด้วยนักพรต ผู้ประเสริฐที่สุด. พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่าอันเขาผู้สักการะ ๆ สักการะดีแล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพ จอมนาค และจอมนระบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน. ขอท่านทั้งหลาย จงประนมมือ ถวายบังคมพระสรีระนั้น ๆ ของพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยาก โดยร้อยแห่งกัป ฯ พระทนต์ ๔๐ องค์บริบูรณ์. พระเกศา และพระโลมาทั้งหมด พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ ๆ โดยนำต่อ ๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แล ฯ

( พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อที่ ๑๕๙-๑๖๒)

ความสำคัญ
      โดยที่วันอัฏฐมี คือวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับ วันถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระ เป็นวันที่ชาวพุทธ ต้องวิปโยคและสูญเสีย พระบรมสรีระ แห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ อย่างสูงยิ่ง และเป็นวันควร แสดงธรรมสังเวช และระลึกถึงพระพุทธคุณ ให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติ ภาวนามัยกุศล การบำเพ็ญกุศล เนื่องในพิธีวันอัฏฐมีบูชา การบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันอัฏฐมีบูชานี้ มีไม่กี่แห่งที่จัด เพราะในเมืองไทย มักไม่เป็นที่นิยม แม้สมัยก่อนอาจจะมีงานฉลอง ในพิธีวันอัฏฐมีบูชาบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกราไปมากแล้ว คงมีไม่กี่วัด เฉพาะในกรุงเทพ ที่ยังจัดพิธีเฉลิมฉลอง ในวันนี้อยู่ เช่น วัดราชาธิวาส วัดโสมนัสวิหาร ส่วนการบำเพ็ญกุศล ในวันนี้ ก็เหมือนกับวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาอื่น ๆ มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และมีการเวียนเทียน ในตอนค่ำ. บางวัดในบางจังหวัด ยังมีการนิยมบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันอัฎฐมีบูชานี้อยู่บ้าง บางแห่งถึงกับจัดเป็นงานใหญ่ มีการจำลองเหตุการณ์ วันถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ ครั้งพุทธกาลด้วย เช่น วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์   

คำถวายดอกไม้ธูปเทียนในวันอัฏฐมีบูชา
     ยะมัมหะ โข มะยัง, ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ,
อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา, โคตะโม โคตเตนะ,
สักยะปุตโต สักยะกุลา ปัพพะชิโต, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง,พุทโธ ภะคะวา
     สวากขาโต โข ปะนะ, เตนะ ภะคะวา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ.
     สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ, ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ, อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย. อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตังโลกัสสะ.
     อะยัง โข ปะนะ ถูโป(ปฏิมา) ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กโต (อุททิสสิ กตา) ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา, ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ,
มะยัง โข เอตะระหิ, อิมัง วิสาขะปุณณะมิโตปะรัง อัฏฐะมีกาลัง, ตัสสะ ภะคะวะโต
สรีรัชฌาปะนะกาละสัมมะตัง ปัตวา, อิมัง ฐานัง สัมปัตตา, อิเม ทัณฑะทีปะธูปะ-, ปุปผาทิสักกาเร คะเหตวา, อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตวา, ตัสสะ
ภะคะวะโต, ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง ถูปัง(ปะฏิมาฆะรัง) ติกขัตตุง
ปะทักขิณัง กะริสสามะ, ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา. สาธุ โน ภันเต ภะคะวา, สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ญาตัพเพหิ คุเณหิ, อะตีตารัมมะณะตายะ
ปัญญายะมาโน, อิเม อัมเหหิ คะหิเต, สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ฑีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. ฯ

กำหนดการวันวิสาขอัฐมีบูชา
วัดโสมนัสราชวรวิหาร

  เวลา ๐๙.๓๐ น. แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์เช้า
เวลา ๑๗.๐๐ น. ศิษย์วัดเวียนเทียน
เวลา ๑๙.๐๐ น. พระภิกษุสามเณรเวียนเทียน
เวลา ๒๐.๐๐ น. แม่ชีและอุบาสกอุบาสิกาเวียนเทียน
เวลา ๒๐.๐๐ น. พระภิกษุสามเณรทำวัตรเย็น
เวลา ๒๐.๓๐ น. แม่ชีและอุบาสกอุบาสิกาทำวัตรเย็น
เวลา ๒๑.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ค่ำ(กัณฑ์ที่๑)
ต่อจากนั้นก็มีการแสดงพระธรรมเทศนาติดต่อกันไปตลอดทั้งคืน
 
  ๑. กัณฑ์ศักราช
๒. บูชาและธาตุวิภัชชน์
๓. มหาชนกชาดก
๔. สุวรรณสามชาดก
๕. มโหสถชาดก
๖. จันทกุมารชาดก
๗. พรหมนารทชาดก
๘. วิธูรบัณฑิตชาดก
๙. เทวธรรมชาดก
๑๐. ทสวรปัพพกถา
๑๑. อุปกิเลสสุตตกถา
๑๒. เอตตาวตา
 
 
*********************
ข้อมูลจากธรรมะไทย
http://www.dhammathai.org
© Copyright 2004 watsomanas.com All Right Reserved. www.Stats.in.th